กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 52 องค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้ง
แม้คำพูดของเขาจะเบา แต่มีน้ำหนักเหลือล้น มือของฮูเอ่อร์ตูที่คว้าจับอยู่
บนหัวไหล่ซูหลีถูกเขาดึงออก ฮูเอ่อร์ตูอึ้งงันโดยพลัน แต่ในฐานะขุนพลอันดับ
หนึ่งแห่งแคว้นเปี้ยนผู้มากประสบการณ์ในสนามรบ เจอเหตุการณ์มาทุกรูปแบบก็
สงบลงอย่างรวดเร็ว ฮูเอ่อร์ตูเอ่ยอย่างเย็นชา “นางเป็นคนที่กระหม่อมต้องการ
ขอองค์รัชทายาทโปรดอย่าก้าวก่ายเลยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาท?!
ซูหลีตกตะลึง เงยหน้ามองเขา คุณชายชุดขาวมองนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
และเอ่ย “ข้าน้อยหลางฉ่างรัชทายาทแห่งแคว้นติ้ง หากแม่นางประสบกับความ
ลำบากใดก็บอกข้ามาได้ตามตรง”
น้ำเสียงที่ไม่ปิดบังความรู้สึกดีของเขาทอดส่งไปถึงก้นบึ้งหัวใจของซูหลีอย่าง
น่ามหัศจรรย์ เวลาเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า เดิมนางควรจะระมัดระวังตัว แต่
เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษอ่อนโยนสง่างามผู้นี้ นางไม่สามารถที่จะปริปากปฏิเสธได้เลย
นางลังเลครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยอย่างสงสัย “คารวะองค์รัชทายาท ขอบพระทัยใน
ความเมตตาเพคะ”
หลางฉ่างยิ้มบาง ยังมิทันได้ตอบกลับ เสียงหัวเราะก็ดังมาจากดังนอก “ซูซู
เจ้าก่อเรื่องอะไรอีกถึงกล้ารบกวนองค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้งให้ช่วยเจ้า!”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ เหล่าคนที่ยกโลงศพเห็นท่าไม่ดีจึงสบตาส่งสัญญาณให้แก่
กัน กระโดดออกนอกประตูไปอย่างรวดเร็ว แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อกระโดดออกไปนอก
ประตูจะมีเสียงกรีดร้องทรมานดังขึ้น คนด้านในสีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลัน
เงาร่างด้านนอกประตูไหววูบ มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้านในอย่างแช่มช้า เขา
สวมชุดผาวสีดำมงกุฎทองคำ ทรงพลังอำนาจน่าเกรงขาม ตงฟางเจ๋อนั่นเอง!
เขาใช้แผนการตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง [1] จริงๆ ซูหลีลอบทอด
ถอนใจหมุนตัวไปแสดงความเคารพ “ซูหลีคารวะท่านอ๋องเพคะ”
ตงฟางเจ๋อเดินเข้าประตูมาหยุดอยู่ข้างกายองค์รัชทายาทหลางฉ่างแห่ง
แคว้นติ้ง ทั้งสองรูปโฉมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ล้วนเป็นบุรุษรูปงามที่ไม่อาจ
มีใครทัดเทียม ผู้หนึ่งดำผู้หนึ่งขาว เยือกเย็นปะทะอบอุ่น มองไปแล้วทั้งสองไม่มี
ท่าทียอมกัน ยิ่งกดข่มจนความดุร้ายของขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเปี้ยนหายไป
โดยพลัน
ฮูเอ่อร์ตูเห็นหญิงสาวรู้จักกับเจิ้นหนิงอ๋อง สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยอย่างอด
ไม่ได้ เวลานี้ซูหลีกล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงเย็นชา “หากไม่ใช่สถานการณ์บีบบังคับ
ซูหลีก็มิบังอาจรบกวนให้องค์รัชทายาทช่วยหรอกเพคะ”
ฮูเอ่อร์ตูก้าวขึ้นหน้าประสานหมัดเอ่ยขึ้นทันที่ “เจิ้นหนิงอ๋อง หญิงสาวผู้นี้
โปรดทรงอนุญาตให้กระหม่อมพากลับไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางเจ๋อขมวดคิ้วบาง เหลือบมองซูหลีพลางเอ่ย “หญิงสาวผู้นี้เป็นสหาย
ของข้า ไม่ทราบว่าท่านกับนางมีเรื่องบาดหมางอันใดหรือ?”
ฮูเอ่อร์ตูเอ่ยด้วยใบหน้าแข็งที่อ “เรื่องนี้ ขอทรงโปรดอภัยที่ฮูเอ่อร์ตูไม่
สามารถกราบทูลได้พ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางเจ๋อสีหน้าเย็นชา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากท่านขุนพลไม่บอกเหตุผลให้
ชัดเจน เรื่องนี้ก็ไม่ง่ายแล้ว หญิงสาวผู้นี้เป็นคุณหนูบุตรีของท่านซูเซียงหรูแห่ง
ราชวงศ์ข้า แม้นข้าจะอนุญาตให้ท่านขุนพลพานางไป ก็เกรงว่า… ท่านอัคร
เสนาบดีซูคงจะไม่ยอมความง่ายๆ!”
