ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 103 เล่นบอล? งั้นนายก็เตะหัวมาสิ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 103 เล่นบอล? งั้นนายก็เตะหัวมาสิ
เด็กผีค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว แม้ผมจะรู้สึกกดดันอยู่บ้าง แต่ไม่ได้หวาดกลัว ตรงกันข้าม ผมเตรียมพร้อมเต็มที่
แต่ในตอนนั้นเอง อาจารย์ก็กล่าวเตือนอีกครั้ง “เสี่ยวเจียง ระวังตัวให้ดี อย่าปะทะโดยตรง”
ขณะเดียวกันอาจารย์ก็เปลี่ยนมุทรา หุ่นฟางที่วางอยู่บนผ้าสีเหลืองเริ่มขยับ มันค่อยๆ ยืนขึ้นราวกับมีชีวิต
พิธีกำลังจะเสร็จสมบูรณ์ ผมยิ่งไม่สามารถปล่อยให้ไอ้เด็กผีตัวนี้เข้ามาก่อกวนได้
“ไม่ต้องห่วงอาจารย์ ผมจะจัดการเอง!” ผมตอบกลับ พลางจับจ้องไปยังเด็กผีที่ยังคงเดินเข้ามาใกล้
จากสิ่งที่มันพูด ดูเหมือนมันต้องการลูกบอลคืน
แม้มันจะกลายเป็นวิญญาณร้าย แต่ดูเหมือนจิตใจยังคงเป็นเด็ก
หากปะทะกันโดยตรงคงยุ่งยาก ผมอาจใช้ความไร้เดียงสาของมันแทนได้
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว ผมจึงลองเอ่ยถาม “น้องชายอยากเล่นบอลใช่ไหม งั้นเอาลูกบอลมาใหม่ เราจะได้เล่นกันต่อ!”
เด็กผีหยุดเดินไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่มืดสนิทของมันเผยแววลังเล “พี่อยากเล่นกับผมจริงๆ เหรอ”
“แน่นอน! ฉันไม่กลัวนายอยู่แล้ว!” ผมตอบกลับทันที
เด็กผีได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ “แฮ่ๆๆ” เผยฟันแหลมเหมือนใบเลื่อย ดูน่าขนลุก
เห็นได้ชัดว่ามันดีใจมาก แต่หลังจากหัวเราะจบกลับขมวดคิ้ว
“แต่ผมไม่มีลูกบอลแล้ว จะเตะยังไงล่ะ”
ผมแสยะยิ้มเล็กน้อย ได้จังหวะตอบกลับทันที “ที่นายกำลังถืออยู่นั่นไง เตะหัวของนายมาทางนี้สิ พี่จะแสดงท่าจักรยานอากาศให้ดู!”
เด็กผีชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าที่อยู่ในอ้อมแขนของมันจะแสดงสีหน้าประหลาดใจ “พี่ทำได้จริงเหรอ”
“แน่นอน ลองเตะมาสิ!” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ จงใจล่อให้มันทำตามแผนของผม
“ได้! ได้เลย!” เด็กผีส่งเสียงดีใจ แล้วค่อยๆ ยกศีรษะของตัวเองขึ้นสูง
ขาขวาของมันงอไปข้างหลัง เตรียมตัวเตะเต็มแรง
“เตรียมรับลูกเตะสายฟ้าของผม! ถ้าพี่รับไม่ได้ หัวพี่จะระเบิดแทน!”
เสียงของเด็กผีฟังดูแหบพร่า ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกระหายเลือด
ผมแค่นหัวเราะในใจ…‘ใครกันแน่ที่จะหัวระเบิด!’
แต่ภายนอกผมยังคงรักษาท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม “มาเลย ฉันอยากเห็นนักว่าลูกเตะของนายจะร้ายกาจแค่ไหน!”
สิ้นเสียง เด็กผีปล่อยมือจากศีรษะทันที!
เด็กผีปล่อยศีรษะของตัวเองตกลงมา ขณะเดียวกันก็ยกเท้าเตะไปข้างหน้า
“ตุบ!”
