กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 50 )
ชายฉกรรจ์ร้อนรน ตะโกนเสียงดัง “ซู่มู่ เจ้า!” เห็นชัดว่ากุนซือที่ถูกเรียกว่า
ซู่มู่ตัดบทคำพูดเขาอีกครั้ง เขารีบประชิดเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูชายฉกรรจ์ ซู
หลีไม่อาจแยกแยะออกว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เพียงได้ยินรางๆ ไม่กี่คำ “ตามนาง
ไป… ตรวจสอบ…”
เห็นท่าทางมากเล่ห์เหลี่ยมของซู่มู่ก็รู้แล้วว่าเขาไม่ได้มีความคิดที่ดีนัก! คิดจะ
สะกดรอยตามนาง? เกรงว่าจะไม่ง่ายเช่นนั้น! ซูหลีนัยน์ตาเย็นเยียบ พลันเร่ง
ฝีเท้า ดึงโม่เซียงเข้าไปในตรอกเล็กๆ เส้นหนึ่งที่อยู่ข้างทาง นางเอ่ยเสียงขรึม “โม่
เซียง เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ อีกครึ่งชั่วยามหากข้ายังไม่มาหาเจ้า เจ้าก็กลับจวนไปก่อน
เลย!” สิ้นประโยค ก็หายตัวเข้าไปในฝูงชนอีกครั้ง
ซูหลีทอดมองออกไปไกลๆ พบว่าซู่มู่คล้ายเพิ่งเดินออกมาจากหอฉือจี้ สีหน้า
สับสน หันไปพยักหน้าให้ชายฉกรรจ์หนึ่งที่ ชายฉกรรจ์สีหน้าพลันเปลี่ยน ดวงตา
คมกริบคู่หนึ่งตวัดมายังร่างของซูหลีที่อยู่ท่ามกลางกระแสผู้คนอย่างรวดเร็ว
ซูหลีไม่รอช้า หันหน้าออกเดิน ฝีเท้ารวดเร็วจนแทบจะเรียกได้ว่าบิน วินาทีนี้
นางมั่นใจได้ระดับหนึ่งแล้วว่า สองคนนั้นได้ยืนยันเงื่อนงำบางอย่างแล้ว และนั่นก็
เกี่ยวข้องกับพิษบนใบหน้านางด้วย! นึกไม่ถึงว่าฐานะคุณหนูแห่งจวนอัคร
เสนาบดีอย่างซูหลี กลับยังมีเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ด้วย!
นางอาศัยว่าเอวบางร่างน้อย เคลื่อนไหวตัวปลิว โฉบไปมาท่ามกลางฝูงชน ไม่
นานก็สามารถทิ้งห่างพวกซู่มู่ได้ระยะหนึ่ง ปล่อยให้พวกเขาตามหลังมาไกลๆ
มุ่งหน้ามาจนถึงสุดซอย ไร้ซึ่งหนทางไปต่อ ซูหลีมองซ้ายมองขวา ตรงทาง
เลี้ยวของถนนมีร้านขายโลงศพอยู่ร้านหนึ่ง ในร้านมีโลงศพมากมายวางเรียงราย
บ้างเรียบง่าย บ้างหรูหรา สารพัดรูปแบบมองดูแล้วก็ชวนให้คนตาลาย นางพลัน
บังเกิดความคิด โฉบกายหายเข้าไปในร้าน ด้านในกลับไม่มีคนอยู่ เพิ่งจะถอน
หายใจ เสียงฝีเท่าเร่งรีบก็พลันดังมาจากหน้าร้าน ซูหลีร้อนใจ หันไปเห็นโลงศพสี
ดำที่ทำจากไม้การบูรหลังหนึ่งตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน ภายใต้สถานการณ์บีบ
คั้นนางเลื่อนฝาโลงออก ก่อนจะมุดเข้าไปข้างในอย่างเงียบเชียบไร้เสียง
เมื่อปิดฝาโลงสนิท ในพื้นที่ว่างเล็กแคบ มืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด ซูหลีกลั้น
หายใจตามสัญชาตญาณ เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
เสียงฝีเท้าด้านนอกวุ่นวายเล็กน้อย คล้ายผู้มาไม่ได้มีเพียงคนเดียว ผ่านไปครู่
หนึ่งก็ได้ยินเสียงคนกล่าวขึ้นว่า “เถ้าแก่ โลงศพไม้การบูรที่พวกข้าสั่งไว้เล่า?”
คนผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากหลังร้านอย่างรวดเร็ว เอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “มา
แล้วๆ เตรียมเสร็จตั้งนานแล้ว เชิญทางนี้”
เสียงฝีเท้าเดินมาหยุดตรงหน้าโลงศพ ผู้มาสนทนากับเจ้าของร้านอยู่หลาย
ประโยค ซูหลีพลันรู้สึกร่างกายโงนเงน โลงศพไม้การบูรหลังนี้ก็ถูกคนหามขึ้น
นางสะดุ้งตกใจ อะไรจะบังเอิญเช่นนี้ นางกลับเข้ามาหลบในโลงศพที่มีคนสั่งทำไว้
พอดี?! คราวนี้จะทำเช่นไรดี? ขณะกำลังไตร่ตรองว่าจะออกไปตอนนี้ดีหรือไม่ ก็ได้
ยินเสียงตะโกนดังเข้ามาจากข้างนอกร้าน “เห็น… สตรีนางหนึ่ง… บ้างไหม?”
ซูหลีฟังออกว่าเป็นเสียงของชายฉกรรจ์ผู้นั้น จึงไม่กล้าขยับตัวส่งเดช โลง
ศพถูกหามออกไปนอกร้าน ได้ยินเพียงเจ้าของร้านหัวเราะดังลั่น “นายท่าน ท่าน
ดูเถิด ที่นี่มีเพียงโลงศพกับชายชราอย่างข้าเท่านั้น มีสตรีที่ใดกันเล่า!”
ชายฉกรรจ์วิ่งกลับไปกลับมาอยู่บนถนนอย่างร้อนรน เขาเห็นนางมาที่นี่เต็ม
สองตา เหตุใดจึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้เล่า?
ซู่มู่วิ่งตามมาอย่างเหน็ดเหนื่อยกินแรง หอบหายใจ เอ่ยว่า “ท่านฮูเอ่อร์ตู…
ตามเจอหรือไม่?”
ฮูเอ่อร์ตู?! ชื่อนี้ ฟังคุ้นหูยิ่งนัก นางได้ยินเพียงฮูเอ่อร์ตูคำรามลั่นอย่างเจ็บใจ
“ตามมาถึงนี่ ก็ไม่เห็นแล้ว!”
ซูหลีนอนอยู่ในโลงศพ ได้ยินก็ลอบหัวเราะไร้เสียง สองคนนั้นจะคาดคิดได้
อย่างไรว่านางจะเข้ามาซ่อนตัวในโลงศพที่ผู้คนพากันหลีกเลี่ยงด้วยความกลัวเช่น
นี้! บางทีอาจมีเพียงคนที่ผ่านความตายมาแล้วอย่างนาง ถึงจะไม่แยแสวัตถุที่
กล่าวกันว่าไม่เป็นมงคลเช่นนี้! เพียงแต่ยามนี้ไม่รู้ว่าโลงศพหลังนี้จะถูกนำไปที่ใด
เท่านั้น ในเมื่อพวกเขาเลือกเดินเท้า มิได้ขนส่งด้วยรถ จุดหมายก็น่าจะอยู่ไม่ไกล
หากสถานการณ์ยังไม่ชัดเจนก็ห้ามเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม ทำได้เพียงอดทนรอจังหวะ
ที่เหมาะสมเท่านั้น
คนกลุ่มหนึ่งฝีเท้ารวดเร็วดั่งสายลม ผ่านไปไม่นาน กำแพงเมืองสูงตระหง่าน
ก็อยู่ไม่ไกล ใต้หอประตูเมืองสูงใหญ่ กลุ่มคนยืนเรียงแถวเป็นสองแถว ทหารเฝ้า
ประตูเมืองกำลังตรวจสอบผู้คนที่เข้าออกเมืองอย่างละเอียด
“ยืนเรียงแถวกันให้ดี! เข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง รับการตรวจสอบทุกคน!”
