กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 323 นครเสียนหยางตื่นตระหนก
แม้ว่าหนิงยาจะตกใจทว่าก็เทียบไม่เท่าความ
กังวลที่มีต่อซ่งชูอี นางเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วย
ความคล่องแคล่วอีกครั้ง
จางอี๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ปลดปั้ายบนเอวของตัวเอง
แล้วยื่นให้ทหารอารักขาข้างกาย “ถ่ายทอดคำสั่ง
ของข้า ปิดประตูนครทันที ตรวจสอบผู้คนและ
รถที่สัญจรไปมาอย่างละเอียด”
สิ่งที่สามารถทำได้ตอนนี้ก็ทำหมดแล้ว จางอี๋
ยังคงเป็นห่วงอย่างยิ่ง ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาโล่งใจยิ่ง
กว่าก็คืออีกฝั่ายทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อที่จะ
ลักพาตัวซ่งชูอีเช่นนี้ แสดงว่ายังไม่มีความตั้งใจที่
จะเอาชีวิตนางสักพัก
จางอี๋รอจนคนในจวนตุลาการมาถึงก็รีบไปเข้า
เฝั้าองค์จวิน
ในหอคอย อิ๋งซื่อกำลังหารือเรื่องงานกับซือหม่า
ชั่วและชูหลี่จี๋
“ฝั่าบาท ท่านมหาเสนาบดีฝั่ายซ้ายขอเข้าเฝั้าพ่ะ
ย่ะค่ะ” ขันทีเถาเอ่ย
“เชิญ” อิ๋งซื่อยกถ้วยชาขึ้น ส่งสัญญาณให้ยุติการ
หารือชั่วคราว
จางอี๋เร่งรุดเข้ามา สะบัดแขนเสื้อคำนับ กล่าว
ด้วยความกระชับและรัดกุม “ฝั่าบาท กั๋วเว่ยถูก
ลักพาตัวพ่ะย่ะค่ะ!”
ทันใดนั้นก็เกิดความเงียบภายในห้อง
อิ๋งซื่อวางถ้วยชาที่กำลังจะจรดปากลงอีกครั้ง
จางอี๋เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ตั้งแต่ต้นจบจนโดย
ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
อิ๋งซื่อฟังจนจบ สีหน้าของเขามืดครึ้มนานแล้ว
เป็นถึงกั๋วเว่ยทว่าถูกลักพาตัวในนครหลวง
เท่ากับเป็นการตบหน้าเขาอย่างแรงและเป็นการ
ลบหลู่ต้าฉินอย่างยิ่งยวด!
“ใครกันที่บังอาจเพียงนี้!” ซือหม่าชั่วโมโห “สับ
เป็นหมื่นชิ้นก็ยังน้อยไป”
อิ๋งซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ขันทีเถา
เรียกถิงเว่ย (เสนาบดีตุลาการ) เข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเถาตอบรับ
เพียงพริบตาเดียว เสียงประกาศก็ดังก้องไปทั่ว
พระราชวังเสียนหยาง
ถิงเว่ยจวีหรังอายุห้าสิบกว่าแล้ว เป็นชาวสำนัก
นิติธรรมและเป็นคนเถรตรงเสมอมา แม้ว่าวัน
เวลาได้ระบายความเฉียบคมออกไปจากตัวเขา
และความกะตือรือร้นเมื่อครั้งที่ติดตามซางจวิน
ได้เหือดหายไปนานแล้ว ทว่าเขากลับเป็นคนที่
จริงจังเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่เคยทำงานผิดพลาด
ระหว่างการดำรงตำแหน่งถิงเว่ยมาหลายปี
ทันทีที่เขาได้ยินว่ากั๋วเว่ยถูกลักพาตัวก็เดือดดาล
ยิ่ง คิดว่าเขาผ่านการปกครองมาแล้วสองชั่วอายุ
คน แม้นไม่มีความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่เฉิดฉาย
ผ่านพงศาวดารแห่งประวัติศาสตร์ แต่ก็นับว่ามี
ผลงานทางการเมืองที่โดดเด่น ถ้าไม่สามารถนำ
ตัวไอ้โรคจิตที่ลักพาตัวกั๋วเว่ยเข้าสู่กระบวนการ
ยุติธรรมก็เป็นความล้มเหลวในวัยชราแล้ว!
