ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 11 ลุงขายหมึกเสนอช่วยด้วยสองหมื่นหยวน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 11 ลุงขายหมึกเสนอช่วยด้วยสองหมื่นหยวน
ลุงขายหมึกพูดจาตรงไปตรงมา พูดจบก็หมุนตัวเดินนำไปทันที
ท่าทางของเขาดูเหมือนจะมีฝีมือจริงๆ ไม่ใช่แค่คนธรรมดา ผมรีบเดินตามไปอย่างไม่ลังเล เพราะมาที่นี่ก็เพื่อหาเขาโดยเฉพาะ
วันนี้แผงของลุงตั้งอยู่ในมุมเงียบๆ ตรงปากซอยแห่งหนึ่งซึ่งแทบไม่มีคนเดินผ่าน เมื่อมาถึงแผงของตัวเอง ลุงขายหมึกก็หยิบหมึกออกมาสองสามตัว จุดไฟ แล้วเริ่มย่างหมึกอย่างใจเย็น ท่าทางดูผ่อนคลายราวกับไม่มีอะไรน่ากังวล
ผมมองเขาอยู่สักพัก พยายามคิดว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดี แต่ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยอะไร ลุงกลับพูดขึ้นมาก่อน
“พ่อหนุ่ม…เมื่อวานนี้ลุงดูออกว่า ‘พลังชีวิต’ ของนายแทบไม่เหลือ แถมยังรับ ‘เหรียญนำวิญญาณ’ นั่นไปอีก ตามหลักแล้วนายควรจะไม่รอดถึงเช้านี้ด้วยซ้ำ” ลุงหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะมองมาด้วยแววตาสงสัย
“แต่ที่ลุงอยากรู้คือ…เมื่อคืนนายรอดมาได้ยังไง” ลุงขายหมึกไม่ได้เงยหน้ามองผม ยังคงจับตะหลิวกดหมึกลงบนกระทะ เสียงหมึกย่าง “ซ่าๆ” ดังจากน้ำมันที่แตกตัว กลิ่นหอมของหมึกย่างลอยมาเตะจมูกจนผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็พยายามตั้งสติ ตอบคำถามลุงไปว่า
“ลุงครับ เมื่อคืนผมเอาขี้เถ้าของกระดาษเงินกระดาษทองป้ายลงบนเสื้อ แล้วก็ถือชามกระเบื้องสีขาวติดมือไว้ตลอดทั้งคืน แบบนั้นแหละถึงรอดมาได้”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด ลุงขายหมึกก็หยุดมือกะทันหัน ราวกับคำพูดของผมไปกระตุ้นอะไรบางอย่างในใจเขา เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาประหลาดใจ แล้วพูดว่า
“อ้อ! ขี้เถ้าป้ายเสื้อ ถือชามกระเบื้อง…มิน่าล่ะเมื่อคืนนายถึงรอดมาได้ น่าสนใจ น่าสนใจมาก”
ลุงจ้องหน้าผมแล้วถามต่อด้วยความอยากรู้ “ว่าแต่วิธีนี้ นายคิดขึ้นมาเองงั้นเหรอ”
ลุงขายหมึกเบิกตาขึ้น มองผมด้วยความสนใจปนสงสัย แต่ผมส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“เปล่าครับ เป็นพี่คนส่งอาหารที่สอนผมมา”
“คนส่งอาหาร?” ลุงขายหมึกดูประหลาดใจยิ่งขึ้น
ผมจึงเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะฝนตกที่ทำให้ผมต้องหลบเข้าไปในศาลา ไปจนถึงการถูกสิ่งสกปรกบางอย่างพยายามแย่งเสื้อผ้า เล่าถึงวิธีที่ผมใช้ชามกระเบื้องสีขาวป้องกันตัว และการสวดมนต์ที่ช่วยขับไล่พวกเขาออกไป…
เมื่อฟังจบ ลุงขายหมึกไม่สามารถสงบเหมือนเดิมได้อีก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ
เขานิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจ แล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“นายก็ถือว่าเป็น ‘คนดีผีคุ้ม’ ถึงได้เจอผีน้อยที่ช่วยนายไว้แบบนั้น แต่เด็กมหาวิทยาลัยธรรมดาอย่างนายใช้แค่ชามกระเบื้องสีขาวกับการสวดมนต์ไม่กี่คำ กลับสามารถขับไล่พวกวิญญาณเร่ร่อนในศาลาไปได้หมด ถือว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ”
ผมยิ้มแหยๆ อย่างเก้อเขิน ตอนนั้นผมสวดมนต์และถือชามกระเบื้องสีขาวต่อสู้กับพวกสิ่งสกปรกเหล่านั้นก็จริง แต่กลิ่นประหลาดเหมือนมีเหมือนไม่มีที่ผมได้กลิ่นตอนนั้น ผมก็ยังไม่แน่ใจจนถึงตอนนี้ว่าเป็นไปได้ไหมที่เสี่ยวอวี่แฟนเก่าของผมจะปรากฏตัวขึ้นจริงๆ แต่ลังเลอยู่นาน ผมก็เลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้
ลุงขายหมึกเห็นผมพยักหน้า ก็ถอนหายใจยาวแล้วพูดว่า “ไม่เลวนะ นายนี่กล้าใช้ได้ ดวงคงยังไม่ถึงฆาต และในเมื่อเจอนายแล้วก็ถือเป็นวาสนาของเรา ลุงแซ่อวี๋ เรียก ‘ลุงอวี๋’ ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องของนาย ลุงจะช่วยจัดการให้เอง”
พูดจบ ลุงก็หยิบหมึกที่ย่างเสร็จแล้วส่งมาให้ผม
ผมรู้สึกดีใจอย่างมาก รับหมึกจากลุงอวี๋ด้วยความขอบคุณพลางพูดว่า “ขอบคุณครับ ลุงอวี๋”
จากนั้นผมก็ถามขึ้นว่า “ว่าแต่ลุงอวี๋ ทำไมเหรียญนั่นถึงเรียกว่า ‘เหรียญนำวิญญาณ’ ล่ะครับ แล้วทำไมช่วงนี้ผมถึงเจอแต่พวกสิ่งสกปรกพวกนั้นตลอด”
ลุงอวี๋ฟังคำถามผมจนจบ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “เหรียญนำวิญญาณน่ะ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เหรียญที่พาไปเป็นผี’ ใครที่ดวงอ่อนหรือพลังชีวิตต่ำ ถ้ารับเหรียญแบบนี้ไว้ก็ไม่แคล้วต้องตาย นายจะมองว่าเป็น ‘เหรียญเปลี่ยนชีวิต’ แบบหนึ่งก็ได้ เป็นของที่พวกสิ่งสกปรกใช้ทำเครื่องหมายไว้กับคนที่มันหมายตา เพื่อให้ง่ายต่อการดูดพลังชีวิต ที่นายเห็นพวกสิ่งสกปรกบ่อยๆ นั่นเพราะช่วงนี้ดวงไม่ดี พลังชีวิตอ่อนแอ และเข้าใกล้พวกวิญญาณบ่อยเกินไปก็เลยมองเห็นพวกนั้นได้ง่ายขึ้น
“พวกสิ่งสกปรกพวกนั้นมักจะชอบตามติดคนอย่างนายเป็นพิเศษ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ผมก็เริ่มใจไม่สงบ แต่ลุงอวี๋กลับยิ้มกว้างพลางพูดว่า “ไม่ต้องกลัวไปหรอก แค่ไล่พวกสิ่งสกปรกพวกนั้นออกไปให้หมด แล้วออกไปตากแดดบ่อยๆ ‘พลังชีวิต’ ของนายก็จะกลับมาเข้มแข็งเอง ถึงตอนนั้นนายก็จะไม่เห็นพวกสิ่งสกปรกพวกนี้อีกแล้ว
“เมื่อวานลุงพูดไว้ว่า ถ้านายกลับมาอีก ลุงจะรับ ‘เหรียญนำวิญญาณ’ จากนาย แถมเลี้ยงหมึกจนอิ่ม ลุงก็ทำตามที่พูดแล้ว รีบลองชิมดูสิ”
ผมรับหมึกในมือขึ้นมากิน พลางตอบด้วยน้ำเสียงฝืดๆ ว่า “อืม” แม้จะรู้สึกขมในใจ แต่รสชาติของหมึกครั้งนี้กลับอร่อยกว่าที่ลุงทำเมื่อวานเสียอีก
ทันใดนั้นลุงอวี๋ก็พูดขึ้นมาอีกว่า “พ่อหนุ่ม เมื่อวานลุงบอกว่าจะเลี้ยงหมึกฟรี ลุงก็ทำตามที่พูดแล้ว แต่ถ้านายอยากให้ลุงช่วยเรื่อง ‘เหรียญนำวิญญาณ’ นั่น มันก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะงั้น นายต้องจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มต่างหาก”
เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็หยุดกินทันที เงยหน้าขึ้นมองลุงอวี๋ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาดูเป็นชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างอวบอ้วน หัวล้านจนแทบไม่มีผมสักเส้น ดูมันเยิ้มไปหมด แต่ตอนนี้กลับยืนจ้องผมด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“ลุงอวี๋…ลุงคิดค่าช่วยเท่าไหร่” ผมถามออกไปโดยไม่ทันได้คิด
ผมเป็นเด็กจากชนบท เติบโตมากับปู่ ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ดีนัก รายได้หลักของครอบครัวมาจากการขายไก่ขายเป็ด และมันฝรั่งกับมันเทศที่ปลูกไว้ พอเลี้ยงชีพไปวันๆ ค่าหน่วยกิตเรียนมหาวิทยาลัยก็ต้องกู้เงินมา ส่วนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ ผมก็ต้องทำงานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอมทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาวถึงจะมีใช้ เรียกได้ว่าผมมีฐานะทางการเงินที่ค่อนข้างฝืดเคือง
ลุงอวี๋ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยกสองนิ้วขึ้นมาให้ดู หัวใจผมเต้นแรงด้วยความกังวล ลองถามออกไปแบบไม่มั่นใจพร้อมรอยยิ้มเก้อๆ
“สองร้อย?”
ลุงอวี๋ส่ายหัว
เมื่อเห็นแบบนั้น ผมก็พอเดาได้ว่าคงต้องจ่ายมากกว่านั้น และคงเกินกำลังของตัวเองแน่
ผมจึงถามต่อแบบลังเล “สองพัน?”
แต่ลุงอวี๋ก็ยังส่ายหัวเหมือนเดิม พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“สองหมื่น!” คำพูดนั้นทำให้ผมถึงกับช็อก เย็นวาบไปทั้งตัว
“สองพันก็แทบเกินกำลังผมแล้ว แต่สองหมื่นผมไม่มีทางหาได้เลย”
ลุงอวี๋เห็นสีหน้าลำบากใจของผมก็จุดบุหรี่สูบอย่างใจเย็น ก่อนจะพูดว่า “สองหมื่นไม่ได้มากอะไรเลย ตอนนี้ ‘พลังชีวิต’ ของนายต่ำจนถึงขีดสุดแล้ว แถมร่างกายนายยังเริ่มมีรอยศพขึ้นด้วย ถ้าไม่มีคนที่มีความชำนาญแบบลุงช่วยจัดการให้ รอยศพพวกนี้จะลามไปเรื่อยๆ และเมื่อพ้นคืนนี้ มันจะลามไปถึงใบหน้านาย
“และไม่ต้องหวังว่า จะใช้วิธีเดิมอย่างเอาขี้เถ้าป้ายเสื้อ หรือเอาตัวเองไปนอนในกองขี้เถ้าแล้วใช้ชามคลุมตัวไว้ ยังไงนายก็ไม่รอดอยู่ดี คืนนี้ถ้าไม่เป็นตัวตายตัวแทนของเพื่อนที่จมน้ำ นายก็จะตายด้วยเงื้อมมือของพวกสิ่งสกปรกตนอื่นๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็คงไม่มีจุดจบที่ดีแน่ๆ”
ลุงอวี๋พูดด้วยความมั่นใจ น้ำเสียงหนักแน่นเหมือนกับทุกคำพูดของเขาเป็นความจริง
หลังจากพูดจบ เขาก็สูบบุหรี่เข้าไปอีกเฮือกใหญ่ ก่อนจะเสริมว่า “นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิตของนาย สองหมื่นนี่ลุงลดให้แล้วนะ เพราะเห็นว่านายเป็นนักศึกษา อย่าลืมล่ะว่าการช่วยนาย ลุงก็มีต้นทุนเหมือนกัน…”