ทหารเฝ้าประตูตะโกนเสียงเข้ม
โลงไม้สีดำอยู่ในแถวที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ แลดูสะดุดตาไม่น้อย
เสียง ‘ก๊อก ก๊อก’ พลันดังขึ้น มีคนยื่นมือมาเคาะผนังโลงสองสามที่ ทำเอาซู
หลีสะดุ้งตกใจ กลั้นหายใจทันที
คนผู้นั้นเอ่ยเสียงเรียบ “คุณภาพไม่เลว จะย้ายไปที่ใด?” เสียงบุรุษทุ้มลึกรื่นหู
คุ้นหูอย่างที่สุด ซูหลีอึ้งงัน เจ้าของเสียงนี้… คือตงฟางเจ๋อ?
คนผู้หนึ่งตอบอย่างนอบน้อม “เรียนใต้เท้า พวกข้าน้อยจะส่งโลงศพนี้ไปยัง
ชานเมืองขอรับ”
ตงฟางเจ๋อทอดถอนใจ “ไม้การบูรชั้นเยี่ยม น้ำหนักดูหนักไม่น้อย หาเงินช่าง
ลำบากนัก”
คนผู้นั้นหัวเราะแห้ง “ฮ่า ฮ่า เหล่าพี่น้องหลายคนอาศัยกินข้าวจากถ้วยชามนี้
เพียงเลี้ยงปากท้องได้ก็พอแล้วละขอรับ”
ตงฟางเจ๋อลอบกระตุกยิ้มเย็นชา โบกมือกล่าวว่า “ไม่ง่ายเลยจริงๆ ไปได้”
“ขอบคุณใต้เท้า”
ซูหลีประหลาดใจ ตงฟางเจ๋อมีนิสัยไม่ค่อยแยแสผู้อื่น ไม่ยินดีสนทนาเกิน
ความจำเป็น วันนี้เหตุใดจึงใส่ใจคนขนโลงศพมากเพียงนี้? ตัวโลงเพิ่งจะถูกยก
ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นมาแต่ไกล “ช้าก่อน!”
ซูหลีเกร็งไปทั้งตัว ฮูเอ่อร์ตูผู้นั้นมิได้หลอกง่ายอย่างที่คิด! ตามมาเร็วถึง
เพียงนี้? ชั่วขณะหนึ่งนางไม่อาจตัดสินใจได้ว่าจะออกไปดีหรือไม่ โลงไม้ถูกไม่กี่คน
นั้นหามออกจากประตูเมืองไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วที่จ่ออยู่ตรงฝาโลงยังไม่ทัน
ดึงกลับ นิ้วมือเคลื่อนผ่านอย่างไม่ได้ตั้งใจ เกิดเสียง ‘แกร๊ก’ เบาๆ คล้ายกลไกบาง
อย่างทำงาน พลันนั้น มีบางสิ่งตกลงมาบนตัวนางอย่างไร้เสียง
ซูหลีอึ้งงัน ยื่นมือไปลูบ ที่แท้เป็นถุงผ้าต่วนฝีมือประณีตถุงหนึ่ง นางเปิดออก
อย่างระมัดระวัง ลูบคลำเบาๆ ข้างในคล้ายเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งกับวัตถุแข็งรูปสี่
เหลี่ยมเล็กๆ ก้อนหนึ่ง วัตถุแข็งนั้นสัมผัสเย็นเยียบ คล้ายทำจากวัสดุเหล็ก
ซูหลีพลันบังเกิดความสงสัยในใจ คนทั่วไปค้าขายโลงศพ เหตุใดจึงมีกลไกติด
ตั้งไว้ด้วย? เมื่อครู่ที่ทหารเฝ้าประตูเมืองตรวจสอบเข้มงวด และการถามไถ่ที่ผิด
ปกติของตงฟางเจ๋อ… ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่? ซูหลีนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
พลันตัดสินใจอย่างกล้าหาญ เก็บถุงผ้าต่วนใส่อกเสื้อ
ฮูเอ่อร์ตูวิ่งมาถึงประตูเมืองอย่างรวดเร็ว พอเห็นโลงศพถูกหามออกนอก
ประตูเมืองไปแล้ว ก็ร้อนรนจนผลักทหารสองสามนายที่อยู่ตรงหน้าออก หมายจะ
พุ่งตัวออกไปนอกเมืองทหารเฝ้าประตูเมืองตวาดเสียงดังลั่น ตั้งอาวุธขัดขวาง
“ผู้ใดกันไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้! ยังไม่รีบถอยไปอีก!”
