กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 247 เนื้อนุ่มชิ้นอ้วน
กระดองเต่าส่งเสียงเปรี๊ยะๆ เล็กน้อยในกองไฟ
ชูหลี่จี๋ใช้แท่งไฟหยิบเปลือกกระดองออกมา
ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ผู้คนใช้รอยแตกบน
กระดองเต่าทำนายคราวเคราะห์ นี่คือการ
ทำนายแบบหนึ่งที่จอมเวทย์ใช้กันทั่วไปซึ่งมี
ความลึกลับอย่างยิ่ง
ชูหลี่จี๋หลับตาร่ายคาถา จากนั้นก็นำกระดองเต่า
สะท้อนกับแสงไฟเพื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
“ภาพแผนผังนี้…” ชูหลี่จี๋ขมวดคิ้ว “คราว
เคราะห์และเรื่องมงคลล้วนมีอยู่ ไม่รู้ว่าจะ
ประสบกับหายนะที่กลายเป็นเรื่องมงคล หรือ
ว่า…”
เขาห่อกระดองเต่าด้วยผ้าเช็ดหน้า เอ่ยกับซ่งชูอี
“กระดองเต่านี้อายุน้อยเกินไป มองไม่เห็น
รายละเอียด วันนี้ทำนายครั้งหนึ่งแล้ว หาก
ทำนายอีกจะไม่แม่น ไว้ข้ากลับจวนแล้วจะใช้
กระดองเต่าร้อยปีทำนายอีกครั้งหลังยามจื่อ”
“ต้องใช้กระดองเต่าร้อยปีด้วยรึ?” ซ่งชูอี
ประหลาดใจ นางทำนายอะไรพวกนี้ไม่เป็น แต่รู้
ว่าการทำนายคราวเคราะห์ก็ใช้เพียงกระดองเต่า
อายุสิบกว่าปีเท่านั้น มีเพียงเวลาที่องค์จวินบวง
สรวงสวรรค์หรือบรรพบุรุษ และทำนายดวง
ชะตาของบ้านเมืองจึงจะใช้ประดองเต่าร้อยปี
ชูหลี่จี๋หัวเราะพลางอธิบาย “ภาพแผนผังทำนาย
แสดงเคราะห์ใหญ่ ข้าไม่สบายใจ ข้าได้กระดอง
เต่าร้อยปีมาขณะที่ศึกษาอยู่ที่ตงไห่ ทำนายได้
ละเอียดกว่า”
“ไม่ได้เด็ดขาด!” ซ่งชูอีปฏิเสธอย่างเฉียบขาด
มองชูหลี่จี๋แล้วเอ่ยด้วยความจริงจัง “ทำนายชีวิต
ของคนใช้กระดองเต่าอายุสิบปีก็พอ ยิ่งไปกว่านั้น
ข้าสำนักเต๋าเชื่อในการปล่อยไปตามครรลอง ข้า
ขอให้พี่ใหญ่ช่วยทำนายก็เป็นเพียงการขอ
เล็กน้อยเท่านั้น จะต้องรู้ละเอียดเพียงใดกัน พี่
ใหญ่ต้องรับปากข้าว่าจะไม่ฝืน!”