ฮูเอ่อร์ตูอึ้งงัน ที่แท้สาวรับใช้เมื่อครู่นั้นพูดความจริง ตอนนั้นคิดว่าอีกฝ่าย
พูดจาซี้ซั้วด้วยความกระวนกระวาย เขาขมวดคิ้วไม่เอื้อนเอ่ยคำใด คล้ายมีเรื่อง
ปิดบังยากจะเอ่ยออกมา
ซูหลีแววตาสั่นไหว เอ่ยเสียงเคร่งเครียด “ท่านอ๋องมาได้จังหวะพอดีเลยเพคะ
ใต้เท้าผู้นี้บอกว่าซูหลีเป็นเพื่อนเก่าของเขา จะจับหม่อมฉันกลับให้ได้! แต่ตั้งแต่
เด็กน้อยมากที่ซูหลีจะก้าวออกจากเรือน ไม่เคยย่างกรายออกจากเมืองหลวง จะ
ไปเป็นเพื่อนเก่าของใครได้อย่างไร! คาดว่าใต้เท้าผู้นี้คงจะจำคนผิดแล้ว!”
กล่าวว่าเป็นเพื่อนเก่า แต่ท่าทีของฮูเอ่อร์ตู มีจุดไหนบ้างที่เป็นการกระทำที่
ปฏิบัติต่อเพื่อน? กล่าวว่าเป็นคู่อริยังจะน่าเชื่อเสียมากกว่า!
ฮูเอ่อร์ตูร้อนรน รีบตะโกนขึ้นโดยพลัน “ไม่มีทางจำผิด! หน้าตาคล้ายกัน
มาก!”
หลางฉ่างท่าทางสั่นไหวเล็กน้อย แววตาอ่อนโยนวนเวียนอยู่บนใบหน้าของซู
หลีไม่หยุด เขาเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเสียงเบา “ใต้หล้านี้มีคนมากมายที่หน้าตา
ละม้ายคล้ายกัน ท่านขุนพลจะพาตัวคนกลับไปเพียงเพราะเหตุผลนี้ สะเพร่าเกินไป
แล้ว ทว่าพูดแล้วก็ช่างบังเอิญ เมื่อครู่ที่ข้าเห็นคุณหนูซูแวบแรก ก็รู้สึกว่าเจ้า…
คล้ายสหายเก่าคนหนึ่งของข้า!”
น้ำเสียงของเขาเป็นกันเองและอ่อนโยนดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ซูหลีอึ้งตะลึง
อย่างห้ามไม่ได้ ชั่วขณะนั้นแยกไม่ออกว่าเขากำลังหยอกล้อหรือพูดจริงจังกันแน่
เพียงแค่หัวเราะตอบกลับเสียงเรียบ “องค์รัชทายาทกล่าวได้ถูกต้องยิ่งเพคะ
หากว่าด้วยเรื่องหน้าตาละม้ายคล้ายกัน แค่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ก็มีหญิงสาวผู้
หนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับซูหลีทุกประการ!”
เวลานี้ ฮูเอ่อร์ตูและหลางฉ่างท่าทางสะดุ้งตกใจ ซักถามขึ้นมาพร้อมกัน “ผู้ใด
กัน?”
ซูหลีปิดตาลง ปฏิกิริยาแบบนี้ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของนาง! หรือ
ว่าคนที่พวกเขารู้จักจะเป็นหลีซูจริงๆ? แต่ในความทรงจำของตนเอง นางไม่มี
สัมพันธ์ใดๆ กับทั้งสองคนนี้เลย! นางเอ่ยเสียงเย็นชา “ท่านหญิงหมิงอวี้แห่ง
จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง ทว่าน่าเสียดายยิ่งนัก เนื่องด้วยอุบัติเหตุ ท่านหญิงเสียชีวิต…
ไปแล้ว”
หลางฉ่างสีหน้าพลันแปรเปลี่ยน ฮูเอ่อร์ตูมองซูหลีด้วยท่าทีทั้งตกใจและ
สงสัย
ตงฟางเจ๋อเอ่ยด้วยรอยยิ้มเลือนราง “สิ่งที่คุณหนูซูเอ่ยไม่ใช่เรื่องโกหก ข้า
เป็นพยานให้ได้ เกรงว่าท่านคงจะจำคนผิดไปจริงๆ”
หลางฉ่างฟื้นกลับสู่ท่าทีดังเดิม ยิ้มพลางกล่าวอย่างคล้อยตาม “มีเจิ้นหนิงอ๋
องออกหน้าเป็นพยาน ท่านขุนพลฮูเอ่อร์ตูคงจะเชื่อแล้วละ”
ฮูเอ่อร์ตูเงียบไม่พูดจา เขานิสัยตรงไปตรงมา ไม่สันทัดในเรื่องการพูด แต่เขา
ไม่โง่เขลา วาจาของสองคนตรงหน้าปกป้องนางยิ่งนัก วันนี้คงยากที่จะพานาง
กลับไปดังใจปรารถนา หลังจากนี้จะยังคงพักอยู่ในเมืองหลวงแคว้นเฉิงอีกระยะ
