กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 53 คลุมเครือไม่ชัดเจน
“ข้าก็จะกลับเมืองเช่นกัน อย่างไรไปส่งเจ้าด้วยแล้วกัน” ตงฟางเจ๋อเอ่ย
แล้วหันไปถามหลางฉ่าง “รัชทายาทจะเสด็จกลับด้วยกันหรือไม่?”
หลางฉ่างยิ้มบาง เอ่ยว่า “ขอบใจเจิ้นหนิงอ๋องมาก สถานที่แห่งนี้แสงจันทร์
งดงามยิ่งนัก ข้าอยากอยู่ชื่นชมอีกสักประเดี๋ยว เจิ้นหนิงอ๋องเชิญกลับก่อนเถิด!”
ตงฟางเจ๋อเองก็ไม่ยืนหยัด พยักหน้ากล่าว “เช่นนั้นกระหม่อมไปก่อนแล้ว
เชิญรัชทายาทพักผ่อนตามอัธยาศัย” สิ้นเสียง ก็ก้าวออกไปจูงมือซูหลี หันกาย
เดินออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ซูหลีขมวดคิ้วเบาๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงทำตัวใกล้ชิดกับตนเพียงนี้ หมาย
อยากจะดึงมือออก แต่จำใจเพราะเขาจับไว้แน่นเกินไป จึงดึงมือออกไม่สำเร็จ
แผ่นหลังที่เดินเคียงคู่กันออกไป คล้ายแสดงออกถึงความสนิทสนมเล็กน้อย
ทำให้สายตาอ่อนโยนของหลางฉ่างซึ่งนั่งอยู่ในเกี้ยว จับจ้องร่างอรชรของซูหลีอยู่
นาน
เมื่อขึ้นมาในรถม้าที่กว้างขวางและสะดวกสบาย ตงฟางเจ๋อจึงค่อยคลายมือ
ออก ซูหลีลอบถอนหายใจ รถม้าเคลื่อนตัวไปด้านหน้าด้วยความเร็วคงที่ คนในรถ
ไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ความเหนื่อยล้าที่ระหกระเหินมากว่าครึ่งค่อนวัน ราวกับ
ไหลทะลักออกมาในยามนี้จนสิ้น ซูหลีอดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ นิ้วมือเรียวบางยก
ขึ้นนวดคลึงขมับ ครู่หนึ่งจึงค่อยลดมือลง
ตงฟางเจ๋อยังคงเอนกายพิงฟูกนิ่มอย่างเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งค้ำศีรษะ
มองดูซูหลีด้วยใบหน้าที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เอ่ยว่า “ดูเหมือนวันนี้ซูซูถูกฮูเอ่อร์ตู
ไล่จับจนเหนื่อยล้ามากทีเดียว”
เมื่อเอ่ยถึงคนผู้นั้น จิตใจซูหลีก็เต็มไปด้วยความสงสัย ขมวดคิ้วเล็กๆ ก่อน
เอ่ย “หม่อมฉันเดินอยู่บนถนนดีๆ เขาก็พุ่งตัวเข้ามา เอ่ยวาจาประหลาด ท่าทีก็ไร้
มารยาทสุดแสน หม่อมฉันไม่รู้จักเขาสักนิด! น่าแปลกจริงๆ”
ตงฟางเจ๋อนัยน์ตาไหวระริก ลูบคิ้วทำท่าครุ่นคิด “ข้าได้ยินมาว่าฮูเอ่อร์ตูเป็น
ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแคว้นเปี้ยน มีคู่แข่งน้อยคนนัก ซูซูเจ้าไม่รู้วิทยายุทธ์ วัน
นี้กลับทำให้เขาวิ่งวุ่นไปทั่วได้เช่นนี้ ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
ซูหลีสะดุดกึกในใจ เอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางๆ”แปลกตรงไหนเพคะ? เขาสื่อสาร
กับคนแคว้นเราไม่ได้ ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในเมืองหลวงเท่าหม่อมฉัน
ย่อมต้องเสียเปรียบอยู่แล้ว หากต้องอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก เกรงว่าหม่อมฉันคง
ถูกเขาจับตัวไปแล้ว”
ตงฟางเจ๋อหัวเราะเบาๆ ถอนใจเอ่ย “เจ้าช่างใจกล้ายิ่งนัก ถึงกับวิ่งเข้าไปซ่อน
ตัวในโลงศพ? ยังคงเป็นซูซูไหวพริบดีไม่มีใครเทียบ ถึงขั้นสามารถใช้วัตถุ
อัปมงคลหลีกเลี่ยงเรื่องร้ายได้!”
ซูหลีสายตานิ่งงัน ทว่าเพียงยิ้มบางเอ่ยว่า “ยามนั้นไร้หนทางอื่น ซูหลีไม่มีทาง
เลือกจึงจำต้องเข้าไปหลบในโลงศพ อย่างไรก็ปล่อยให้ถูกเขาจับตัวไปไม่ได้!”