กระดองเต่าสามารถใช้เป็นยาได้ ในสมาคม
การค้ามีขายแม้กระทั่งกระดองเต่าพันปี กระดอง
เต่าร้อยปีไม่นับว่าหายากเลย จอมเวทย์ยินยอมที่
จะใช้กระดองเต่าที่มีอายุน้อยหน่อยแต่จะไม่ใช้
ของเหล่านี้ง่ายๆ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไร้ความสามารถ
แต่เป็นเพราะว่าการทำนายโดยทั่วไปไม่เป็น
ปัญหาต่อผู้ทำนาย ทว่าพวกที่สืบความลับสวรรค์
จะต้องประสบกับผลสะท้อนกลับ ว่ากันว่าเคยมี
จอมเวทย์ที่ใช้กระดองเต่าพันปีในการทำนายเพิ่ง
จะบันทึกภาพแผนผังไปได้เพียงครึ่งก็ขาดใจตาย
ทันที
ตำนานมีมานานกว่าร้อยปี ซ่งชูอีไม่สามารถ
พิสูจน์ได้ว่ามันคือความจริงหรือไม่ ทว่าเรื่อง
พรรค์นี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ และจะแตะต้องง่ายๆ
มิได้
ชูหลี่จี๋เห็นว่านางกล่าวด้วยความจริงจัง จึงพยัก
หน้า “ได้ ใช้เพียงกระดองเต่าสิบปี”
หัวใจของชูหลี่จี๋กำลังคิดถึงการทำนาย จึงมิได้อยู่
ต่อนาน รีบร้อนกลับจวนไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
เตรียมทำนายอีกครั้งหลังยามจื่อ
เมื่อเทียบกับความวิตกกังวลของชูหลี่จี๋แล้ว ซ่งชู
อีกลับสงบนิ่งเป็นอย่างมาก นางเฉียดความตาย
นับครั้งไม่ถ้วนในชาติที่แล้ว หรือแม้กระทั่งตาย
จริงๆ แม้จะไม่นับว่าชินชากับชีวิตและความตาย
แต่ก็ยังสามารถปลงตกได้ดีกว่าคนทั่วไป
แสงไฟในเตาวูบไหว ซ่งชูอีผิงไฟ นับวันที่กองทัพ
กลับฉิน อย่างเร็วที่สุด เจ้าอี่โหลวน่าจะถึงนคร
เสียนหยางก่อนปีใหม่ แต่ถ้าเขายังคงไม่พอใจนาง
ที่ทำผิดข้อตกลงและจากไปโดยไม่บอกลา เกรง
ว่าก็อาจจะหาข้าอ้างและไม่กลับมาหนึ่งปีครึ่ง
ด้วยซ้ำ
ถ้าหาก…จับเขากลับมาทันทีเพื่อปั้อนยาตนโดย
ไม่สนใจสิ่งใด ก็ยังทำได้ตามใจมิใช่หรือ?
“หึ” ซ่งชูอีแอบหัวเราะ จากนั้นคิ้วก็ขมวดกันอีก
ครั้ง ด้วยนิสัยของเจ้าอี่โหลวแล้ว หากนางกล้าทำ
เช่นนี้จริงๆ เกรงว่าความรักที่มีในตอนนี้ก็จะ
กลายเป็นความแค้นแล้ว!
ซ่งชูอีถอนหายใจ เนื้อนุ่มชิ้นอ้วนวางอยู่ตรงหน้า
ทำให้คนร้อนอกร้อนใจ ที่ตะลึงงันก็คือมันยากที่
จะกลืนกิน ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน!
ราตรีผ่านไปอย่างเชื่องช้า คิดมากไปก็ไม่มี
ประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ ล้างหน้าล้างตา
แล้วเข้านอนเถิด…
หิมะตกทั้งคืน
วันรุ่งขึ้น ทั้งนครเสียนหยางถูกปกคลุมไปด้วย
หิมะแล้ว หิมะตามฤดูกาลเป็นสัญญาณแห่งปีที่
อุดมสมบูรณ์ ครั้นหิมะตกหนัก ใบหน้าของ
ราษฎรล้วนเปียมด้วยความปิติ
ชูหลี่จี๋รีบมาที่จวนของซ่งชูอีตั้งแต่ฟั้ายังไม่สาง
เพื่ออธิบายภาพแผนผังของเมื่อคืนให้นางฟัง
อย่างละเอียด ดูเหมือนเป็นสถานการณ์สิ้นหวังที่
ยังมีโอกาสรอดชีวิต เป็นสถานการณ์ของความ
โชคดีในความโชคร้าย
คิดไว้ในใจอยู่แล้ว ซ่งชูอีก็ยิ่งโล่งใจมากขึ้น
หลังจากทั้งสองคนกินข้าวเสร็จ ชูหลี่จี๋ก็รีบไปที่
งานประชุมราชสำนัก ซ่งชูอีเรียกเจียนเข้ามาถาม
เรื่องการฝึกศิลปะการต่อสู้ของเขา
“เงยหน้า” เจียนติดตามนางมาสองปีแล้ว ซ่งชูอี
เข้าใจนิสัยของเจียนเจ็ดถึงแปดส่วน อย่างไรก็ดี
เขามักจะก้มหน้าตลอด หากไม่เรียกเขาก็
เหมือนกับเป็นเครื่องประดับห้องชิ้นหนึ่ง ฉะนั้นนี่
จึงเป็นครั้งแรกที่ซ่งชูอีสำรวจเด็กผู้ชายคนนี้อย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน
ตอนนี้เขามีลักษณะของเด็กวัยสิบสองสิบสาม
แม้สวมใส่เสื้ออ่าวชายสั้น[1] ก็ยังสามารถเห็น
เนื้อตัวและแขนขาที่เพรียวบางเกินไป ใบหน้าสี
เข้มเล็กกว่าใบหน้าของหนิงยาเสียอีก หน้าตา
ปานกลาง มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่เรียวยาว หางคิ้วชี้
ขึ้นบนเล็กน้อย บวกกับหูสองข้างที่ดูใหญ่
เล็กน้อยเมื่อเทียบกับใบหน้า ดูแล้วมีความ
ประหลาดอยู่บ้าง ที่น่าแปลกกว่านั้นคือ เขาผอม
บางและอ่อนแอเช่นนี้ ทว่ากลับมีผมสีดำเหมือน
ผ้าแพรจริงๆ
“จิ้งจอกน้อย…” ซ่งชูอีลูบผมของเขา ยิ้มเอ่ย
“ไม่ใช่ชายรูปงาม ทว่าหน้าตาน่าสนใจ”
เจียนก้มหน้าลง
“เงยหน้า บัดนี้เขาก็เป็นคนมีสกุลแล้ว อย่าทำท่า
อับอายเหมือนกับว่าไม่มีมัน” น้ำเสียงซ่งชูอีขึงขัง
เจียนรีบเงยหน้าขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรสายตาก็ไม่
กล้ามองซ่งชูอี
“กู่จิงบอกว่าคุณสมบัติของเจ้าไม่เลว หากมี
โอกาสจะได้เป็นยอดฝีมืออย่างแน่นอน เจ้า
ยินยอมที่จะตามหายอดฝีมือเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์
และเรียนวิชาหรือไม่?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
เจียนเผยอาการประหลาดใจ หลังจากได้สติกลับ
มาแล้วก็ค้อมตัวเอ่ย “แล้วแต่ท่านเห็นสมควร
ขอรับ”
ซ่งชูอีพยักหน้า “ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องติดตามกู่จิง
เรียนวิชาแล้ว ฝึกเองไปก่อน รอจนกว่าข้าหา
อาจารย์ดีๆ ให้เจ้า อย่างไรเสีย ช่วงนี้เจ้าก็กินยา
บำรุงร่างกายด้วย”
วิชาทางแพทย์ของชูหลี่จี๋เทียบเปียนเชวี่ยไม่ได้
ทว่าก็ดีกว่าหมอทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นการจ่ายยาทำ
ได้ดีเป็นพิเศษ การปรับสภาพร่างกายจึงไม่น่า
เป็นปัญหา
“ขอบคุณท่าน!” เจียนหมอบไปกับพื้น
“ท่านเจ้าคะ เอกสารของวันนี้จัดเรียบร้อยแล้ว
เจ้าค่ะ” หนิงยาเอ่ย
“เอาเข้ามาเถิด” ซ่งชูอีเอ่ย
หนิงยาหอบตะกร้าไม้ไผ่เข้ามา วางแต่ละม้วนๆ
ลงบนโต๊ะ เรียงเป็นปึกอย่างเรียบร้อย
นางยื่นม้วนสุดท้ายให้ซ่งชูอี “ท่านเจ้าคะ นี่เป็น
สิ่งที่นักรบกู่ส่งมาให้ตั้งแต่เช้า กล่าวว่าจะต้องให้
ท่านอ่านให้ได้”
ซ่งชูอีรับมันมาและอ่านอย่างลวกๆ รอบหนึ่ง มัน
คือเทียบเชิญจากปรมาจารย์สำนักม่อจริงๆ
เทียบที่ซ่งชูอีฝากกู่จิงไปคราวก่อนก็ได้รับการ
ตอบกลับนี้มาจริงๆ นางพลิกดูตอนท้าย หรี่ตา
มองอย่างละเอียดรอบหนึ่ง จีเจ่อ
ซ่งชูอีรู้เพียงว่าจีเจ่อมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด
กับจวีจื่อบรรพบุรุษของสำนักม่อ คนรุ่นนั้นใน
สำนักม่อในความสามารถยิ่ง! และเขาก็ไม่ใช่
อาจารย์ของกู่จิง ในเทียบกล่าวว่าเขาจะใช้เวลา
สั้นๆ เพียงหนึ่งเดือนในการไปถึงเสียนหยาง ซ่งชู
อีครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เข้าใจความหมายของสำนักม่อ
พวกเขาคิดที่จะติดต่อกับสำนักเต๋าอย่างเป็น
ทางการ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซ่งชูอีในฐานะศิษย์
โดยตรงของจวงจื่อก็จะละเลยจีเจ่อมิได้
เพียงแต่สำนักม่อต้องการจัดการสำนักเต๋า นาง
ซ่งชูอีไม่มีชื่อที่ถูกต้องวาจาจึงไม่น่าเชื่อถือ นี่มัน
เรื่องอะไรกันเล่า!
“วาจายิ่งใหญ่สามารถลวงโลกได้ ก็ทำตามนี้
เถิด!” ซ่งชูอีถอนหายใจเอ่ย สำนักม่อส่งคนออก
มาแล้ว บัดนี้บุคคลนั้นกำลังอยู่ระหว่างทาง หาก
นางปฏิเสธที่จะพบ มันจะมีอันตรายมากกว่าผลดี
ไม่ว่าต่อสำนักเต๋าหรือต่อตัวนางเอง
หิมะหนักตกๆ หยุดๆ อากาศในหล่งซีเหน็บ
หนาวยิ่ง กองหิมะไม่เคยละลายเลย เพียงครึ่ง
เดือนก็สะสมตัวหนาสามฉื่อแล้ว รถม้าในนคร
เสียนหยางยากที่จะสัญจร บัดนี้กองทัพคุ้มกัน
แน่นหนา ราชสำนักได้ออกประกาศว่า ให้ทุกคน
ออกมากวาดหิมะบนถนน กวาดหนึ่งวันก็จะ
สามารถมารับเงินสิบเตาปีได้ ทันใดนั้นเองการ
กวาดหิมะก็เป็นงานจับกังที่ทุกคนยื้อแย่งกัน
ผู้คนหลายร้อยเข้าร่วมในคราเดียว ดีเลวอย่างไร
ก็ทำให้ถนนหลักหลายสายในนครเสียนหยาง
สะอาดสะอ้านและสัญจรสะดวกแล้ว
คฤหาสน์ของซ่งชูอีตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวัง
เสียนหยาง เงียบสงบเป็นอย่างมาก ตอนที่ที่นี่ยัง
เป็นพระราชวังของอิ๋งซื่อไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
หลังจากซ่งชูอีเข้ามาพักแล้วก็ครึกครื้นขึ้น ทว่า
หิมะที่นี่ทับถมหนาสี่ถึงห้าฉื่อ ระยะหลังนี้จึงไม่มี
ใครมาแวะคารวะเลย
ช่วงหลายวันแรก ซ่งชูอีสอนหนังสือหนิงยาอยู่ใน
บ้าน ให้เจียนบำรุงร่างกายตามสูตรยาของชูหลี่จี๋
บางครั้งก็เย้าแหย่สาวใช้ที่เพิ่งซื้อมา วันเวลาผ่าน
ไปอย่างมีอิสระเสรียิ่ง แต่ภายในไม่กี่วันก็รู้สึกเบื่อ
หน่ายจนแทบคลั่ง ครั้นคิดว่าแม่นางเจินอวี๋ผู้นั้น
สามารถอยู่ในลานหลังบ้านได้หลายเดือน
เหมือนกับวันเดียว ก็อดที่จะชื่นชมจากใจจริงมิได้
ทุกคนที่เฝั้าอยู่หน้าเตาล้วนเนื้อตัวสั่นเทา ทว่าไปั๋
เริ่นขจัดท่าทางเหี่ยวเฉาในฤดูร้อนเป็นปลิดทิ้ง วิ่ง
อย่างดุเดือดท่ามกลางหิมะ ราวกับว่ามีพลังงานที่
ไม่มีวันหมด ด้านล่างของหิมะที่สะสมกันหนาถูก
มันขุดออกไปหลายทิศทางราวกับเขาวงกต ใหญ่
พอที่จะให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งคลานเข้าไปได้
ระยะนี้ ซ่งชูอีสืบเรื่องของซือหม่าหวยอี้อย่าง
ละเอียด บวกกับข้อมูลของหลี่ว์เต๋อเฉิงที่ชูหลี่จี๋
ถามมาได้ก็ทำให้นางเข้าใจซือหม่าหวยอี้
พอสมควร
สกุลซือหม่าเดิมทีมิใช่ตระกูลใหญ่ และเนื่องจาก
การย้ายครอบครัวสองครั้ง ฐานะจึงเสื่อมถอยลง
ภายในเจ็ดถึงแปดปี สมาชิกที่เหลือในครอบครัว
ก็มีเพียงสิบกว่าคน เมื่อปีกลายทุกคนต่างตาย
จากไข้หนาว ซือหม่าหวยอี้เดินทางออกไปข้าง
นอกจึงรอดชีวิตเพียงลำพัง
ไร้การสนับสนุนจากครอบครัว ซือหม่าหวยอี้ต้อง
ประสบกับความยากลำบาก ของานไปทุกที่ทว่า
ไร้ผล คิดได้ว่ายังมีสหายคนสนิทในรัฐฉิน จึงมา
ขอที่พึ่งภายใต้ความสิ้นหวัง บัดนี้จึงอาศัยอยู่ใน
บ้านของหลี่ว์เต๋อเฉิง
เป็นวันหิมะตกหนักอีกแล้ว ซ่งชูอีที่เบื่อจนแทบ
คลั่งตัดสินใจที่จะทำตามคำสัญญา ให้คนใช้ใน
จวนเปิดเส้นทางจากรูที่ไปั๋เริ่นได้สร้างไว้ ให้คนส่ง
เทียบเชิญไปยังหลี่ว์เต๋อเฉิง
หลังจากได้รับจดหมายตอบกลับแล้ว ตอนบ่ายก็
แบกสุราดอกบ๊วยสองไหแล้วขี่ไปั๋เริ่นไปยังจวน
ของชูหลี่จี๋
จวนของชูหลี่จี๋ไม่ใหญ่ ลานที่แขกที่ปรึกษาพักอยู่
ใกล้กับลานหลัก พื้นที่ก็มิได้ต่างจากลานหลัก
มากนัก ระหว่างจวนมิได้เชื่อมต่อกัน แต่ละหลัง
ล้วนมีประตูและลานแยกต่างหาก ซ่งชูอีตกตะลึง
ไม่แปลกใจเลยที่แขกที่ปรึกษาของชูหลี่จี๋มีไม่มาก
ดูเช่นนี้แล้ว ขอเพียงรับแขกที่ปรึกษาเพิ่มอีกสัก
สิบคน เขาเองคงต้องนอนกลางดินกินกลางทราย
แล้ว
“ไปั๋เริ่น ท่าทางของเจ้าน่ากลัวเกินไปแล้ว หลบ
ไปอยู่อีกทางหนึ่ง ให้ข้าเคาะประตู” ซ่งชูอีพึมพำ
พาไปั๋เริ่นหลบไปอยู่ข้างประตู
เคาะประตูเสร็จแล้วก็รอให้คนใช้ไปรายงาน
จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “วันหิมะ
ตกมีแขกผู้สูงศักดิ์นำสุรามา เป็นเรื่องงดงามใน
ชีวิตจริงๆ!”