ศีรษะลอยตรงมาทางผมด้วยความเร็วสูง
ผมแค่นยิ้มเย็นชา เด็กก็ยังเป็นเด็ก ต่อให้กลายเป็นผีก็ยังหลอกง่ายอยู่ดี
เมื่อศีรษะพุ่งเข้ามา
“ฟึ่บ!”
ผมชักกระบี่กระดูกปลาขึ้นมาในทันที
สายตาจับจ้องที่เป้าหมาย ก่อนแทงออกไปเต็มแรง
“ฉัวะ!”
คมกระบี่เสียบทะลุศีรษะของเด็กผีอย่างแม่นยำ
“อ๊ากกกก…!”
เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูดังสนั่น
ร่างไร้ศีรษะของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะพุ่งตรงมาทางผม
ศีรษะที่ถูกแทงทะลุเริ่มกรีดร้องเสียงแหลมสูง “ตาฉัน! แกทำให้ฉันตาบอด!”
ผมไม่เสียเวลาฟังคำโอดครวญ ใช้มือกดศีรษะของมันลงกับพื้นเต็มแรง
ยังไม่ทันที่ร่างของเด็กผีจะเข้ามาถึง ผมก็เงื้อกระบี่กระดูกปลา แล้วกระหน่ำแทงลงไปไม่ยั้ง
“หยุดนะ ฉันจะ…ฉันจะกินแก…!”
เสียงกรีดร้องของเด็กผีดังระงม ขณะที่ร่างของมันยังคงพยายามพุ่งเข้ามา
แต่ผมไม่มีความลังเลใดๆ อีกต่อไป
ในเมื่อกลายเป็นวิญญาณร้ายไปแล้ว ต่อให้เป็นเด็ก ผมก็ไม่มีวันปรานี
“ฉึกๆๆ!”
คมกระบี่ปักเข้าไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนศีรษะของมันพรุนไปทั้งแถบ
สุดท้าย…
“ปัง!”
ศีรษะนั้นระเบิดกลายเป็นหมอกดำกระจายไป
ร่างของเด็กผีสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แต่กลับไม่สลายไป
ผมสังเกตเห็นว่า หมอกดำที่แตกกระจายกำลังไหลย้อนกลับไปยังลำคอของมัน!
“ไม่ได้ผลงั้นหรือ…”
ผมขมวดคิ้ว ทันใดนั้นเอง ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผีแต่ละประเภทมีวิธีจัดการที่ต่างกัน
เช่น ผีแขวนคอที่ต้องโจมตีลิ้น หรือผีไร้หัวแบบนี้ที่แค่ทำลายศีรษะอาจไม่เพียงพอ ต้องกำจัดร่างของมันด้วย!
ผมไม่รอให้หมอกดำรวมตัวขึ้นใหม่ รีบฟาดแส้กระดูกงูออกไปอย่างรวดเร็ว
“เพียะ!”
แส้ตวัดพันร่างของเด็กผีเอาไว้ ก่อนที่ผมจะกระชากมันเข้ามาอย่างแรง
ร่างของเด็กผีลอยข้ามพื้นตรงเข้ามาหาผมในพริบตา
ผมเงื้อกระบี่กระดูกปลาในมือ แล้วปักทะลวงลงไปกลางอกของมันทันทีโดยไร้ซึ่งความลังเล ไม่มีความปรานีใดๆ
คมกระบี่เสียบทะลุร่างของเด็กผีในเสี้ยววินาที ก่อนที่เสียงกรีดร้องอันโหยหวนจะดังขึ้นอีกครั้ง
“อ๊ากกกก!!”
