กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 51 )
ตงฟางเจ๋อแววตาพริบพราย มีคนอยู่ในโลงศพ… เขาสังเกตเห็นสักพักแล้ว
เดิมคิดว่าคนพวกนั้นเจตนากู่เรื่องขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับทูตแห่งแคว้น
เปี้ยน ฮูเอ่อร์ตูวิทยายุทธ์แกร่งกล้า เป็นที่เลื่องลือในใต้หล้า หากปล่อยเขาออกไป
ไล่ตามถึงนอกเมือง… เกรงว่ามีแต่จะเป็นการก่อกวนแผนการของตนเอง
ตงฟางเจ๋อในใจสั่นไหว ยิ้มบางและเอ่ย “เมืองหลวงพื้นที่กว้างใหญ่ ท่านเดิน
ทางมาเป็นครั้งแรก คาดว่าคงจะยังไม่คุ้นเคย ให้ข้าไปช่วยท่านตามคนกลับมาดี
หรือไม่?”
ฮูเอ่อร์ตูใบหน้ายิ้มอย่างดีอกดีใจ กระทั่งในใจรู้สึกซาบซึ้งในตัวตงฟางเจ๋อ เขา
ไม่ชำนาญภาษาแคว้นเฉิง โชคดีที่ข้างกายมีซู่มู่ช่วยแปลตลอดเวลา แย่แล้ว! แย่
แล้ว! มัวแต่ไล่ล่า ไม่รู้ว่าปล่อยซู่มู่ทิ้งไว้ที่ใด! ทว่าเวลานี้การตามหาคนเป็นเรื่อง
สำคัญ ไม่อาจสนใจเขาได้ชั่วคราว จึงทำได้เพียงเดินตามหลังตงฟางเจ๋อไปขึ้นรถ
ม้า วิ่งออกไปนอกเมืองมุ่งหน้าไปทางเนินเขาสือหลี่
ความจริงการเดินทางครั้งนี้ไม่ถือว่าไกล เร่งความเร็วเต็มกำลังไม่นานก็ไล่
ตามคนเหล่านั้นทัน แต่คล้ายกับว่าตงฟางเจ๋อไม่รีบร้อน เอนกายลงบนเบาะรอง
นุ่มสบาย คุยเล่นกับทูตแห่งแคว้นเปี้ยน ระหว่างการพูดคุยแสดงออกว่าสนใจใน
ขนบธรรมเนียมประเพณีของแคว้นเปี้ยนเป็นอย่างมาก
ฮูเอ่อร์ตูเป็นกังวลเรื่องหญิงสาวที่หลบหนีไปผู้นั้น เขาตอบบ้างไม่ตอบบ้าง
ชัดเจนว่าใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ตงฟางเจ๋อหัวเราะ “ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเปี้ยน คงมีประสบการณ์และ
ความรู้กว้างขวาง ข้าได้ยินมาว่าแคว้นของท่านมีพืชล้ำค่าชนิดหนึ่งนามว่าดอก
ฉิงฮวา…”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฉิงฮวา’ ฮูเอ่อร์ตูเปลี่ยนสีหน้าโดยพลัน จ้องมองเขาอย่างเย็น
ชา เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดเพียงประโยคเดียวว่า “แคว้นข้ามีข้อกำหนด ดอก
ฉิงฮวาหากไม่ใช่คนในราชวงศ์ไม่มีสิทธิ์พบเจอ ฮูเอ่อร์ตูย่อมไม่เคยได้เห็นอยู่
แล้ว…”
ตงฟางเจ๋อยิ้มบาง “ปกติเวลาว่างข้าชอบศึกษาเกี่ยวกับดอกไม้พืชหญ้าที่หา
ได้ยาก พูดกันว่าดอกฉิงฮวามีพิษร้ายแรง ดอกเป็นทั้งยาพิษและยาถอนพิษ ดัง
นั้นจึงพิเศษมาก แม้แต่ท่านขุนพลก็ไม่เคยเห็น ช่างน่าเสียดาย!”
ฮูเอ่อร์ตูขยับปาก แต่กลับไม่เอ่ยคำใดอีก ใบหน้าไม่สู้ดีอย่างชัดเจน
ตงฟางเจ๋อไม่ซักไซ้ต่อด้วยวางตัวเป็น แต่ใจกลับหนักอึ้งอย่างไร้สาเหตุ ดอก
ฉิงฮวา หากมิใช่คนในราชวงศ์เปี้ยนก็ยากที่จะแตะต้อง หญิงสาวในสระน้ำนั่น…
ตัวตนของนางเป็นใครกันแน่?
บรรยากาศภายในรถตกอยู่ในความเงียบ ดูเหมือนว่าจะนิ่งงันไปพร้อมกับล้อ
รถที่ค่อยๆ หยุดลง
ตงฟางเจ๋อระงับอารมณ์ไว้ เอื้อมมือเปิดผ้าม่านรถขึ้น ความมืดยามค่ำคืน
ปกคลุมเนินเขาสือหลี่ ภายในอารามเฉิงหวงที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง [1] เต็ม
ไปด้วยแสงไฟสว่าง เห็นเงาร่างขยับเขยื้อนอยู่ภายในอารามได้รางๆ
ฮูเอ่อร์ตูถาม “อยู่ไหน?”
