ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 12 พ่อครัวคนตาย
การจ้างคนให้ช่วยงานแล้วต้องจ่ายค่าตอบแทน มันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เงินสองหมื่น ผมจะไปเอามาจากไหนกัน
ผมพูดด้วยความลำบากใจว่า “ลุงอวี๋ ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น ฐานะทางบ้านก็ไม่ดี ลุงพอจะลดให้ได้ไหมครับ”
จากนั้นผมก็อธิบายสถานการณ์ของตัวเองให้ลุงฟังอย่างคร่าวๆ บอกว่าผมไม่มีทางหาเงินสองหมื่นได้เลย
ในตอนแรก ผมคิดว่าลุงอวี๋คงจะต่อรองราคากับผมสักหน่อย หรือไม่ก็อาจจะให้ผมไปกู้เงินออนไลน์มา แต่ใครจะรู้ ลุงอวี๋แค่ยิ้มแล้วพูดอย่างสบายๆ พร้อมโบกมือเบาๆ ว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ถ้าลุงอยากหาเงินอย่างเดียว คงไม่มานั่งขายหมึกอยู่หน้ามหาวิทยาลัยแบบนี้หรอก ลุงให้ผ่อนจ่ายได้ ค่อยๆ ใช้คืนเมื่อไหร่ก็ได้ หรือจะรอจนกว่านายทำงานมีเงินแล้วค่อยจ่ายก็ยังได้ ลุงไม่ต้องการให้เขียนใบยืนยันหนี้อะไรทั้งนั้น
“แต่สองหมื่นนี่ ลดให้ไม่ได้ นายแค่พยักหน้าตอบตกลงกับลุงก็พอ”
เมื่อได้ยินคำพูดของลุง ผมก็ถึงกับงงไปพักใหญ่ ทำธุรกิจแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ ให้ติดหนี้ได้แล้วยังไม่ต้องเขียนใบยืนยันหนี้อีก ขอแค่พูดตกลงปากเปล่า?
‘ต่อให้ขึ้นศาลก็แพ้อยู่ดี แบบนี้มันต่างอะไรกับการให้ฟรี’
ผมคิดอย่างแปลกใจ ลุงอวี๋เห็นสีหน้าผมก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “บางคนทำเพื่อเงิน แต่บางคนทำเพื่ออย่างอื่น ราคาที่ลุงบอกไป มันเป็นกฎของสายงานนี้ จะลดให้ไม่ได้แม้แต่หยวนเดียว นายแค่ต้องตอบตกลงให้ชัดๆ ตรงนี้ก็พอ
“แล้วลองคิดดูสิ คนเยอะแยะในโลกนี้ แต่นายกลับมาเจอลุง มันก็คงเป็นวาสนาของเราทั้งคู่
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน นายแค่จ่ายเงินมัดจำลุงมาสามร้อยหยวนก็พอ ลุงถือว่าช่วยนายสั่งสมบุญ และได้ใช้วิชาเก่าของลุงบ้าง”
ลุงอวี๋พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ผมฟังแล้วก็เข้าใจทุกอย่าง สองหมื่นน่ะเป็นราคามาตรฐานของเขาและเป็นกฎในสายงานนี้ แต่สำหรับผม ลุงอวี๋เรียกเก็บเพียงสามร้อยหยวนเท่านั้น ในตอนนั้นผมรู้สึกประทับใจมาก ลุงอวี๋เป็นคนที่ใจดีจริงๆ
ผมพยักหน้าแล้วตอบตกลงว่า “ได้เลยครับลุงอวี๋ ผมตกลง”
พูดจบ ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกนจ่ายเงินให้ลุงอวี๋ทันที เมื่อเงินเข้า ลุงอวี๋ก็ “อืม” สั้นๆ จากนั้นเขาก็เริ่มเก็บของที่แผงขายหมึก และยังขอให้ผมช่วยเก็บด้วย ระหว่างนั้นผมก็ถามลุงว่า “คืนนี้ผมควรทำยังไงดีครับ มีวิธีไหนที่ช่วยไม่ให้พวกสิ่งสกปรกตามติดอีกไหม”
ลุงอวี๋ตอบอย่างเรียบๆ ด้วยท่าทีสงบว่า “คนยังรู้จักมารยาทและความสัมพันธ์ในสังคม ผีก็รู้จักความอ่อนโยนและความเย็นชาด้วยเหมือนกัน
“อย่าดูถูกลุงว่าเป็นแค่คนขายหมึกย่างนะ ความจริงแล้วลุงเคยเป็น ‘พ่อครัวคนตาย’ มาก่อน”
“พ่อครัวคนตาย?” ผมมองหน้าลุงอวี๋ด้วยความแปลกใจ
พ่อครัวธรรมดาน่ะ ผมรู้จัก แต่ ‘พ่อครัวคนตาย’ นี่สิ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
ลุงอวี๋เห็นสีหน้าสงสัยของผมก็ยิ้มก่อนจะอธิบายว่า “พวกที่ทำอาหารให้คนกินเรียกว่าพ่อครัวธรรมดา หรือ ‘พ่อครัวคนเป็น’ เหมือนพวกเชฟในร้านอาหารทั่วไป แต่ลุงนี่สิ เป็นพวกที่ทำอาหารให้คนตาย เลยเรียกว่า ‘พ่อครัวคนตาย’ “
ผมเองไม่เคยได้ยินหรือเจออาชีพแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อคิดว่ามีการแบ่งระหว่าง ‘คนเป็น’ กับ ‘คนตาย’ แบบนี้ ก็คงมีความแตกต่างหรือเงื่อนไขบางอย่างที่สำคัญ
มันอาจจะเหมือนการผ่าตัดทั่วไปกับการชำแหละศพ ความต่างคืออันหนึ่งช่วยชีวิต อีกอันใช้กับความตาย
ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะอยากฟังสิ่งที่ลุงเล่าต่อไป ลุงอวี๋เริ่มอธิบายให้ผมฟังเกี่ยวกับความสามารถของเขา และวิธีที่เขาจะช่วยผมในคืนนี้
เขาเล่าว่า ‘พ่อครัวคนตาย’ นั้นแตกต่างจาก ‘พ่อครัวคนเป็น’
พ่อครัวคนเป็นทำอาหารให้คนกิน ต้องคำนึงถึง ‘สี กลิ่น และรสชาติที่ครบถ้วน’ เพื่อทำให้คนกินมีความสุข
แต่พ่อครัวคนตายทำอาหารให้พวกสิ่งสกปรกหรือผี กฎเกณฑ์จึงต่างออกไป พวกเขาคำนึงถึง ‘ความจริง ความดี และความงาม’ เพื่อทำให้ผีได้รับผลในเชิงบวก
ในสมัยโบราณอาหารเซ่นไหว้ เช่น ‘สามเซ่น’ หรือ ‘แปดเซ่น’ ล้วนแต่เป็นฝีมือของพ่อครัวคนตายทั้งสิ้น
พ่อครัวคนเป็นทำงานตอนกลางวัน จุดไฟหุงหาอาหารให้คน แต่พ่อครัวคนตายจะเปิดเตาทำอาหารในตอนกลางคืน คนที่กินอาหารคนเป็นจะมีสุขภาพแข็งแรงและจิตใจแจ่มใส ส่วนพวกสิ่งสกปรกที่ได้กินอาหารคนตายก็จะสามารถสลายความคับแค้น ขจัดความชั่วร้าย และส่งผลให้วิญญาณนั้นเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดได้
ลุงบอกว่า ถึงแม้เขาจะเป็นแค่พ่อครัวคนตาย ไม่ได้เป็นปรมาจารย์ที่ใช้ ‘ยันต์สีเหลือง’ หรือถือ ‘กระบี่ไม้’ แบบคนอื่นๆ แต่พวกพ่อครัวคนตายก็มีวิธีช่วยให้พ้นภัยเหมือนกัน
คืนนี้ ลุงจะใช้วิธีของพ่อครัวคนตายทำ ‘อาหารส่งวิญญาณ’ หกจานให้ผม โดยอาหารเหล่านี้จะเป็นเครื่องเซ่นที่ช่วยปลอบโยนวิญญาณ ให้พวกเขาระลึกถึง ‘ความจริง ความดี และความงาม’ ขจัดความแค้นและพลังชั่วร้ายในตัวพวกเขา และส่งพวกเขาเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิด ตราบใดที่ส่งวิญญาณที่ตามติดผมไปแล้ว เรื่องของผมก็จะถือว่าแก้ไขได้เรียบร้อย
ในสายงานนี้ วิธีของลุงเรียกว่า ‘การส่งแบบนุ่มนวล’ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เชิญผีมากินข้าว’
เมื่อผีที่ตามติดผมจากไปแล้ว ผมเพียงแค่ต้องออกไปตากแดดบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังลบ ชีวิตผมก็จะกลับสู่ปกติได้เอง
ลุงอวี๋เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานแม้เขาอยากจะช่วย แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดและพลังของเขาในตอนนั้น ก็ไม่สามารถทำ ‘อาหารส่งวิญญาณ’ หกจานได้ทันในเวลาอันสั้น ผมเลยต้องพึ่งโชคช่วยเอาเอง แต่ใครจะไปคิดว่าผมจะรอดมาได้ ซึ่งแสดงว่าผมกับเขาคงมีวาสนาต่อกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่วันนี้เมื่อเขาเห็นผมที่ถนน ลุงอวี๋ถึงเดินเข้ามาทัก และเกิดเหตุการณ์ที่ตามมาทั้งหมดนี้