หนึ่ง แม้นอยากยืนยันตัวตนของนางก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องทำในเวลานี้ หาก
แตกหักกับทั้งสองเพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย ท่านขุนพลไม่พูดอะไรให้
มากความอีก เอ่ยเสียงทุ้มอย่างนอบน้อม “เช่นนั้น ฮูเอ่อร์ตูคงบุ่มบ่ามเกินไป
ขอตัวลาก่อน ทั้งสามท่าน ไว้พบกันใหม่พ่ะย่ะค่ะ”
เห็นเขาก้าวฉับออกไป ในที่สุดซูหลีก็โล่งอก หากไม่ใช่เพราะมีตงฟางเจ๋อและ
หลางฉ่างอยู่ด้วย จะไล่ฮูเอ่อร์ตูผู้นี้ไปไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
ตงฟางเจ๋อเดินไปหยุดข้างโลงศพ เดินวนช้าๆ หนึ่งรอบ แววตาเย็นเยือกโดน
พลัน จู่ๆ เขาก็ออกแรงที่มือ เสียงแตกร้าวของไม้การบูรชั้นเยี่ยมดังสนั่น เศษไม้
ปลิวว่อนทั่วพื้น
หลางฉ่างสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาเคร่งขรึมไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ซูหลี
เข้าใจในทันที่ ตงฟางเจ๋อรู้อยู่แต่แรกแล้วว่าโลงศพนี้ผิดปกติ เขาตามมาถึงที่นี่
เพราะอยากรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นผู้ใด! สิ่งที่อยู่ในโลงศพไม่ใช่ของธรรมดา!
หลางฉ่างกลับสู่ความสงบภายในชั่วพริบตา ทอดถอนใจเสียงเบาและเอ่ย
“ท่านอ๋องไม่สบอารมณ์งั้นหรือ? ถึงได้ระบายอารมณ์กับของของคนตายเช่นนี้”
ตงฟางเจ๋อยิ้มมุมปาก แววตาเย็นชา เอ่ยเสียงเรียบ “หากจะพูดเรื่องน่า
อภิรมย์ ข้าคงจะสู้องค์รัชทายาทไม่ได้จริงๆ อารามเล็กๆ ในชานเมืองนี้ ปราศจาก
ธูปเทียนศักดิ์สิทธิ์ และยังไม่มีทิวทัศน์สวยสดงดงาม แต่กลับทำให้องค์รัชทายาท
ยอมลดเกียรติอันสูงส่งเสด็จมาถึงที่นี่ได้”
หลางฉ่างยิ้มอ่อนโยนและเอ่ย “เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น วันนี้ข้าออกมา
เที่ยวเล่นนอกเมือง ระหว่างทางเห็นท่านขุนพลฮูเอ่อร์ตูและแม่นางซูขัดแย้งกัน
ถึงได้เข้ามาดู เพียงแต่นึกไม่ถึงว่า… จะเจอกับเจิ้นหนิงอ๋องที่นี่ได้”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงขรึม “ท่านทูตเอ่ยปากขอให้ข้าช่วยไล่ตามโลงศพนี่มา ข้า
ในฐานะเจ้าบ้านย่อมยืนนิ่งดูดายไม่ได้ หากวันหน้าองค์รัชทายาทมีเรื่องอันใด ข้าก็
ย่อมยินดีรับใช้”
หลางฉ่างหัวเราะ ไม่สนใจความนัยทั้งหมดที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น ทั้งยังพยัก
หน้าตอบรับ “ขอบคุณเจิ้นหนิงอ๋องที่กล่าวเตือน วันหน้าหากข้าจะไปไหว้เจ้า ข้า
ต้องเชิญท่านอ๋องเดินทางไปด้วยแน่ๆ!”
แฝงซ่อนความนัยในคำพูด มีประกายไฟลุกให้เห็นอยู่รางๆ ทั้งสองปะทะแวว
ตากันกลางอากาศ ส่งสารข้อมูลที่ทั้งสองรู้อยู่แก่ใจให้กันและกัน
ซูหลีลอบขมวดคิ้ว ออกมาครึ่งค่อนวันแล้วยังไม่ได้ดื่มน้ำสักอึก ท้องฟ้ามืด
ครึ้มแล้วต้องรีบกลับจวนให้เร็วที่สุด นางเปิดปากลองเอ่ยหยั่งเชิง “ท่านอ๋อง ซู
หลีออกมาเป็นเวลานานแล้ว ขอตัวลาก่อนนะเพคะ”
1 ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง หมายถึง ผู้ที่มักเล็งผลระยะสั้นโดยไม่ระวังว่าจะมีผลร้ายรออยู่