ทันทีที่ได้รับการเรียกตัว จวีหรังก็ไม่สนใจระบบ
ใดๆ ทั้งสิ้น พุ่งตรงไปยังหอคอยทันที ฉวยโอกาส
ระหว่างที่บ่าวรับใช้เข้าไปทูลรายงาน จัดระเบียบ
เครื่องแต่งกายของตัวเองอย่างรวดเร็ว
“ถิงเว่ยเชิญ” บ่าวรับใช้เชิญเขาเข้าไปข้างใน
จวีหรังขึ้นไปยังชั้นบนพลางสางเคราของตัวเอง
จัดระเบียบลมหายใจ ครั้นมาถึงชั้นสามจึงลดมือ
ลงและหยุดเดิน สะบัดแขนเสื้อค้อมตัวคำนับอยู่
หลังม่านไม้ไผ่ “กระหม่อมมาเข้าเฝั้าฝั่าบาทตาม
พระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามา” อิ๋งซื่อกล่าว
บ่าวรับใช้เลิกม่านขึ้น จวีหรังเดินเข้าไปก็พบว่า
มหาเสนาบดีทั้งสองและท่านแม่ทัพใหญ่ก็อยู่ด้วย
หลังจากต่างคำนับกันเล็กน้อยแล้ว อิ๋งซื่อก็เอ่ยว่า
“ถิงเว่ยจงหยุดงานราชการทั้งหมด ทุ่มเทกำลัง
ตามหากั๋วเว่ย กำหนดกฎอัยการศึกนอกเมือง
ภายในสามวันนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าหรือออกยกเว้น
ผู้ส่งสารสำหรับราชสำนัก!”
หัวใจของจูหรังสั่นสะท้าน กล่าวอย่างเด็ดขาด
“หากคดีนี้ไม่คลี่คลาย กระหม่อมก็ขอรับโทษ
ด้วยความตาย!”
อีกเพียงปีสองปีเขาก็จะประสบความสำเร็จและ
เกษียณอายุราชการแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็
สามารถเพิ่มจารึกที่แม้ไม่โดดเด่นแต่สมบูรณ์แบบ
ให้กับประวัติศาสตร์ต้าฉินได้ หากคดีนี้ไม่
สามารถไขได้จริงๆ ต่อให้เขารับโทษด้วยความ
ตายก็ยากที่จะสงบความโกรธในใจ! สถานการณ์
ของเขาในตอนนี้ก็เหมือนกับการพยายามปีนขึ้น
ไปบนยอดผาด้วยความยากเย็นแสนเข็ญ อีกนิด
เดียวก็จะถึงยอดแล้ว ขอเพียงเขายื่นมือออกไปก็
จะสามารถรับความช่วยเหลือได้ ทว่าทันใดนั้น
เท้าก็กลับพลาดแล้วร่วงลงสู่เบื้องล่าง
เขาไม่มีทางปล่อยให้สิ่งใดมาแปดเปือน
ความสำเร็จทางการเมืองและชีวิตของเขาเป็นอัน
ขาด!
