ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 108 ระหว่างความเป็นความตาย ฝึกฝ่ามืออัสนีด้วยตนเอง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 108 ระหว่างความเป็นความตาย ฝึกฝ่ามืออัสนีด้วยตนเอง
ผมเป็นแค่เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการมาได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น
แม้ผมจะพยายามทุกวิถีทาง ต่อสู้กับวิญญาณอาฆาตจนถึงที่สุด แต่สุดท้าย ต่อหน้าปราณต้นกำเนิดอันแท้จริง ผมก็ไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังไม่สามารถยื้อเวลาไว้จนกว่าอาจารย์จะมาถึงได้
ในวินาทีนั้น ผมคิดว่าตัวเองคงต้องตายแล้วแน่ๆ ด้วยรับรู้ได้ถึงลิ้นของวิญญาณอาฆาตที่กำลังดูดกลืนเลือดของผม รู้สึกถึงปราณต้นกำเนิดที่ถูกดูดไปทีละน้อย
จบแล้ว…ผมกำลังจะตายงั้นเหรอ
ความไม่ยินยอมอย่างแรงกล้าก่อตัวขึ้นในใจ
แม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ แต่ผมก็ยังคงดิ้นรนสุดกำลัง
ผมยังไม่ได้ช่วยเสี่ยวอวี่ออกมา ยังไม่รู้เลยว่าเธอเจอเรื่องอะไรบ้าง
ผมจะมาตายที่นี่ไม่ได้!
ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าทำให้มือของผมขยับได้เล็กน้อย แต่ก็แค่ปลายนิ้วเท่านั้น ร่างกายและแขนขาทั้งหมดยังคงถูกวิญญาณอาฆาตนั้นตรึงไว้อย่างแน่นหนา
ถ้าจะหนีออกไป…อาจเหลือเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
มันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ แต่ผมต้องลองดู!
ผมพยายามรับรู้ถึงปราณต้นกำเนิดในจุดตันเถียน
ในขณะเดียวกันผมก็นึกถึงวิชาสายฟ้าของอาจารย์เมื่อตะกี้
ผมจำได้อย่างแม่นยำว่าตอนที่อาจารย์ผสานมุทรา เขาเปลี่ยนมุทราทั้งหมดเจ็ดครั้ง
มือซ้ายของผมเริ่มสั่นไหวเบาๆ พยายามผสานมุทราเลียนแบบอาจารย์ด้วยมือเดียว
เมื่อความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า สมาธิของผมก็พุ่งสูงสุด
ร่างกายผมเหมือนเข้าสู่สภาวะพิเศษที่อธิบายไม่ได้ในชั่วพริบตา
ทุกครั้งที่ผสานมุทรา ผมรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของปราณต้นกำเนิดในร่างกาย มันเริ่มเคลื่อนที่เป็นจังหวะตามการเปลี่ยนแปลงของมุทรา
แต่วิญญาณอาฆาตนั้นยังคงดูดเลือดผมอย่างตื่นเต้น เสียงพึมพำดังลอดออกมาจากปากของมัน “โอ้…เลือดลมของแกบริสุทธิ์ยิ่งนัก…ดีมาก! ฉันจะดูดเลือดของแกให้หมด ปราณต้นกำเนิดของฉันจะได้ฟื้นกลับมา…”
วิญญาณอาฆาตอ้าปากกว้าง ดูดเลือดอย่างสุขสม
แต่มันไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า มือซ้ายของผมที่ซ่อนไว้ด้านหลังกำลังผสานมุทราอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผสานมุทราครบเจ็ดท่า แขนของผมก็รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่แล่นผ่าน
ในชั่วพริบตาเดียว ความรู้สึกชานี้ก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านอยู่ในร่างกาย
ด้วยอำนาจของมุทรา ผมสามารถควบคุมทิศทางของปราณต้นกำเนิดนั้นได้อย่างง่ายดาย ร่างกายที่ขยับไม่ได้ก่อนหน้านี้…ทันใดนั้นก็กลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง
ผมขยับได้แล้ว! ผมพูดได้แล้ว!
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว รวมปราณต้นกำเนิดทั้งหมดไปที่มือขวาทันที
“เปรี๊ยะ…เปรี๊ยะๆๆ…”
เสียงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ดังแว่วอยู่ข้างหู สายฟ้าเส้นเล็กๆ เต้นระบำอยู่บนมือขวาของผม
วิญญาณอาฆาตที่กำลังดูดกลืนเลือดของผมสังเกตเห็นความผิดปกติ
ดวงตาที่อยู่บนหน้าผากมันกลอกเล็กน้อย ก่อนจะเอียงศีรษะมองมือที่ผมซ่อนไว้ด้านหลัง
แต่ในชั่วขณะนั้นเอง ผมก็เปล่งคำร่ายคาถาสายฟ้าของอาจารย์ออกมา
“วิชาสายฟ้า ฝ่ามืออัสนี!”
ทันทีที่คำร่ายดังขึ้น ผมก็ยกมือขวาที่อัดแน่นไปด้วยปราณต้นกำเนิดฟาดลงไป
ฝ่ามือของผมกระแทกเข้ากับลิ้นสีแดงของวิญญาณอาฆาตที่พันร่างผมไว้
ทันใดนั้นสายฟ้าสีขาวก็พุ่งออกมา
เสียง “เปรี๊ยะ!” ดังสนั่น สายฟ้าระเบิดกระจายออกตรงหน้าผม
แม้พลังของมันจะยังห่างไกลจากที่อาจารย์เคยใช้ แต่มันก็สามารถตัดลิ้นของวิญญาณอาฆาตออกเป็นสองท่อนได้
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น วิญญาณอาฆาตสะบัดตัวถอยไปอย่างรุนแรง พร้อมกับดึงส่วนที่เหลือของลิ้นกลับไปอย่างเร่งรีบ
ผมที่เคยถูกแขวนอยู่กลางอากาศร่วงลงกับพื้นตามแรงโน้มถ่วง
ลิ้นที่ยังเหลือซึ่งพันร่างและกัดเข้าที่ลำคอของผมพลันกลายเป็นเปลวเพลิงสีฟ้า และมลายหายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีมาก่อน
บนร่างของผมเหลือเพียงรอยขีดข่วนเป็นทางยาว และบาดแผลจากการกัดที่คอซึ่งยังมีเลือดไหลออกมาเป็นสาย
ร่างกายของผมสั่นสะท้าน ความรู้สึกเหมือนปราณต้นกำเนิดถูกสูบออกไปจนเกือบหมด
อาการเวียนศีรษะทำให้ทุกสิ่งพร่าเลือน แต่ผมไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนั้น
ผมกัดฟันสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหมุนตัวพุ่งตรงไปยังถุงเครื่องมือของอาจารย์
กระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูของผมถูกทิ้งอยู่ไกลเกินเอื้อมถึง แต่ในถุงเครื่องมือของอาจารย์มีอุปกรณ์ปราบวิญญาณร้ายมากมาย
ในขณะเดียวกันวิญญาณอาฆาตที่ถูกสายฟ้าฟาดจนลิ้นขาดก็แสดงท่าทางเกรี้ยวกราดสุดขีด
ปากของมันเต็มไปด้วยโลหิตสีดำสนิท ปลายลิ้นที่ขาดห้อยอยู่ตรงริมฝีปากอย่างน่าสยดสยอง
มันจ้องมาที่ผมด้วยดวงตาโกรธแค้น ก่อนจะตะคอกเสียงต่ำ “ไอ้เวร! คิดไม่ถึงว่าแกจะใช้วิชาสายฟ้าได้! น่ารังเกียจ น่ารังเกียจนัก!”
กล่าวจบ มันก็เงื้อกรงเล็บอันแหลมคมพุ่งทะยานเข้าหาผมอย่างดุร้าย
แต่ผมไม่หยุดมือแม้แต่วินาทีเดียว ในที่สุดผมก็มาถึงถุงเครื่องมือของอาจารย์!
ผมไม่มีเวลามองดูว่ามีอะไรอยู่ข้างใน คว้าอะไรได้ก็เอาออกมาอย่างเร่งรีบ
สิ่งแรกที่ผมคว้าออกมาได้คือวัตถุสีดำหนักๆ ก้อนหนึ่ง มันมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม รูปร่างคล้ายตราประทับโบราณ
ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะอาจารย์ไม่เคยกล่าวถึงมันมาก่อน แต่ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ ผมไม่มีเวลาคิดให้มากความ
ผมกระชับก้อนเหล็กในมือแน่น แล้วเหวี่ยงมันเข้าใส่วิญญาณอาฆาตที่พุ่งเข้ามา
มันยกกรงเล็บขึ้นหมายจะปัดป้อง!