ฮูเอ่อร์ตูวิ่งตามมาตลอดทาง ใบหน้าแดงก่ำ แม้ร้อนใจแต่กลับไม่ไร้สติ รีบล้วง
ป้ายประจำตัวออกจากสาบเสื้อมาชูต่อหน้าทหาร ก่อนจะพูดภาษาแคว้นเปี้ยนติดๆ
ขัดๆ ด้วยอารามร้อนใจ “ปล่อยข้า ออกไป”
ตงฟางเจ๋อเห็นป้ายประจำตัวนั้น สายตาพลันเปลี่ยนเล็กน้อย เอ่ยเสียงเข้ม
“ท่านคือใต้เท้าฮูเอ่อร์ตู ทูตแห่งแคว้นเปี้ยนหรือ?”
ซูหลีที่เพิ่งถูกหามออกไปได้ไม่ไกลพลันตกตะลึง ยามนี้เพิ่งตระหนักได้ ฮูเอ่อร์
ตูก็คือขุนพลอันดับหนึ่งของแคว้นเปี้ยน! ขุนพลแห่งแคว้นเปี้ยน เพิ่งเจอหน้ากัน
คราแรกก็คิดจะจับนาง นี่มันเรื่องอันใดกัน?
ฮูเอ่อร์ตูเมื่อได้ยินว่ามีคนรู้จักตนเอง ก็รีบพยักหน้า บุรุษชุดผาวสีดำที่ยืนอยู่
ตรงหน้าราศีเจิดจรัส เห็นชัดว่ามิใช่ปุถุชนคนธรรมดา ทว่าตั้งแต่มาเยือนเมือง
หลวงแคว้นเฉิง เขายังไม่เคยพบคนผู้นี้ จึงอดเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่ได้ “เจ้า
คือ…”
ตงฟางเจ๋อก้าวออกมาข้างหน้าหลายก้าว ยกมือคารวะ “ข้าน้อยตงฟางเจ๋อ
ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามท่านขุนพลฮูเอ่อร์ตูมานาน ไม่รู้ว่าใต้เท้ามีเรื่องใดจึงรีบเร่ง
เช่นนี้?”
ฮูเอ่อร์ตูชะงักงัน นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าจะเป็นเจิ้นหนิงอ๋องแห่ง
แคว้นเฉิงผู้เลื่องชื่อลือชา! รีบสงบอารมณ์ร้อนรน ปรับสีหน้าเป็นปกติ ทำความ
เคารพกลับตามแบบฉบับของชาวแคว้นเปี้ยน แล้วจึงค่อยเอ่ย “มีสตรีนางหนึ่ง
อยู่ในโลงศพ เป็นสตรีที่ข้าตามหา” เมื่อครู่ซู่มู่ตามมาสมทบ เตือนว่าให้ตนเอง
ตรวจสอบด้านในโลงศพอย่างละเอียด ทว่ากลับไม่พบสิ่งใด สุดท้ายก็ตระหนักได้
ว่าสตรีนางนั้นอาจซ่อนตัวอยู่ในโลงศพที่ถูกขนย้ายออกมาแล้ว จึงรีบวิ่งตามมา โดยเร็ว