ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 10 หนึ่งคืนในศาลา รอยศพทั่วร่าง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 10 หนึ่งคืนในศาลา รอยศพทั่วร่าง
จางเฉียงพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเอง แล้วก้าวเท้าตรงไปยังริมทะเลสาบ
ไม่นานนักเขาก็พุ่งตัวลงไปในน้ำและหายไปทันทีโดยไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่นกระเพื่อม
ผมมองภาพนั้นด้วยความหวาดกลัวจนเผลอสูดลมหายใจเข้าลึก กลยุทธ์ที่ชายคนนั้นแนะนำมาได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่อย่างนั้นผมคงถูกจางเฉียง ผีจมน้ำตัวนั้นจับได้แน่
ตอนนี้ในศาลากลางสวนสาธารณะแห่งนี้ เหลือเพียงผมคนเดียว แต่ถึงจะเหลือแค่ผม ผมก็ไม่กล้าผ่อนคลายหรือเผลอไผลแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจางเฉียงจะย้อนกลับมาหาผมอีกหรือเปล่า ถ้าเขาจำผมได้จริง ต่อให้ผมทุ่มสุดตัวก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าผมจะรอดชีวิตไปได้
ฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ผมทำได้เพียงนั่งยองๆ อยู่ในศาลา จ้องมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ไม่กล้าปิดดวงตาแม้แต่วินาทีเดียว
ผมอดทนผ่านคืนอันยาวนานในสภาพเช่นนั้นด้วยใจที่เต้นแรงจนแทบระเบิด
จนกระทั่งแสงแรกของวันสาดส่อง ฝนที่ตกลงมาตลอดคืนก็หยุดลง ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นเตรียมตัวออกจากศาลา การนั่งยองๆ ทั้งคืนทำให้ร่างกายของผมปวดร้าวไปทั้งตัว ผมยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะก้าวเท้าออกจากศาลา
แต่ทันทีที่ก้าวออกไป เสียง “แกร๊บ” ก็ดังขึ้นจากมือผม ชามกระเบื้องขาวที่ถือไว้แตกออกโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เศษกระเบื้องร่วงกระจายเต็มพื้น
“ทำไมถึงแตกได้ล่ะ!”
ผมมองเศษชามที่กระจัดกระจายด้วยความงุนงง พึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
เมื่อคืนหากไม่มีชามกระเบื้องนี้เป็นอาวุธ ผมคงไม่รอดจากพวกสิ่งสกปรกในศาลาที่พยายามแย่งเสื้อผ้าผมแน่ๆ แต่ตอนนี้ชามที่เป็นตัวช่วยสำคัญกลับแตกไปเสียแล้ว มันเหมือนผมเสียเกราะป้องกันไปอีกชิ้นหนึ่ง ถ้าคืนนี้จางเฉียงกลับมาอีกครั้ง ผมจะทำยังไง
ความคิดนั้นทำให้ความกังวลก่อตัวขึ้นในใจ ผมพยายามสงบสติอารมณ์ขณะก้าวเดินต่อไป และเริ่มคิดหาทางออก
หนีออกจากเมืองแต่เช้าดีไหมนะ หรือจะกลับไปที่บ้านเกิดเพื่อหลบซ่อนชั่วคราว
แต่การหนีก็แค่ช่วยยื้อเวลาออกไปเท่านั้น ใครจะรู้ว่าจางเฉียงจะตามผมไปหรือเปล่า คืนนี้ผมโชคดีที่รอดมาได้ แต่ครั้งหน้าอาจไม่มีโชคช่วยอีกแล้ว…
ถ้าอยากจบเรื่องนี้อย่างถาวร มีทางเดียวคือต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะต้องส่งจางเฉียงไปให้พ้น หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็คงต้องส่งเขาไปสู่สุคติ แต่แค่ผมคนเดียวไม่มีทางสู้กับผีจมน้ำตัวนั้นได้แน่ ผมต้องหาคนช่วย และคนที่ช่วยได้ ต้องเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ เท่านั้น
แต่ในกลุ่มคนที่ผมรู้จัก ไม่มีใครที่มีความสามารถแบบนี้เลย
แม้แต่ที่ ‘ถนนสายฮวงจุ้ย’ ที่ว่ากันว่าเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะมีใครที่ช่วยได้จริง ความหวังเดียวที่ผมพอนึกออกตอนนี้คือ ‘ลุงขายหมึก’ ที่ผมเจอเมื่อวาน ลุงคนนั้นเหมือนจะรู้เรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ดี อีกทั้งยังเคยพูดไว้ว่า ถ้าผมรอดกลับมาได้ ในวันนี้เขาจะรับเหรียญจากผม คำพูดนั้นอาจแฝงนัยบางอย่าง อาจจะหมายถึงว่าเขายินดีช่วยผมก็เป็นได้…
แต่ร้านค้าบนถนนสายตะวันตกจะเริ่มตั้งแผงขายช่วงบ่ายเท่านั้น ดังนั้นการไปตอนเช้าคงไม่มีประโยชน์อะไร ผมจึงตัดสินใจหาที่พักเพื่อพักผ่อนชั่วคราว
ผมลากตัวเองออกจากสวนสาธารณะด้วยร่างกายที่อ่อนล้า หอพัก? ตอนนี้ผมไม่กล้ากลับไป ผมแวะกินอาหารเช้าง่ายๆ แถวนี้ ก่อนจะหาโรงแรมราคาถูกสำหรับพักฟื้น หลังจากเช็กอิน ผมขอยืมที่ชาร์จโทรศัพท์จากพนักงานต้อนรับแล้วกลับขึ้นห้องพัก แต่ทันทีที่ผมถอดเสื้อผ้าออกเพื่อเตรียมอาบน้ำ ผมก็ต้องชะงักไป
ภาพที่เห็นในกระจกทำเอาผมหายใจสะดุด ใบหน้าของผมดูขาวซีดจนน่าตกใจ ซีดราวกับไร้เลือดหล่อเลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของผมยังปรากฏรอยช้ำสีคล้ำกระจายไปทั่วอย่างไร้สาเหตุ รอยช้ำสีคล้ำปรากฏเป็นจุดๆ บนร่างกายของผม ทั้งหน้าอก หลัง ขา และแขน
รอยช้ำเหล่านี้ตามปกติควรจะเกิดจากการเลือดออกใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ แต่สิ่งที่เห็นอยู่นี้ทำให้ใจผมเต้นระรัว เพราะเมื่อคืนผมแค่นั่งยองๆ ในศาลาตลอดทั้งคืนเท่านั้น ทำไมรอยช้ำถึงได้ปรากฏทั่วร่างแบบนี้
ผมรีบสำรวจร่างกายตัวเองอย่างละเอียดด้วยความตื่นตระหนก
แต่ยิ่งดู ผมยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ปกติ รอยช้ำที่ปรากฏนั้นไม่ได้เป็นเพียงสีม่วงคล้ำแบบปกติทั่วไป มันกลับดูคล้ายรอยศพที่มักจะพบบนร่างของผู้เสียชีวิต ซึ่งมีสีแดงคล้ำปนดำอย่างแปลกประหลาด เพียงชั่วข้ามคืนร่างกายของผมกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าขนลุกจนยากจะรับไหว
ผมรู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพราะปัญหาสุขภาพตามปกติแน่ มันต้องเกี่ยวข้องกับพวกสิ่งสกปรกที่ผมเจอเมื่อคืนที่ผ่านมา หากไม่รีบจัดการเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าต่อให้ไม่ได้ถูกพวกนั้นทำร้าย ผมอาจต้องตายอย่างกะทันหันเพราะเหตุอะไรบางอย่างที่ไม่คาดฝัน
หลังจากอาบน้ำเพื่อชำระล้างความเหนื่อยล้า ผมนอนลงบนเตียง ความคิดสับสนหมุนวนอยู่ในหัว
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาล้วนเกี่ยวข้องกับเหรียญในมือผม ผมหยิบเหรียญนั้นขึ้นมาดู สังเกตเห็นว่ามันมีสีดำคล้ำยิ่งกว่าเมื่อวาน และไม่ว่าจะถูอย่างไรก็ลบรอยคล้ำนี้ออกไปไม่ได้ ผมนึกถึงคำพูดของลุงขายหมึกเมื่อคืน เขาเรียกเหรียญนี้ว่า ‘เหรียญนำวิญญาณ’
ผมลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ‘เหรียญนำวิญญาณ’ ในอินเทอร์เน็ตดู กลับไม่พบคำอธิบายอะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่ามันคงไม่ใช่ของดีแน่ๆ ถ้ารอจนกว่าเหรียญนี้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิททั้งหมด บางทีผมอาจต้องเสียชีวิต...
ในขณะที่คิดเรื่องนี้ ผมเริ่มรู้สึกง่วงจนต้านไม่ไหว ไม่นานนักผมก็เผลอหลับไป
กระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกดังปลุกผมให้ตื่นขึ้นมา เวลาตอนนั้นคือบ่ายสามโมงครึ่ง พ่อค้าแม่ค้าบนถนนสายตะวันตกจะเริ่มตั้งแผงขายตอนสี่โมงเย็น ผมต้องรีบออกไปทันทีเพื่อไปถึงให้ทันเวลา
ก่อนออกจากห้อง ผมหันไปมองรอยช้ำบนร่างกายอีกครั้ง พื้นที่ของรอยช้ำขยายใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อเช้า และเมื่อถอดเสื้อออกดูเต็มๆ ภาพที่เห็นก็น่าตกใจอย่างมาก รอบๆ ลำคอของผมปรากฏรอยช้ำเล็กๆ มากมาย มันไม่ได้รู้สึกเจ็บหรือคัน แต่บอกได้เลยว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ตื่นตระหนกจนเกินไป ผมกำ ‘เหรียญนำวิญญาณ’ ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไว้แน่น ก่อนจะออกจากโรงแรมไปอย่างเร่งรีบ
เมื่อผมมาถึงประตูใหญ่ฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย พ่อค้าแม่ค้าก็เริ่มทยอยมาตั้งแผงขายของกันแล้ว แต่ถึงผมเดินวนหาสองรอบ ก็ไม่พบลุงขายหมึกที่เจอเมื่อคืน ในใจเริ่มกังวล
หรือวันนี้ลุงจะไม่มาขาย ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงแย่แน่…
ทันใดนั้นเอง เสียงต่ำทุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของผม
“เฮ้ หนุ่มน้อย ยังไม่ตายอีกเหรอ”
เสียงนั้นทำให้หัวใจผมเต้นแรงจนสะดุ้ง รีบหันกลับไปดูทันที เมื่อหันไป ผมก็เห็นลุงขายหมึกที่กำลังกินหมึกย่างอยู่ พร้อมมองผมด้วยสายตาที่เหมือนจะล้อเลียนเล็กน้อย
“ลุง!” ผมร้องออกมาด้วยความดีใจ
ลุงขายหมึกมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะโยนไม้หมึกที่กินหมดแล้วลงในถังขยะใกล้ๆ
“พ่อหนุ่ม ดูเหมือนว่านายจะดวงแข็งใช่เล่น ยังรอดมาได้อีกนะเนี่ย” ลุงพูดพลางพยักหน้า ก่อนจะโบกมือเรียกผม
“แผงของลุงอยู่ตรงนี้ ตามลุงมา!”