ยังไม่ทันเห็นคน เสียงหัวเราะดังของหลี่ว์เต๋อฉิงก็
ลอยออกมา หลังจากสิ้นเสียงแล้ว ประตูใหญก็
เปิดออกเสียงเอี๊ยดอ๊าด หลี่ว์เต๋อเฉิงและซือหม่า
หวยอี้ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง
ซือหม่าหวยอี้ได้เห็นซ่งชูอีอีกครั้งก็ยังคงอดที่จะ
สำรวจอย่างละเอียดมิได้ เห็นนางในเสื้อแขน
กว้างสีดำตัวหนา ด้านนอกสวมเสื้อคลุมสี
เดียวกัน รอบคอพันด้วยขนแรคคูน ผมหงอก
แซมขมับเล็กน้อย ใบหน้าเรียบง่ายสะอาด
สะอ้าน ดูมีชีวิตชีวากว่าครั้งก่อนมาก และ…ยิ่ง
มองก็ยิ่งเหมือนซ่งเจ้า
ไปั๋เริ่นค่อยๆ เดินออกมาจากข้างประตู ซือหม่า
หวยอี้กับหลี่ว์เต๋อเฉิงเคยเห็นแล้วครั้งหนึ่ง รู้ว่า
เป็นหมาปั่าที่ซ่งชูอีเลี้ยงไว้ ดังนั้นจึงไม่มีท่าที
ตกใจเหมือนเมื่อแรกเห็น
“ข้างนอกลมหิมะแรง ซ่งจื่อรีบเข้ามา!” หลี่ว์เต๋อ
เฉิงให้นางเข้าจวน
ทั้งสามคนและหมาปั่าหนึ่งตัวเดินเข้าไปในห้อง
โถงหลัก โน้มตัวอยู่ข้างเตาไฟ อุ่นสุราบ๊วยที่ซ่งชูอี
นำมา
เริ่มแรกซือหม่าหวยอี้ระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก
หลังจากคุยกันสักพักก็ค่อยๆ พบว่าซ่งชูอีสดชื่น
และเป็นอิสระอย่างที่หลี่ว์เต๋อเฉิงได้ประเมินไว้
จริงๆ จึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แล้ว
เหล้าของซ่งชูอีอ่อนโยนเมื่อเข้าปาก แต่แท้จริง
แล้วเข้มข้นมาก หลังจากดื่มไปเพียงสองสามจอก
พวกเขาทั้งสามคนก็รู้สึกอบอุ่น
ซือหม่าหวยอี้เมามายเล็กน้อยแล้ว ลุกขึ้นเอ่ยว่า
“วันก่อนเข้าล่ากวางได้ตัวหนึ่ง บัดนี้เอาให้ทาง
ครัวแล้ว นำมารับรองซ่งจื่อได้พอดี ข้าจะให้คน
ไปดูว่าตุ๋นได้ที่แล้วหรือยัง”
——————–
[1] เสื้ออ่าว คือเสื้อที่ตัดเย็บสองชั้นสำหรับกัน
หนาว โดยยัดฝั้ายไว้ระหว่างเนื้อผ้าสองชั้นเพื่อ
สามารถเก็บความอุ่นได้ดีขึ้น