ตงฟางเจ๋อพยักหน้าเบาๆ
“เช่นนั้นรออะไรอีก?”
“ท่านทูตอย่ารีบร้อน โปรดรออีกสักครู่”
ฮูเอ่อร์ตูไม่รู้ว่าตงฟางเจ๋อมีลับลมคมในอะไรซ่อนเร้น ทำได้เพียงอดกลั้นรอต่อ
ไป ผ่านไปประมาณสิบห้านาที่ ยังคงไม่เห็นเขาเคลื่อนไหวใดๆ ในใจก็ลุกลนขี้นมา
หญิงสาวผู้นั้นเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก หากไม่ระวังคลาดกันไปต่อหน้าต่อตา เช่น
นั้นที่ลงทุนลงแรงมาทั้งหมดก็เสียเปล่า
ท่านทูตผู้มีนิสัยที่อตรงโผงผาง เมื่อตัดสินใจแล้วก็เคลื่อนไหว พุ่งทะยานออก
นอกรถไปไกลเกินจั้ง สีหน้าตงฟางเจ๋อเปลี่ยนไปทันควัน แต่กลับไม่คว้ามือจับเขา
ไว้
ภายในอาราม ผู้คนที่รอต้อนรับตกใจจนตาพร่า ยังไม่ทันได้ตอบสนอง โลงศพ
ที่วางอยู่กลางอารามก็ถูกเปิดออกโดยพลัน
ซูหลีรู้แก่ใจว่าท่าไม่ดีแล้ว นางซ่อนอยู่ในโลงไม่ส่งเสียงอยู่นาน ยากที่คนเหล่า
นี้จะไม่คิดว่านางเป็นสายลับ! สลัดความคิดทิ้ง นางปิดตาลงอย่างรวดเร็ว
ในโลงศพกลับมีหญิงสาวงดงามไร้เทียมทานนอนอยู่! สองสามคนที่ยกโลง
ศพเกิดอาการอึ้งงัน จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยน หนึ่งในนั้นตะโกนถามเสียงดัง “เจ้า
เป็นใคร?!”
ดูเหมือนว่าจะสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนั้น ซูหลีเปิดตาออก ลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ
มองสภาพแวดล้อมแปลกตาและคนแปลกหน้ารอบตัว แล้วจึงขมวดคิ้วบาง
ดวงตาทั้งสองงุนงงคล้ายเพิ่งตื่น ถามด้วยท่าทางสงสัย “เหตุใดข้าจึงอยู่ที่นี่?”
ทุกคนตะลึงงัน คนที่ตวาดลั่นไม่คิดว่านางจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ชั่วขณะนั้นไม่รู้
ว่าต้องจัดการกับนางอย่างไร เวลานี้ ฮูเอ่อร์ตูอยู่เบื้องหน้าแล้ว ซูหลีตะโกนอย่าง
แปลกใจ “ท่านฮูเอ่อร์ตู? ทำไมท่านอยู่ที่นี่ล่ะเจ้าคะ? หรือว่า ที่นี่จะเป็นสถานที่ที่ท่าน
บอกว่าน่าสนใจงั้นหรือ?”
คนที่ยกโลงศพแววตาคมกริบดุจกระบี่ ทุกคนหันไปมองฮูเอ่อร์ตู
ฮูเอ่อร์ตูสีหน้าเคร่งขรึม รู้ว่านางกำลังเปลี่ยนเป้าหมาย แต่ก็ไม่แก้ตัวใดๆ รีบ
ก้าวฉับไปด้านหน้าเพื่อจับนาง!
ซูหลีหนีออกจากโลงศพอย่างรวดเร็วก่อนที่มือของเขาจะคว้าไว้ได้ เดินถอยไป
ทางด้านหลังคนยกโลงศพพลางยิ้ม “ที่นี่ทั้งห่างไกลและรกร้าง มองไม่ออกจริงๆ
ว่าน่าสนใจตรงไหน พวกเราเปลี่ยนที่กันเถิดเจ้าค่ะ”
“คิดจะหนี? มันไม่ง่ายอย่างนั้น!” คนยกโลงศพตวาดเสียงลั่น ขวางกั้นทาง
เดินของซูหลีไว้ทันที
ซูหลีหันไปมองฮูเอ่อร์ตู ตะโกนร้องอย่างตกใจกลัว “ท่านช่วยข้าด้วย!”
ฮูเอ่อร์ตูกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเล็กน้อย เคลื่อนไหวปานฟ้าแลบจับเข้าที่
ไหล่ของนาง หมายจะพานางหนีออกไป คนยกโลงศพไม่ลังเลอีกต่อไป ชักกระบี่
ออกมาแล้วพุ่งตรงไปยังฮูเอ่อร์ตูทันที!
ซูหลีคิดไว้ไม่ผิด วิทยายุทธ์ของคนเหล่านี้ล้วนไม่ด้อย ชัดเจนว่าไม่ใช่กุลีขน
สินค้าธรรมดา!
ฮูเอ่อร์ตูขมวดคิ้วเข้ม จำต้องปล่อยตัวซูหลีหันไปรับมือกับพวกมันที่ร่วมกัน
โจมตีเข้ามาอย่างตั้งใจ ซูหลีถอนหายใจโล่งอก กำลังจะฉวยโอกาสหนี ใครจะคิดว่า
ฮูเอ่อร์ตูจะมีฝีมือคล่องแคล่วยิ่งนัก ผ่านไปไม่นานก็จัดการพวกมันหมอบราบกับ
พื้น ไล่ตามไปคว้าแขนซูหลีไว้ได้!
สมกับที่เป็นขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเปี้ยน ชื่อเสียงสมคำร่ำลือ! ซูหลีลอบ
ขบฟันแน่น หรือว่าวันนี้จะต้องฝืนเอาวิทยายุทธ์ออกมาใช้แล้ว? นางตวาดเสียงลั่น
“ปล่อยข้า!”
ฮูเอ่อร์ตูโกรธจนหน้าเขียว “ไม่ปล่อย! ไปกับข้า!”
ซูหลีขมวดคิ้วแน่น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านนอก “เป็นถึง
ทูตแห่งแคว้นเปี้ยน ท่านขุนพลฮูเอ่อร์ตูกลับรังแกหญิงสาวบอบบางเช่นนี้ ช่างไม่
สมฐานะเอาเสียเลย!”
เสียงนี้ดุจสายลมพัดผ่านปี่ไม้ ดังก้องสง่างามแฝงซ่อนความน่าเกรงขาม ยัง
พูดไม่ทันจบประโยค บุรุษชุดดำสองคนที่มีรูปโฉมไม่ธรรมดาก็ปรากฏตัวตรงหน้า
ประตู ซูหลีเงยหน้าขึ้น สองคนนั้นแหวกตัวออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว สีหน้า
ท่าทางแสดงถึงความเคารพนบนอบ ราวกับกำลังจะมีคนใหญ่คนโตปรากฏออก
มาจากทางด้านหลัง
บุรุษหนุ่มสวมชุดผาวไหมสีขาวลายเมฆ คิ้วดุจภูผา ดวงตาดั่งธารน้ำใส ท่าทาง
แจ่มใส สุภาพงามสง่ามิมีใครทัดเทียม เขาเอามือไพล่หลังเดินเข้ามาด้วยท่าทาง
อ่อนโยนดุจแสงจันทร์นวล ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้
ผลิ เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น อารามที่ชำรุดทรุดโทรมก็เปล่งประกายมีชีวิตชีวาทันที
ซูหลีสะดุ้งเล็กน้อย ขณะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็ยังอดที่จะเหลือบมอง
ไม่ได้ ส่วนบุรุษสองคนนั้นตั้งแต่ที่ปรากฏตัวก็จ้องมองซูหลีเขม็ง ดูเหมือนจะมี
ร่องรอยของความประหลาดใจและความตื่นเต้นที่ยากจะควบคุมได้ในดวงตาของ
พวกเขา
ฮูเอ่อร์ตูเมื่อเห็นบุรุษชุดขาวผู้นั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป คลายแรงในมือออกโดย
อัตโนมัติ ซูหลีกำลังจะหลุดพ้นจากการควบคุมของเขา ทันใดนั้นก็ถูกเขาจับไว้
แน่นอีกครั้ง เมื่อมองดูบุรุษชุดขาว ฮูเอ่อร์ตูก็ขมวดคิ้วกล่าว “ไม่ได้เป็นอย่างที่
ท่านคิด!” ชัดเจนว่าฮูเอ่อร์ตูรู้จักกับบุรุษชุดขาว ทั้งคำพูดและการแสดงออกมี
ความหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย
ซูหลีแอบคาดเดาทันที่ บุรุษชุดขาวผู้นี้เป็นใครกัน?
บุรุษชุดขาวช้อนตาขึ้น ดวงตาดำขลับมีประกายเย็นชาเล็กน้อย กวาดมองฮู
เอ่อร์ตูอย่างเรียบนิ่ง เขาเดินไปตรงหน้าซูหลีช้าๆ ทันใดนั้นก็ยกมือขึ้นจับเข้าที่แข
นของฮูเอ่อร์ตู พลางหัวเราะเสียงเบา “แล้วเป็นอย่างไรหรือ? ขุนพลที่มีชื่อเสียง
บันลือไปทั่วหล้าจำเป็นต้องใช้กำลังกับหญิงสาวด้วยหรือ? มีเรื่องอันใดก็ควรพูด
คุยกันดีๆ”
1 จั้ง หน่วยวัดความยาว 1 จั้งเท่ากับประมาณ 3.3 เมตร