เสียง “ปัง!” ดังสนั่น ก้อนเหล็กหนักอึ้งนั้นราวกับมีน้ำหนักนับพันชั่ง วิญญาณอาฆาตไม่อาจต้านทานได้
มันถูกกระแทกล้มลงไปกับพื้นทันที
ผมตกตะลึง นี่มันของวิเศษอะไรกัน เหตุใดจึงทรงพลังถึงเพียงนี้
ขณะที่ผมยังคงตกอยู่ในความประหลาดใจ วิญญาณอาฆาตก็คำรามอย่างดุร้ายและลุกขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนผมเองก็หยิบของชิ้นที่สองออกมาจากถุงเครื่องมือของอาจารย์
มันคือธงสามเหลี่ยมผืนเล็ก บนนั้นมีสัญลักษณ์หยินหยางขาวดำ แต่ผมไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร
ไม่มีเวลาคิดมาก ผมจึงเหวี่ยงมันไปทางวิญญาณอาฆาตทันที
เสียง “ฉวับ!” ดังขึ้น ธงสามเหลี่ยมลอยออกไปเหมือนดาวกระจาย
แต่ดูเหมือนของสิ่งนี้จะไม่ทรงพลังเท่ากับก้อนเหล็กเมื่อครู่ อีกทั้งวิญญาณอาฆาตยังหลบได้อย่างง่ายดาย และไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น
แล้วมันก็พุ่งตรงมาหาผมทันที!
กรงเล็บคมกริบฟาดลงมาตรงใบหน้าผม จิตสังหารเด่นชัด
มันต้องการสังหารผมให้ตายในครั้งเดียว!
“ตายซะ!”
ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านร่าง ความตายกำลังเข้าประชิด
ไม่มีทางเลือก ผมล้วงเข้าไปในถุงเครื่องมือของอาจารย์อีกครั้ง และคว้าสิ่งของชิ้นที่สามออกมา แล้วยกขึ้นมาป้องกันโดยสัญชาตญาณ
เสียง “โครม!” ดังสนั่น ผมรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลราวกับถูกภูเขาถล่มใส่
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็คือ หลังจากที่มันโจมตีของในมือผม แสงสีทองก็เปล่งประกายขึ้นมาเป็นจุดเล็กๆ
แล้วทันใดนั้น เสียง “ตูม!” ก็ดังขึ้น
วิญญาณอาฆาตถูกพลังมหาศาลซัดกระเด็น ลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง
มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
ตอนนั้นเอง ผมจึงได้เห็นชัดเจนว่าสิ่งที่อยู่ในมือผมคืออะไร
มันคือกระจกสำริดโบราณ!
ด้านหลังของกระจกมีสัญลักษณ์ยันต์แปดทิศหยินหยางสลักอยู่
ผมดีใจอย่างมากเมื่อเห็นว่าสิ่งนี้ทรงพลังเพียงใด
ผมกระชับกระจกในมือแน่น แล้วใช้มืออีกข้างล้วงเข้าไปในถุงเครื่องมืออีกครั้ง
คราวนี้ ผมหยิบเอาตะขอเหล็กออกมา
ตะขอนี้ผมเคยเห็นมาก่อน มันคล้ายกับตะขอที่ใช้เกี่ยวตอนจะฆ่าหมูในช่วงเทศกาล
แต่สิ่งนี้เป็นตะขอที่มีข้อต่อหลายชั้น และมีหนามแหลมอยู่ด้านหลัง
ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ในเมื่อมันอยู่ในถุงของอาจารย์ก็คงต้องเป็นของวิเศษปราบวิญญาณร้ายอย่างแน่นอน
ผมถือกระจกสำริดไว้ในมือหนึ่ง และตะขอเหล็กในอีกมือหนึ่ง แล้วพุ่งตรงเข้าไปหาวิญญาณอาฆาตทันที!
ไม่ใช่เพราะผมอยากตาย แต่เพราะผมเห็นว่าหลังจากถูกกระจกสำริดเล่นงาน วิญญาณอาฆาตกำลังทรมานและยังลุกขึ้นมาไม่ไหว
โบราณว่าไว้ ‘ศัตรูล้มให้ซ้ำ’
ถ้าผมไม่ฆ่ามันตอนนี้ เมื่อมันฟื้นตัวขึ้นมา คนที่ต้องตายคงเป็นผม เพราะผมไม่มีทางวิ่งหนีได้เร็วไปกว่าผี
และก็ไม่รู้ว่าอาจารย์จะกลับมาเมื่อไร
มีเพียงฆ่ามันซะ ถึงจะปลอดภัยที่สุด!