ผมรู้สึกขอบคุณลุงอวี๋อย่างมากที่ยอมยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ได้ติดใจกับเรื่องเมื่อวานหรือวันนี้เลย พร้อมกันนั้นผมก็ได้รู้ว่าบนโลกนี้มีอาชีพที่แปลกประหลาดแบบนี้อยู่จริงๆ อาชีพที่สามารถทำอาหารเพื่อส่งวิญญาณให้ไปสู่สุคติ ลุงอวี๋ทำให้ผมเริ่มรู้สึกเคารพในตัวเขามากขึ้น
เราสองคนช่วยกันเข็นรถเข็นผ่านตลาดสด ตอนนั้นลุงอวี๋บอกให้ผมรออยู่ข้างนอก แล้วเขาก็เดินเข้าไปในตลาดเพียงลำพัง เพื่อซื้อวัตถุดิบที่ต้องใช้ในคืนนี้
ผมรออยู่ประมาณยี่สิบนาทีได้ ลุงอวี๋ถึงกลับออกมาพร้อมกับวัตถุดิบสองถุงใหญ่ ในนั้นมีทั้งไก่ ปลา และเนื้อ
ตอนนั้นผมถึงกับงง เพราะเงินสามร้อยที่ผมจ่ายไปไม่น่าจะพอสำหรับค่าวัตถุดิบพวกนี้เลย ยังไม่นับรวมค่าแรงของลุง หรือเวลาที่เขาเสียไปเพื่อช่วยผม
แต่ลุงอวี๋ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยังเต็มใจช่วยผมอย่างจริงใจ นอกจากความรู้สึกขอบคุณแล้ว ผมก็ไม่รู้จะใช้คำไหนมาบรรยายความรู้สึกที่มีต่อลุงอวี๋ได้อีก ในกระเป๋าของผมแทบไม่มีเงินเหลือ จึงไม่สามารถตอบแทนเขาได้มากไปกว่านี้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงจดจำบุญคุณนี้ไว้ในใจ
ผมคิดในใจว่า หากผ่านคืนนี้ไปได้ วันหน้าผมจะต้องหาทางตอบแทนลุงอวี๋อย่างยิ่งใหญ่
แต่ดูเหมือนลุงอวี๋จะมองออก เขาเพียงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ลุงช่วยเพราะวาสนา ไม่ได้ช่วยเพราะหวังเงิน”
ลุงพาผมเดินต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง จนมาถึงตรอกเล็กๆ ด้านหลังถนนมหาวิทยาลัย
ห้องเช่าของลุงอยู่ที่นี่ เป็นห้องเล็กๆ ชั้นล่างที่มีห้องนอนและห้องนั่งเล่นในตัว สภาพค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม
หลังจากเข็นรถเข็นไปเก็บเข้าที่ ลุงอวี๋ดูนาฬิกาแล้วพูดว่า
“ตอนนี้ห้าโมงสิบนาที เวลาอาจจะกระชั้นชิดไปหน่อย แต่ยังทันอยู่
“เสี่ยวเจียง มาช่วยหน่อย ฆ่าไก่แล้วเอาเลือดมันใส่ถ้วยมา ตอนนี้ลุงจะเริ่มทำ ‘อาหารส่งวิญญาณ’ แล้ว”
“ได้เลยครับลุงอวี๋!” ผมตอบรับทันที ก่อนจะยกไก่ตัวใหญ่ที่ถูกมัดไว้อย่างดี เดินไปหยิบมีดกับชาม จากนั้นก็ออกไปที่หน้าประตูเพื่อฆ่าไก่ สำหรับนักศึกษาแพทย์อย่างผม การฆ่าไก่ไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่ระบุตำแหน่งเส้นเลือดกับหลอดลมให้ถูก ถอนขน แล้วใช้มีดเฉือนทีเดียวก็เสร็จ ไก่ดิ้นพล่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เลือดอุ่นๆ จะไหลออกมาจนเกือบเต็มชาม
ผมยื่นชามเลือดไก่ให้ลุงอวี๋ที่กำลังนวดแป้งอยู่ ลุงรับไปแล้วเทลงในแป้งที่เพิ่งผสมเสร็จ แป้งสีขาวสะอาดตาถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงสดด้วยเลือดไก่ทันที กลิ่นคาวของเลือดไก่ลอยอบอวลไปทั่ว แต่ลุงอวี๋พูดด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า
“อย่าดูถูกแป้งผสมเลือดไก่นี่ ถึงมันจะคาวและน่าขยะแขยง แต่ ‘อาหารส่งวิญญาณ’ จานแรก ต้องทำจากแป้งนี้แหละ มันจะกลายเป็น ‘ขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่’…”