กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 322 ความล้มเหลวที่ไม่คาดคิด
“เจ้าทุ่มเทมากเหลือเกิน” จางอี๋เอ่ย แม้ว่าซ่งชูอี
จะมีแผนมากมาย แต่กลับดึงตัวเองเข้าไปมีส่วน
ร่วมแล้ว นางจัดการเรื่องเผาสำนักได้อย่าง
แนบเนียนยิ่งโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ อย่างไรก็ดี
ทันทีที่ฝั่ายสำนักชวีกู้รู้เรื่องว่านางได้รับแผนภาพ
หน้าไม้กลจากฉู่เจาเสี่ยน นางจะต้องถูกตำหนิ
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ครั้งนี้นางทำผิดต่อสำนักม่อทั้งสอง ย่อมเป็น
ผลเสียอย่างมากในระยะยาว
ซ่งชูอีจะไม่รู้ได้อย่างไร? แต่นางไม่อาจตอบแทน
ความใจกว้างและความไว้วางใจที่อิ๋งซื่อมอบให้
นางได้ หากแม้แต่การวางแผนนางก็ยังทำไม่ได้
อย่างเต็มที่ แล้วจะคู่ควรต่อโอกาสที่เขาให้ได้
อย่างไร?
ซ่งชูอีเอ่ยด้วยความแน่วแน่ “อีกไม่นานพี่ใหญ่ก็
จะเป็นเยี่ยงข้า”
นักกลยุทธ์และกุนซือเยี่ยงพวกเขา มีคนไหนบ้าง
ที่ไร้จิตใจเจ้าเล่ห์? อย่างไรก็ดีบางคราวทั้งๆ ที่รู้
ว่าเป็นวิถีแห่งจักรพรรดิของอิ๋งซื่อ แต่กลับอดที่
จะซาบซึ้งและอดที่จะทุ่มเทความพยายาม
ทั้งหมดมิได้
นี่คือหนึ่งในเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิ๋งซื่อในฐานะ
องค์จวิน
จางอี๋หัวเราะอย่างเหลือเชื่อ ในอนาคตจะเป็น
อย่างไรนั้นเขาไม่อาจตัดสิน ทว่าเขาท่องไปหลาย
รัฐ ในขณะนี้อิ๋งซื่อเป็นองค์จวินที่เขาเต็มใจรับใช้
มากที่สุดในความคิดของเขา
“บัดนี้ก็ส่งข่าวแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน” จางอี๋
รวบแบนเสื้อแล้วลุกขึ้นยืน
ซ่งชูอีเอ่ย “เที่ยงแล้ว พี่ใหญ่กินข้าวแล้วค่อยกลับ
เถิด”
จางอี๋เอื้อมหยิบรองเท้าพลางเอ่ยว่า “อยู่ข้างนอก
จะไม่นั่งรถม้าของเจ้าและไม่กินข้าวของเจ้า นี่
เป็นสองสิ่งสำคัญที่ข้าต้องจำไว้ในชีวิต”
ครั้งแรกก็ถูกฝูงหมาปั่าไล่ล่าและสกัดกั้นขณะที่
นั่งรถม้าคันเดียวกับซ่งชูอี อีกครั้งหนึ่งก็ถูกนาง
ทิ้งไว้กลางทางท่ามกลางแสงแดดแผดเผา ทั้งที่
พวกเขานั่งรถคันเดียวกันสองหรือสามครั้งเท่านั้น
“ข้าจำไม่ได้ว่าเคยเชิญท่านกินข้าวข้างนอก
ด้วย?” ซ่งชูอีเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
จางอี๋สวมรองเท้าเรียบร้อย จัดเครื่องกวน “ก็
เพราะว่าไม่เคยน่ะสิ ฉะนั้นจึงต้องกันไว้ดีกว่า
แก้”
“ฮ่า เช่นนั้นข้าก็รอดตัวแล้ว” ซ่งชูอีรู้ว่าเขาเย้า
เล่น จึงลุกขึ้นประสานมือเอ่ย “พี่ใหญ่เดินทาง
ระวังด้วย”
มองจางอี๋เดินลงไปชั้นล่าง ซ่งชูอีเพิ่งจะยกจอก
สุราขึ้นจรดปาก ก็ได้ยินเสียงคนโหวกเหวก
โวยวายอยู่ข้างนอก “มีมือสังหาร!”
ซ่งชูอีหยุดชะงัก เห็นได้ชัดว่ามือสังหารจะไม่ฆ่า
คนธรรมดา เช่นนั้นจางอี๋เจอมือสังหารรึ?
ห้องโถงหลักโกลาหลขึ้นทันใด ซ่งชูอีเลิกผ้าม่าน
มองออกไปข้างนอก สามารถมองเห็นมือสังหารที่
ปกปิดใบหน้าสิบกว่าคนกำลังต่อสู้กับทหาร
อารักขาของจางอี๋ตรงหน้าประตูเลือนราง เพียง
พริบตาเดียวก็สามารถฝั่าวงทหารอารักขามาได้
แล้ว
“รีบไปคุ้มกันท่านมหาเสนาบดีเร็วเข้า!” ซ่งชูอีรีบ
เอ่ย
ผู้อารักขาลับที่อยู่ในห้องส่วนตัวหน้าหลังตอบรับ
“ขอรับ!”
เงาของไม่กี่คนวูบผ่านจากคานตรงไปยังประตู
ใหญ่ เข้าร่วมวงต่อสู้ด้วยความเร็วสูงสุด
“คุ้มกันท่านมหาเสนาบดี!” ไม่รู้ว่าเสียงของใคร
ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
คิดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าสังหารมหาเสนาบดีใน
นครเสียนหยางกลางวันแสกๆ! ความกระหาย
เลือดของชาวฉินถูกปลุกขึ้น มีผู้ชายบางคนยก
เก้าอี้ยาวขึ้นมาแล้วทุ่มเข้าไป สถานการณ์
เปลี่ยนไปอย่างมากในทันที ผู้อารักขาลับหลาย
คนต้องทนทุกข์ทรมานจากภัยพิบัติที่ไม่คาดคิด
ข้างล่างต่อสู้กันอย่างอลหม่าน ซ่งชูอีกำลัง
แยกแยะเงาของจางอี๋อย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น
ในใจก็รู้สึกแปลกไปเล็กน้อย นางกำลังจะอ้าปาก
เรียกคน จู่ๆ วิสัยทัศน์เบื้องหน้าก็พร่ามัว เปลือก
ตาหนักอึ้งขึ้นทุกที แสงสว่างตรงหน้ามืดลงอย่าง
รวดเร็ว “หนิง…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเรียก ก็ล้มฟุบลงไปบนโต๊ะ
หนิงยาตกใจทิ้งกาสุราลง นางรู้ว่าแถวนี้ยังมีผู้
อารักขาลับอยู่ จึงร้องเรียกเสียงดังทันที “ทหาร!
ช่วยนายท่านด้วย!”