ท้องฟั้าค่อยๆ มืดลง เสียนหยางไม่ได้ส่องสว่าง
เฉพาะเชิงเทินเท่านั้น แม้แต่ตามตรอกซอยก็ถูก
จุดจนสว่างไสว แสงสว่างนี้ทำให้ขอบฟั้าที่อยู่ไกล
ออกไปมืดลง
ท่ามกลางความมืด…
ซ่งชูอีเพียงรู้สึกว่าตัวเองผล็อยหลับไป เมื่อตื่นขึ้น
ดวงตาก็ยังคงมืดอยู่และสามารถได้กลิ่นหอมของ
ธูปผ่อนคลายจางๆ
นางเอื้อมมือไปสัมผัสร่างกายส่วนล่าง สัมผัสที่
นุ่มนวลนั้นเป็นผ้าแพรอย่างชัดเจน
มีเสียงกรอบแกรบภายในห้องและไฟสว่างขึ้น
ชั้นผ้าโปร่งกั้นกลาง ดวงไฟที่อยู่ข้างโต๊ะด้านนอก
ถูกจุดขึ้น ซ่งชูอีเห็นว่ามีคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะ
ท่าทางผ่อนคลายยิ่ง
“ใครน่ะ?” น้ำเสียงของซ่งชูอีเจือปนความแหบ
แห้งหลังตื่นนอน
ชายคนนั้นยกมือขึ้นเล็กน้อย สาวใช้ทั้งสองก็ก้ม
ศีรษะ เดินเข้ามาเลิกผ้าโปร่งขึ้น
โคมไฟจานลายดอกบัวนกหลวน[1]สองดวงส่อง
แสงเจิดจ้า ซ่งชูอีเห็นชุดเซินอีสีเขียวอ่อนแขน
กว้างเป็นอย่างแรก ผมสีเงินทิ้งตัวงดงาม มันทอ
แสงประกาย ทว่าเขากลับเป็นชายหนุ่มหน้าตา
หล่อเหลาอายุประมาณสามสิบ อายตนะทั้งห้า
อ่อนโยนสวยงาม หนวดเคราเป็นระเบียบ
เรียบร้อย ผิวขาวดุจหิมะ เขาที่อยู่ในชุดสีเขียว
อ่อนนั้นดูเหมือนหิมะขาวในแสงแดดแห่งฤดูใบไม้
ผลิ สว่างไสวทว่าเย็นยะเยือก
“ไม่ทราบว่ากั๋วเว่ยยังจำข้าน้อยได้หรือไม่?” ชาย
หนุ่มยิ้มน้อยๆ
ซ่งชูอีเอ่ย “ตู้เหิง”
ตู้เหิงผู้นี้เป็นเจ้านายในชมรมปั๋ออี้ ตอนนั้นที่นาง
ถูกหมิ่นฉือทำร้ายในรัฐเว่ย์ก็เคยไปแลกเปลี่ยน
ข่าวสารในชมรมปั๋ออี้กับจี้ฮ่วน ตอนนั้นก็เป็น
บุคคลนี้ที่ต้อนรับพวกเขา
ตู้เหิงคิดไม่ถึงว่าซ่งชูอีจะสามารถเอ่ยชื่อเขาได้
ทันที สีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็ยิ้มเอ่ย “พบ
แล้วไม่ลืม สมกับที่เป็นซ่งจื่อจริงๆ”
ในความเป็นจริง ความจำของซ่งชูอีดีกว่าคน
ทั่วไปเพียงเล็กน้อย จะบอกว่าพบแล้วไม่ลืมก็ไม่
ถูกนัก เพียงแค่นางได้พบกับผู้คนมากมาย แต่มี
ผู้ชายเพียงคนเดียวในความทรงจำของนางที่สวม
เสื้อผ้าสดใสและงดงามเช่นนี้ และเมื่อชีวิตของ
นางถูกแขวนไว้ด้วยเส้นด้าย นางก็จำได้อย่าง
ลึกซึ้งเป็นธรรมดา
ซ่งชูอีพึมพำ “ไม่ใช่ว่าข้าเก่ง แต่ท่านตู้ประเมิน
บุคลิกของตัวเองต่ำไป”
“ฮ่าๆ ได้พูดกับซ่งจื่อช่างชวนให้มีความสุข
เหลือเกิน” ตู้เหิงหัวเราะ รู้สึกซาบซึ้งเป็นพิเศษ
“ข้าน้อยเริ่มวางแผนที่จะลักพาตัวซ่งจื่อตั้งแต่
สองปีก่อนแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่ไม่อาจลงมือได้
เสียที แม้ว่าคราวนี้ข้าจะเตรียมการมานานกว่า
ครึ่งปีแล้วก็ตาม วันนี้ข้าน้อยก็มีความมั่นใจเพียง
ห้าส่วน บังเอิญได้พบกับจางจื่อพอดี เห็นว่ามี
ทหารอารักขารอบตัวเขาไม่มากนัก ข้าน้อยจึง
เปลี่ยนแผนกะทันหัน และสวรรค์ก็ช่วยผู้ที่มี
ความพยายามตามคาด!”