ร่างของเด็กผีสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หมอกดำที่รวมตัวอยู่บริเวณลำคอเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นศีรษะที่พร่ามัว ใบหน้าของมันบิดเบี้ยว พร้อมแผดเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู
แต่ผมไม่ปล่อยให้มันได้พักหายใจ หลังจากที่ฟันไปหนึ่งที ผมก็รีบดึงยันต์สะกดวิญญาณออกมา
ไม่มีทางให้มันได้ตั้งตัว ไม่มีแม้แต่โอกาสให้ขยับ
ทันทีที่ยันต์สัมผัสร่างของเด็กผี
“ฟุ่บ!” เสียงระเบิดของพลังยันต์ดังขึ้น
คลื่นพลังร้อนแรงปะทุออกมารอบตัว เด็กผีกรีดร้องเสียงโหยหวน
ร่างของมันกระเด็นไปไกลกว่าสามเมตร ก่อนจะนอนแน่นิ่งกับพื้น แสงสีดำรอบตัวเริ่มจางลง
หมอกดำบางๆ ลอยออกมาจากร่างมันอย่างต่อเนื่อง…
มันพยายามขยับร่างที่บิดเบี้ยวของตัวเอง เสียงแหบพร่าดังออกมาเป็นครั้งสุดท้าย
“กิน…กินแก…”
ร่างของมันระเบิดออกกลายเป็นเปลวไฟสีเขียว แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เสียงหัวเราะของอาจารย์ดังขึ้นจากข้างหลัง “ฮ่าๆๆ เจ้าเด็กนี่เก่งใช้ได้เลย เข้าวงการมาไม่นาน แต่ทั้งกล้าหาญและฉลาด รู้จักใช้จิตใจของเด็กมาหลอกล่อมันเสียด้วย…”
ผมหันกลับไปหาอาจารย์ที่ยังคงนั่งทำพิธีเรียกวิญญาณอยู่ที่เดิม
“อาจารย์สอนมาดีน่ะ!” ผมหัวเราะตอบกลับไป
อาจารย์ยิ้มพึงพอใจ เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจกับวิธีที่ผมจัดการเด็กผี
จากนั้นอาจารย์เปลี่ยนมุทรา พร้อมกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “หลี่เสี่ยวหมิ่น กลับมา…”
ครั้งนี้ เสียงของเขาหนักแน่นกว่าครั้งก่อนมาก
หุ่นฟางที่วางอยู่บนผ้าสีเหลืองสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาแน่นิ่งอีกครั้ง
อาจารย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เปลี่ยนมุทราอีกครั้ง แล้วแตะนิ้วลงบนหุ่นฟาง พร้อมกล่าวว่า “ทั่วทั้งโลกหล้า หล่อเลี้ยงสรรพชีพ หมื่นภาวนา กายาส่องแสง บัญชา!”
สิ้นเสียงบัญชา หุ่นฟางที่วางอยู่บนผ้าสีเหลืองลุกไหม้ทันที
เปลวไฟลุกโชนทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย
หรือนี่หมายความว่าพิธีเรียกวิญญาณสำเร็จ? หลี่เสี่ยวหมิ่นกลับมาแล้ว?
ผมรีบกวาดตามองไปรอบๆ แต่บริเวณโดยรอบยังคงว่างเปล่า ไม่มีเงาของวิญญาณแม้แต่ดวงเดียว มีเพียงผมกับอาจารย์เท่านั้น
ผมก้าวเข้าไปใกล้อาจารย์ ขณะที่เขายังคงจ้องมองหุ่นฟางที่กำลังลุกไหม้
อาจารย์หยิบกระดาษยันต์สีเหลืองเปล่าขึ้นมา แล้วนำไปแตะที่เปลวไฟบนตัวหุ่นฟาง
ผมไม่รู้ว่าอาจารย์กำลังทำอะไร แต่เมื่อเห็นว่าหุ่นฟางเผาไหม้จนหมดแล้วจึงถามขึ้น “อาจารย์ เรียกวิญญาณของหลี่เสี่ยวหมิ่นกลับมาไม่ได้หรือครับ”
อาจารย์หยิบกระดาษยันต์ที่ผ่านเปลวไฟขึ้นมา ก่อนจะเริ่มพับเป็นรูปร่างบางอย่าง จากนั้นจึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใช่ เรียกกลับมาไม่ได้ แต่เธออยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก ในเมื่อเรียกกลับมาไม่ได้ พวกเราก็ต้องไปหาเธอเอง…”