ครั้นได้ยินเสียงสวบสาบของผ้าม่าน หนิงยาก็เบา
ใจ เอื้อมมือจะไปประคองซ่งชูอี แต่ยังไม่ทันได้
สัมผัสนาง เบาะที่นั่งก็ว่างเปล่ากะทันหันโดยไม่
ทันได้ตั้งตัว จากนั้นก็ร่วงหล่นลงไปพร้อมกับ
เสียงกรีดร้อง
ขณะที่ผู้อารักขาลับทั้งสี่นายมาถึง ภายในห้อง
ส่วนตัวก็ดูปกติ เพียงแต่ไม่มีใครอยู่เลย
“มีกลไก?” ผู้อารักขาลับคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าไม่
มีเบาะที่นั่ง ก็รีบยื่นมือเคาะๆ บนพื้น
ด้านล่างส่งเสียงกลวงๆ
พวกเขาคลำหาช่องว่างของกลไกและงัดมันด้วย
ดาบ
บ่อน้ำสี่เหลี่ยมสูงหนึ่งจั้ง รอบด้านไม่มีอะไรให้
ปีนขึ้นลง หากกระโดดลงไปทั้งอย่างนี้จะต้อง
เหยียบคนที่อยู่ด้านล่างตายอย่างแน่นอน ด้วย
การออกแบบเช่นนี้จะต้องมีประตูเพื่อเข้าสู่ชั้น
ล่างเป็นแน่
โครงสร้างอาคารของชมรมปั๋ออี้แห่งนี้เป็นทรงเว้า
ไม่เหมือนกับชมรมปั๋ออี้ที่อื่นที่ยังมีทางเดินที่
ชั้นหนึ่ง พื้นที่เล็กๆ นี้เป็นชั้นลอยที่เหลืออยู่ใน
ห้อง และห้องที่มีชั้นลอยนี้ก็คือห้องเก็บของ
“เหตุใดจึงไม่พบกั๋วเว่ย?!” คนหนึ่งกล่าวด้วย
ความประหลาดใจ
ทั้งสี่คนมองดูอย่างละเอียด ในบ่อแห่งนี้มีเพียงห
นิงยาที่นอนหมดสติอยู่ ไม่มีเงาของซ่งชูอีเลย
“หรือว่าจะถูกโยนออกไปแล้ว? รีบลงไปดู!”
คนหนึ่งรออยู่ข้างบน สามคนที่เหลือพุ่งลงไปชั้น
ล่าง
ภายในบ่อสี่เหลี่ยมมีเสื่อฟาง หนิงยาหมดสติ
เพียงครู่หนึ่งก็ฟืนขึ้นมาแล้ว นางอดทนต่อความ
เจ็บปวดทั่วร่างเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนก็เห็นผู้
อารักขาลับคนหนึ่ง “นายท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
ผู้อารักขาลับตอบว่า “คนอื่นกำลังลงไป
ช่วยเหลือ”
“ลงมา? ลงมาทำไมกัน!” หนิงยาเอ่ยด้วยความ
ร้อนใจ “พวกท่านไม่เห็นนายท่านรึ? เขามิได้ตก
ลงมาพร้อมกับข้า! มีเพียงข้าที่ตกลงมาเพียงคน
เดียว!”
“ว่าไงนะ?!” ผู้อารักขาลับตกใจ รีบอ้อมไปข้าง
ราวแล้วยื่นศีรษะออกมา พบว่าหน้าต่างของทั้ง
สองห้องห่างกันเพียงประมาณหนึ่งจั้ง สามารถ
ลากคนไปได้อย่างง่ายดายและสามารถทำสำเร็จ
ได้เพียงไม่กี่อึดใจ อีกทั้งความสนใจของทุกคน
ต่างมุ่งเน้นไปที่ชั้นล่าง ต่อให้พบว่าที่นี่มีการ
เคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ในช่วงเวลาที่เร่งรีบเช่นนี้ก็
ใช่ว่าจะมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้นก็มีเหงื่อซึมออกมาจากขมับทั้งสองข้าง
ของผู้อารักขาลับ ความคิดต่างๆ วูบผ่าน เขา
หมุนตัวกลับไปยังห้องข้างๆ มองหาบ่อลับแล้วใช้
ดาบงัดพื้นออกมา ทว่าด้านล่างกลับว่างเปล่า
ในเวลานี้มือสังหารทั้งหมดที่ลอบสังหารจางอี๋ต่าง
ถูกจัดการหมดแล้ว ไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คน
เดียว
จางอี๋มองดูกลุ่มคนเหล่านั้นที่รุดเข้ามาช่วยเหลือ
ก่อน “พวกท่านคือ…”
ผู้อารักขาลับถูกฝึกฝนเป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับ
จอมยุทธ์พเนจรทั่วไป ด้วยเหตุนี้แม้จางอี๋ไม่รู้จัก
พวกเขาก็สามารถเดาออกได้บ้าง
“พวกข้าเป็นผู้อารักขาลับของกั๋วเว่ยขอรับ” กู่อี้
ประสานมือเอ่ย
จางอี๋ตื่นตระหนก “ให้ตายสิ! รีบกลับดูหวยจิน
เร็วเข้า!”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ เขาก็กลับมาถึงในร้านแล้ว
ขณะที่เจอกับมือสังหาร เขาก็รู้สึกแล้วว่ามัน
แปลก ระยะหลังมานี้เขาก็มิได้ทำเรื่องผิด
ศีลธรรมใด จะมีใครที่คิดอยากให้เขาตายอย่าง
กะตือรือร้นเล่า ทั้งยังลงมือท่ามกลางคนหมู่มาก
ในกลางวันแสกๆ ได้อย่างไร?
จะต้องเป็นแผนการหลอกล่อแน่!
“ข้าน้อยสมควรตาย!” เมื่อผู้อารักขาลับไม่กี่คนที่
อยู่ชั้นบนเห็นจางอี๋กับกู่อี้ขึ้นมา ก็รีบคุกเข่าสำนึก
ผิด
จางอี๋ตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเขาเห็นหลุม
ลับภายในห้องนั้นก็ออกคำสั่งว่า “ปิดล้อมชมรม
ปั๋ออี้นี้ไว้ ห้ามปล่อยแม้กระทั่งพ่อค้าหรือคนรับ
ใช้ออกไปแม้แต่คนเดียว”
เขาหยิบปั้ายราชโองการออกมายื่นให้ทหาร
อารักขาข้างกาย “รีบไปโอนย้ายคนที่จวนตุลา
การ!”
“ขอรับ!”
“ขอรับ!”
ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจ
จางอี๋มองไปที่กู่อี้ “เจ้านำคนไปถามดูว่ามีใคร
เป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้หรือไม่”
“ขอรับ!” กู่อี้เอ่ย
จางอี๋เดินเข้ามานั่งในห้องส่วนตัว ไม่ช้าคนสอง
คนก็ประคองหนิงยาเดินเข้ามา
“ท่านมหาเสนาบดี” น้ำตาของหนิงยาไหลไม่
หยุด ซ่งชูอีหายตัวไปต่อหน้าต่อตาของนางเชียว
นะ!
จางอี๋เอ่ย “นั่งลงก่อน เกิดอะไรขึ้น? เจ้าเล่ามาให้
ละเอียด”
“อืม” หนิงยาบาดเจ็บที่เข่าจึงทำได้เพียงนั่งเอี้ยว
ตัวอยู่บนเบาะ “หลังจากที่ท่านไปได้ไม่นาน ชั้น
ล่างก็มีคนตะโกนว่า “มีมือสังหาร” เมื่อนายท่าน
เห็นว่าท่านเจอกับคนลอบสังหาร อีกทั้ง
สถานการณ์คับขันจึงสั่งให้ผู้อารักขาลับไปช่วย ผู้
อารักขาลับทั้งสองห้องซ้ายขวาก็รับคำสั่งและพุ่ง
ออกไป นายท่านเป็นกังวลความปลอดภัยของ
ท่านจึงเกาะราวดู ใครจะรู้ว่าไม่กี่อึดใจก็หมดสติ
กะทันหัน ข้าร้อนใจมากจึงเรียกผู้อารักขาลับที่
เหลือ เพิ่งจะเรียกเท่านั้นก็รู้สึกว่าใต้ที่นั่งโล่งว่าง
ข้าตกลงไปในหลุม ตอนนั้นข้ารู้สึกตื่นตระหนก
และไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าข้ามั่นใจว่านาย
ท่านมิได้ตกลงไปกับข้าด้วย”