ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 9 กลิ่นประหลาดในอากาศ
ในศาลาตอนนี้เหลือเพียงผมคนเดียว
พวกผีสิบกว่าตัวที่ล้อมผมไว้เมื่อครู่ต่างพากันวิ่งหนีหายไปหมด แต่ความเย็นยะเยือกยังคงแผ่ซ่านมาจากด้านหลังพร้อมกับกลิ่นประหลาดที่ยังลอยอยู่ในอากาศ
ผมรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย สัญชาตญาณบอกว่ามีบางสิ่งที่น่ากลัวอยู่ข้างหลังผม ไม่เช่นนั้นชายชราก็คงไม่แสดงสีหน้าหวาดกลัวเช่นนั้นออกมา
ผมไม่กล้าหันกลับไปทันที ความตึงเครียดทำให้เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาตามร่างกาย มือผมกำชามกระเบื้องขาวแน่น
ผมเคยได้ยินคนพูดว่า ถ้ามีสิ่งสกปรกอยู่ข้างหลัง ห้ามหันหลังกลับไปในทันทีเพราะเปลวไฟบนหัวทั้งสาม[1]อาจดับลง และเมื่อไฟดับ สิ่งสกปรกเหล่านั้นจะฉวยโอกาสกัดเข้าที่คอของคุณ…
ผมไม่รู้ว่าความเชื่อนี้จริงหรือไม่ แต่ในตอนนี้ผมไม่กล้าหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ทว่าผมเริ่มสังเกตได้ว่า กลิ่นที่ลอยอยู่ในอากาศนั้นดูคุ้นเคย แม้จะจางมาก แต่ยิ่งผมสูดดมเข้าไป ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันคล้ายกลิ่นฟอร์มาลิน
และที่น่าตกใจไปกว่านั้น มันยังคล้ายกับกลิ่นแปลกๆ ที่ติดตัวของเสี่ยวอวี่ อดีตแฟนสาวของผม หัวใจผมกระตุกวูบ ความคิดบ้าบิ่นผุดขึ้นในหัว ผมเอ่ยถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“เสี่ยวอวี่…ใช่เธอหรือเปล่า”
แม้ว่าผมจะรู้แล้วว่าเสี่ยวอวี่ที่อยู่กับผมมานานกว่าหนึ่งปีนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน เสี่ยวอวี่ไม่เคยทำร้ายผมเลย ยกเว้นแต่จะขอเหรียญจากผมเท่านั้น
ผมไม่รู้ว่าเธออยากให้ผมใช้เหรียญไปทำอะไร หรือทำไมเธอถึงจากผมไปอย่างกะทันหัน แต่อย่างน้อยตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ผมก็รู้สึกกับเธอจริงๆ
หลังจากที่ผมเรียกชื่อเธอออกไป ไม่มีเสียงตอบกลับ
กลับกัน ความเย็นยะเยือกและกลิ่นประหลาดค่อยๆ จางลง ผมไม่สามารถยืนยันได้เต็มร้อยว่าเป็นเสี่ยวอวี่ที่มา ทำได้เพียงกำชามกระเบื้องขาวในมือแน่น แล้วค่อยๆ หันศีรษะกลับไปทีละนิดด้วยความตึงเครียด
ถ้ามีอะไรผิดปกติจริงๆ ผมก็พร้อมจะใช้ชามกระแทกใส่ทันที
แต่เมื่อผมค่อยๆ หันหลังกลับไปจนสุด สิ่งที่ผมเห็นคือความว่างเปล่า
ด้านหลังไม่มีอะไรเลยนอกจากต้นหลิวริมทะเลสาบที่แกว่งไหว ถนนที่ว่างเปล่า และแสงไฟถนนสีเหลืองนวล
และยังมีเพียงสายฝนที่โปรยปรายบางๆ…
ไม่มีแม้แต่เงาของเสี่ยวอวี่หรือแม้แต่เงาผีตัวอื่น
ผมยืนอยู่ในศาลาที่เงียบสงัด มองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่เบิกกว้าง ในขณะที่เสียงฝนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง นอกจากเสียงฝนและเสียงลม ทุกอย่างรอบตัวช่างเงียบงันจนน่าขนลุก
ผมยืนตึงเครียดอยู่อีกสักพัก ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงตรงกลางศาลาอย่างหมดเรี่ยวแรง มือยังกำชามกระเบื้องขาวแน่นขณะอดทนกับความหวาดระแวง
ไม่นานนักผมก็เริ่มได้กลิ่นอีกครั้ง มันเป็นกลิ่นเหม็นคาวอย่างรุนแรง คล้ายกับกลิ่นปลาหรือกุ้งเน่าที่ลอยมากระทบจมูก ทันทีที่กลิ่นนี้ปรากฏขึ้น สีหน้าผมเปลี่ยนไปในทันทีและรีบย่อตัวลง เพราะผมจำได้ว่าเคยได้กลิ่นนี้มาก่อน มันเป็นกลิ่นของจางเฉียงตอนที่เขามาหาผม
ผมหมอบตัวลงในศาลา เบิกตากว้างมองไปรอบๆ โดยเฉพาะบริเวณริมทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกล ภายใต้แสงไฟถนนที่ริบหรี่ ผมพอมองเห็นเงาร่างคนร่างหนึ่งกำลังค่อยๆ ปีนขึ้นมาจากน้ำ ท่าทางของเขาดูเหมือนกำลังใช้แรงมหาศาล น้ำในทะเลสาบดูเหมือนจะเหนียวหนืดเป็นพิเศษทำให้เขาต้องพยายามสุดกำลัง
เขาปีนอยู่นาน ก่อนที่จะหลุดออกจากน้ำได้สำเร็จ จากนั้นเขายืนขึ้นริมทะเลสาบ สะบัดน้ำออกจากเสื้อผ้าของตัวเอง แล้วเริ่มเดินตรงมาทางผม…
ร่างเงาสีดำที่ผมมองเห็นอยู่ไกลๆ ดูไม่ชัดเจน แต่เมื่อเงานั้นเข้ามาใกล้มากขึ้น กลิ่นเหม็นคาวก็ยิ่งทวีความรุนแรงและรูปร่างของเขาก็ดูคุ้นตามากขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง ได้แต่นั่งยองอยู่ในศาลา คอยสังเกตจากที่ต่ำ
ไม่นานนัก เขาเดินเข้ามาใกล้
ร่างกายเขาเปียกโชกไปทั้งตัว ใบหน้าซีดขาวซึ่งแตกต่างจากใบหน้าเหลืองซีดเหมือนขี้ผึ้งของสิ่งสกปรกในศาลาเมื่อครู่ เมื่อเขาเข้ามาใกล้มากขึ้นผมก็สามารถเห็นรูปลักษณ์ของเขาชัดเจน เขามีปากที่กว้าง ตาเล็ก ใบหน้ากลมใหญ่ที่ดูบวมฉุ
ใช่แล้ว…เขาคือจางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผมที่เพิ่งจมน้ำตายไปไม่นาน
เขาเดินเขย่งเท้า ปล่อยให้สายฝนตกลงมาที่ตัวโดยไม่สนใจ เดินโซเซตรงมาทางศาลา ในใจผมเต็มไปด้วยความตกใจ
นี่มันอะไรกัน เมื่อกี้เขาก็เพิ่งมาหาผมไปไม่ใช่หรือ ทำไมเขาถึงกลับมาอีก หรือว่า…ผมถูกจับได้แล้ว
แต่ผมก็ยังไม่กล้าออกไปข้างนอก เพราะฝนยังตกอยู่ ขณะที่ผมกำลังคิดหาทางรับมือกับสถานการณ์ต่อไป จางเฉียงก็หยุดเดิน เขายืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน จ้องตรงมาที่ศาลา
ผมกลัวว่าเขาจะมองเห็นผมจึงรีบหันหลัง ใช้แขนบังหน้าตัวเองไว้พร้อมกับแอบสังเกตเขาผ่านหางตา
เขายืนอยู่กลางสายฝนโดยไม่ขยับและไม่พูดอะไร
แต่กลิ่นเหม็นคาวที่ออกมาจากตัวเขากลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมแทบอาเจียนออกมาหลายครั้ง
ผ่านไปประมาณสิบนาที จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า
“เจียงหนิง ดึกขนาดนี้ทำไมยังไม่กลับหอพัก อาจารย์ให้ฉันมาตามนายกลับไป!”
คำพูดนั้นทำให้ผมสะดุ้งวูบในทันที แรกเริ่มตกใจว่าเขาอาจจะจำผมได้แล้ว แต่เมื่อได้ยินประโยคหลัง ผมกลับรู้สึกแปลกใจจนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
อาจารย์ให้เขามาตามผมกลับหอพัก?
ไร้สาระสิ้นดี! เขาตายไปแล้วทั้งคน อาจารย์คนไหนจะส่งเขามาเรียกผมกลับ ถ้าผมโง่พอที่จะเชื่อเขาแล้วตามเขากลับไปจริงๆ ผมตายไปก็สมควรแล้ว…
ผมไม่สนใจคำพูดของเขา และยังคงนั่งยองอยู่ในศาลาเหมือนเดิม
เมื่อเทียบกับคำพูดของจางเฉียง ผีจมน้ำตัวนี้ ผมกลับเลือกที่จะเชื่อคำพูดของพนักงานส่งอาหารที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากกว่า
จางเฉียงที่ยืนอยู่ข้างนอกศาลาเห็นว่าผมไม่ตอบอะไร เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว
เมื่อเห็นเขาเข้ามาใกล้ ผมก็ยิ่งตึงเครียดจนแทบจะกลั้นหายใจ มือกำชามกระเบื้องขาวแน่น หากเขาจำผมได้จริง ผมก็คงต้องสู้กับเขาอย่างสุดกำลัง ไม่ว่าจะแข็งแกร่งหรือดุร้ายแค่ไหน ผมก็ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองถูกจับและทำร้ายได้ง่ายๆ
ขณะที่ผมอยู่ในสภาวะระแวดระวังขั้นสูงสุด พร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ จางเฉียงกลับหยุดที่ปากทางเข้าศาลา แล้วเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนกำลังฟังบางอย่าง…
จางเฉียงมองมาที่ผมด้วยท่าทางเหมือนคนไร้สติ แล้วพูดขึ้นว่า “อ้อ! ที่แท้ก็แค่ขอทานนี่เอง ฉันนึกว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องของฉันซะอีก!” พูดจบ เขาก็หมุนตัวอย่างเชื่องช้า เดินโซเซกลับไปทางทะเลสาบ ทุกย่างก้าวดูเหมือนคนที่เดินไม่มั่นคง ทั้งเขย่งและโซเซ ขณะเดิน เขายังคงพึมพำเบาๆ
“เขาไปไหนแล้วนะ หาไม่เจอเลย จะกลับไปบอกอาจารย์ยังไงดี น่ารำคาญจริงๆ…”
เงาของเขาค่อยๆ ไกลออกไป และเสียงพึมพำก็เบาลงจนไม่ได้ยิน ผมไม่แน่ใจว่าเขาพูดอะไรต่อ…แต่ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจผม
เมื่อเทียบกับเมื่อคืน จางเฉียงดูเหมือนเปลี่ยนไปมาก นอกจากกลิ่นเหม็นคาวที่ยังคงเดิมแล้ว ตัวเขาเองกลับดูเหมือนคนซึมเซาและไร้ความคิด เหมือนเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาตายไปแล้วจริงๆ หรือเปล่า…
[1] เป็นความเชื่อพื้นบ้านของจีนที่ว่า คนเรามีไฟสามดวง ที่หัวหนึ่งดวงและที่ไหล่อีกสองดวง เมื่อใดก็ตามที่ไฟดับลงจะเป็นการเปิดโอกาสให้วิญญาณทำร้ายหรือเข้าสิงได้