ตงฟางเจ๋อกระดกคิ้ว เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “อ้อ? ใช่แล้ว ตอนที่ี่ี่เจ้าอยู่ข้างใน พบ
สิ่งใดผิดปกติในโลงศพบ้างหรือไม่? ระหว่างทางพวกเขาพูดอะไรบ้าง?”
ซูหลีกำวัตถุที่อยู่ในแขนเสื้อโดยสัญชาตญาณ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าปกติ
“พวกเขาเพียงเร่งฝีเท้าเดินทาง ไม่ได้เอ่ยอะไรเลย… เมื่อถึงอารามเฉิงหวง ก็
เอาแต่รอคน ผ่านไปไม่นาน พวกท่านก็มาถึง”
ตั้งจิตนึกย้อนไปอย่างละเอียด สมองของนางทำงานอย่างรวดเร็ว ตงฟาง
เจ๋อซักไซ้ไล่เรียงถึงเพียงนี้ ดูเหมือนของสิ่งนี้จะต้องสำคัญมากแน่ๆ หากยังไม่รู้
ความจริงแน่ชัด ไม่บุ่มบ่ามมอบให้เขาดีที่สุด เมื่อครู่ ตงฟางเจ๋อภายนอกแสดง
ท่าทางเกรงอกเกรงใจองค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้ง ทว่าในคำพูดกลับมีความนัย
แฝง หรือว่า… องค์รัชทายาทคือผู้รับของ?
ตงฟางเจ๋อจับจ้องดวงหน้านางอย่างไม่ละสายตา ซูหลีเก็บงำความคิด ก่อน
เอ่ยต่อว่า “ในโลงศพมืดสนิท มองอะไรไม่เห็นเลยเพคะ ยามนั้นหม่อมฉันคิดเพียง
ว่าจะออกไปให้เร็วที่สุดได้อย่างไร เรื่องอื่น… จึงไม่ได้สนใจมากนัก” นางช้อน
ขนตาขึ้นเล็กน้อย ตงฟางเจ๋อทำหน้าครุ่นคิดอย่างใจจดใจจ่อ เห็นชัดว่ากำลัง
วิเคราะห์สถานการณ์ในตอนนั้น บุรุษผู้นี้ถนัดเรื่องจับเบาะแส นางควรเบี่ยงเบน
ความสนใจของเขาโดยเร็วดีที่สุด
ซูหลีถอนหายใจยาวๆ เอ่ยเสียงหดหู่ “เดิมทีหมายจะมาเดินเล่นผ่อนคลาย
จิตใจ นึกไม่ถึงว่ากลับจะยิ่งสร้างความเดือดร้อน หรือว่าหม่อมฉัน… จะเป็นตัวอับ
โชคอย่างที่คนเขาลือกันจริงๆ?”
น้ำเสียงของนาง ฟังดูคล้ายมีแววตัดพ้อฟ้าดิน ตงฟางเจ๋อประหลาดใจเล็ก
น้อย พลันยิ้มบางเอ่ยว่า “ซูซูก็มีเรื่องทุกข์ใจเช่นนี้เหมือนกัน? ข้านึกว่าเจ้ามองทุก
สิ่งทะลุปรุโปร่ง เข้าใจสัจธรรมโลก ไม่น่าจะนำลมปากคนภายนอกมาใส่ใจ”
“หม่อนฉันเข้าใจสัจธรรมโลกแล้วอย่างไรเล่าเพคะ?” ซูหลีเอ่ยอย่างโศกเศร้า
“คนบนโลกใบนี้ ไม่ใช่ว่าจะมองทุกเรื่องทะลุปรุโปร่ง ไร้ความกังวลเช่นท่านอ๋อง มี
หลายครา ผลที่เกิดจากลมปากคนภายนอก ร้ายแรงยิ่งกว่าที่เราจะจินตนาการได้
และชีวิตของคน ก็จะเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปเพราะเหตุนี้”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยอย่างใคร่ครวญ “ซูซูหมายถึง… การคัดเลือกพระชายาใน
คราวนี้?”