“เมื่อหกปีก่อน ข่าวสารของข้าแซ่ซ่งมีมูลค่าหมื่น
ตำลึงทอง บัดนี้เพิ่มเป็นเท่าตัวแล้วหรือ? จึงทำให้
ท่านตู้ลักพาตัวข้าโดยเจตนาเช่นนี้?” ซ่งชูอี
หัวเราะเอ่ย
ตู้เหิงเห็นว่านางไม่ประหลาดใจก็พลอยหัวเราะ
ตามไปด้วย “ครอบครัวข้าน้อยค่อนข้างมั่งคั่ง คง
ไม่ทำผิดและขายชีวิตเพื่อเงินหรอก”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งและโบกมือให้คนรอบข้าง
ออกไป ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาซ่งชูอี ยื่นมือสัมผัส
แก้มของนางแผ่วเบา มีความแปลกใจและเบิก
บานในดวงตา “คิดไม่ถึงเลยว่าซ่งจื่อที่น่าทึ่งและ
มีความสามารถเช่นนี้จะเป็นสตรีเพศ! ท่านว่า…
หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไปจะขายได้เท่าไร
เชียว?”
“คิดจะใช้สิ่งนี้ข่มขู้ข้ารึ?” ซ่งชูอีเลิกคิ้วแล้วกล่าว
อย่างมีความสุข “ท่านตู้คิดว่าชาวฉินตาบอด
เช่นนั้นหรือ?”
แม้ว่าซ่งชูอีมีบุคลิกเหมือนผู้ชาย ตามปกติก็ออก
จากบ้านน้อยมาก ผู้ที่พบปะบ่อยที่สุดก็หนีไม่พ้น
ขุนนางแห่งรัฐฉิน ใช่ว่าพวกเขาจะแยกแยะชาย
หญิงไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นเพราะอิ๋งซื่อห้ามไว้อย่าง
ลับๆ หรือเพราะเหตุผลอื่น ในเมื่อพวกเขามอง
ออกก็แสดงว่ายอมรับในการมีตัวตนของนางไป
โดยปริยายแล้ว
ในโลกนี้ ตราบใดที่คนในรัฐฉินยอมรับนาง นาง
จะไปกลัวทำไมว่าใต้หล้าจะล่วงรู้?
“ก็จริง” นิ้วของตู้เหิงค่อยๆ เลื่อนลงมาที่ลำคอ
เรียวยาวของนาง “ข้าน้อยยังมิเคยลิ้มรสสตรี
เยี่ยงท่านมาก่อนเลย…”
ซ่งชูอีมองลงไปที่นิ้วของเขาและหัวเราะเยาะ
ผู้ชายเยี่ยงนี้ช่างชวนให้น่าดูถูกเหลือเกิน ผู้ชายที่
เอะอะก็พูดถึงแท่งที่ยาวไม่เท่าไรนั้น ทั้งไร้
ยางอายและไร้ความสามารถ ไม่ว่าจะฉลาดแค่
ไหนก็ยากที่จะสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้
——————–
[1] นกหลวน เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ในตำนานจีน
โบราณ ถูกตั้งชื่อตามที่มันเติบโตในหลวนโจว
(ปัจจุบันคือเขตหลวนชวนในลั่วหยาง) ในสมัย
โบราณ