ดูเหมือนเขาจะรู้แต่แรกแล้ว ว่าในรายชื่อไม่มีนางอยู่! ซูหลีหัวใจหนักอึ้ง ก้ม
หน้าไม่เอ่ยอะไร
ตงฟางเจ๋อลุกขึ้นนั่งตัวตรง ยื่นมือออกไปเสยผมที่ปรกพวงแก้มของนางขึ้น
ทัดใบหูอย่างอ่อนโยน เผยให้เห็นรอยแดงดั่งโลหิตดวงนั้น ซูหลีตัวเกร็ง ไม่แน่ใจ
ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด
ตงฟางเจ๋อจ้องปานบนพวงแก้มนางครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้า
“บนโลกใบนี้ การแบ่งแยกความดีความชั่ว เป็นเพียงการเปรียบเทียบอย่างหนึ่ง
เท่านั้น เพียงดูว่าเจ้าจะมองมันเช่นไร ผู้ที่ฉลาดอย่างแท้จริง จะไม่มีทางปล่อยให้
ทุกโอกาสที่มีหลุดลอยไป เช่นนั้นจึงจะบรรลุเป้าหมายของตนเองได้”
ประโยคนี้ ต้องการสื่อว่าตนเองไม่ควรปล่อยให้เขาหลุดมือไป หรือหมายถึงตง
ฟางจั๋วกันแน่?
ซูหลีหายใจติดขัดเล็กน้อย ลืมขยับตัวไปชั่วขณะ เพียงรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วอุ่นๆ
ลูบวนไปมาอยู่บนพวงแก้มนางเบาๆ คล้ายกำลังวาดรูปรูปหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา เขามิได้
อยู่ใกล้นางมากนัก แต่กลิ่นอายหอมสะอาดของบุรุษเพศ และการกระทำคลุมเครือ
ไม่ชัดเจนที่กะทันหันเช่นนี้ จู่โจมประสาทสัมผัสของนางอย่างเผด็จการ ส่งผลให้
นางไม่อาจมองข้ามไปได้
ผิวกาย เริ่มร้อนรุ่มไปตามการเคลื่อนไหวของสัมผัสอันอบอุ่น
เวลาราวกับหยุดชะงักลงในเสี้ยววินาทีนี้
ทันใดนั้น รถม้าสั่นสะเทือนอย่างแรง คล้ายเหยียบก้อนหินเข้า
ซูหลีระแวดระวังทันที่ ทว่ายังไม่ทันตอบสนอง ร่างกายก็โน้มเอียง พุ่งเข้าไปใน
อ้อมแขนของตงฟางเจ๋อ!
นางสะดุ้ง ก้นบึ้งหัวใจไม่ยินยอมที่จะมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดเกินควรกับเขา รีบ
ยกแขนขึ้น ยันไว้ระหว่างอก ตงฟางเจ๋อนัยน์ตาไหวระริกเล็กน้อย แขนยาวเอื้อม
ออกมาโอบกอดเอวบางของซูหลีเอาไว้ ออกแรงเล็กน้อย ดึงนางเข้ามาในอ้อมอก
กอดตระกองไว้แน่น
เรี่ยวแรงที่ไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน ทำให้ซูหลีขมวดคิ้ว คราก่อนประสบภัยตอน
ล่องเรือชมทะเลสาบ เขาให้ความสำคัญและเป็นห่วงนางมาก แทบทำให้ผู้คนคิดว่า
เขาเห็นนางต่างจากผู้อื่น แต่หลายวันหลังจากนั้นเขากลับไม่เคยไปเยี่ยมนางสัก
ครั้ง วันนี้บังเอิญพบกันอีก เขาเรียกขานชื่อเล่นนางอย่างสนิทสนม จูงมือนาง
อย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาควรใกล้ชิดและ
เป็นธรรมชาติเช่นนี้อยู่แล้ว ชายผู้นี้ คิดอะไรอยู่กันแน่?
สายตาพลันเย็นชา นางออกแรงผลักเขาออก
ตงฟางเจ๋อหน้าขรึมลงเล็กน้อย สัมผัสได้ว่านางจงใจวางตัวห่างเหิน ใจพลัน
ขุ่นข้อง ทว่ากลับไม่เอ่ยอะไร มือข้างหนึ่งยังคงลูบไล้ปานสีแดงดั่งโลหิตบนพวง
แก้มนาง ยิ้มบางและเอ่ยว่า “มีประโยคหนึ่ง ไม่รู้ว่าซูซูเคยได้ยินหรือไม่?”
“อะไรหรือเพคะ?” นางจ้องเขาด้วยแววตาตรงไปตรงมา มีทั้งระแวดระวัง มี
ทั้งสงสัย ยิ่งมีประกายไฟโชติช่วงที่ซ่อนเร้นในส่วนลึกจนแทบมองไม่เห็น
“มีทุกข์ก็มีสุขได้ มีสุขก็มีทุกข์ได้เช่นกัน ดีหรือเลวล้วนอยู่ที่คนกำหนด มิใช่
ชะตาลิขิต” เขามองดวงหน้างามของนางด้วยท่าทางเนิบนาบ ราวกับรอยสีแดงที่
เป็นเสมือนลางร้ายตรงปลายนิ้วมือ ได้กลายเป็นสิ่งสิริมงคลที่หายากที่สุดในโลก
ไปแล้ว
ซูหลีหัวใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง