ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 13 หกอาหารเซ่นผี แต่ละจานล้วนแปลกประหลาด
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 13 หกอาหารเซ่นผี แต่ละจานล้วนแปลกประหลาด
ผมรู้จักขนมกุ้ยฮวา และก็เคยเห็นขนมกุ้ยฮวามาแล้ว แต่สำหรับขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเคยได้ยิน
ลุงอวี๋นวดแป้งไปพลางอธิบายไปพลางว่า “คนเป็นมีอาหารของคนเป็น คนตายก็มีอาหารของคนตาย ‘อาหารส่งวิญญาณ’ จานแรกของหกจานนี้ก็คือ ‘ขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่’ ผีกินขนมกุ้ยฮวาแล้วจะรู้สึกหวานชื่นในใจ ต่อให้เป็นผีดุร้ายแค่ไหน แค่ได้กินขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่ของลุง ก็จะลดความอาฆาตลงได้ถึงสามส่วน”
ลุงอวี๋พูดด้วยความมั่นใจ น้ำเสียงหนักแน่น มือที่นวดแป้งและโรยแป้งนั้นดูคล่องแคล่วราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
ในขณะเดียวกัน ลุงก็สั่งให้ผมถอนขนไก่ที่เพิ่งฆ่าไปให้เสร็จ จากนั้นให้ออกไปที่สวนหย่อมข้างนอก เพื่อขุดหา ‘ไส้เดือนดิน’ มาให้ได้สามสิบแปดตัว
ลุงยังบอกอีกว่า อาหารส่งวิญญาณจานที่สองคือ ‘ไก่ตุ๋นมังกรดิน’ ซึ่งมังกรดินในที่นี้ก็คือไส้เดือน
แค่ได้ยินชื่อ ‘ไก่ตุ๋นมังกรดิน’ ก็ทำให้ผมรู้สึกขนลุกจนท้องไส้ปั่นป่วน แต่ผมก็รู้ว่า ไส้เดือนแม้จะดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสมุนไพรจีนที่ใช้บำรุงร่างกายได้ มีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับปัสสาวะ ในวงการแพทย์แผนจีนจึงเรียกมันว่า ‘มังกรดิน’
ลุงอวี๋เสริมว่า “ผีกินไก่ตุ๋น หัวใจเบิกบาน เรื่องร้ายกลายเป็นดี”
จากนั้นเขาก็แนะนำชื่อและสรรพคุณของอาหารจานอื่นๆ ที่จะทำในคืนนี้ให้ผมฟัง
อาหารคนตายจานที่สามชื่อว่า ‘หมูตุ๋นเปลือกต้นไหว’ ใช้เปลือกของต้นไหวแก่ผสมกับเนื้อสันคอหมูที่เป็นส่วนของต่อมน้ำเหลืองและจุดปล่อยเลือด[1] แต่ห้ามต้มจนสุก
ลุงอธิบายว่า “ผีกินหมูตุ๋น จะมีเลือดมีเนื้อ”
อาหารจานที่สี่ชื่อว่า ‘ผัดผักน้ำมันเนื้อวัว’ ซึ่งจานนี้ดูเหมือนจะปกติมากที่สุด แต่กลิ่นน้ำมันเนื้อวัวค่อนข้างแรง ถ้าใช้สำหรับหม้อไฟก็ยังพอรับได้ แต่ถ้าใช้สำหรับผัดผัก กลิ่นจะฉุนมาก และเมื่อผัดเสร็จแล้ว ผักยังต้องจัดวางเป็นรูปตัว ‘人’ (คน) ด้วย
ลุงอวี๋บอกว่า “ผีกินผัก ไร้โรคไร้ภัย”
สำหรับจานที่ห้ากับจานที่หก เป็นอาหารทอดสองจานที่แปลกประหลาดมาก
จานที่ห้าคือ ‘ลูกชิ้นก้างปลา’ และจานที่หกคือ ‘ปลาทอดไร้หัว’
‘ลูกชิ้นก้างปลา’ คือหมูสับที่ผสมกับก้างปลาชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมัน ส่วน ‘ปลาทอดไร้หัว’ จะทอดเฉพาะตัวปลา โดยเว้นส่วนหัวไว้ และหลังจากทอดเสร็จ ต้องนำมันหมูมาทาหนาๆ ไว้ที่หัวปลา
ทั้งสองจานนี้ยังมีความหมายแฝงเฉพาะตัว
ผีกินลูกชิ้นก้างปลา รู้เจ็บรู้ละอาย
ผีกินปลาทอดไร้หัว ไร้ความเสียใจไร้คำพูด
อาหารหกจานนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘หกอาหารเซ่นผี’ ซึ่งบางคนอาจเคยได้ยิน แต่ขั้นตอนการทำและวิธีปรุงอาหารเหล่านี้มีเพียงพ่อครัวคนตายอย่างลุงอวี๋เท่านั้นที่รู้
ผมแทบช่วยอะไรไม่ได้มาก เลยได้แต่ช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ และมองดูอาหารที่ลุงทำ ส่วนลุงอวี๋วิ่งวุ่นทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกจานเขาต้องลงมือทำเองทั้งหมด
แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นแค่หกจานอาหารธรรมดาๆ แต่ความจริงกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เราวุ่นวายกันไม่หยุดตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนถึงเกือบสามทุ่มครึ่ง กระทั่งลุงอวี๋ทามันหมูหนาๆ ลงบนหัวปลาทอดในจานสุดท้าย ตอนนั้นเองที่ ‘หกอาหารเซ่นผี’ เสร็จสมบูรณ์
คืนนี้ ภายใต้คำแนะนำของลุงอวี๋ ผมจะต้องจัดโต๊ะเซ่นไหว้และใช้ ‘หกอาหารเซ่นผี’ เหล่านี้ เพื่อขจัดพลังอาฆาตแค้นของจางเฉียง และส่งวิญญาณของเขาไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด เมื่อทำสำเร็จ เขาก็จะไม่ตามรังควานผมอีก และผมจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้
ลุงอวี๋ถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดขึ้น “อาหารเสร็จแล้ว เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้ายอีกไม่กี่อย่าง ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์”
ผมถามทันทีว่า “ขั้นตอนสุดท้ายมีอะไรบ้างล่ะครับ ลุงอวี๋”
ลุงอวี๋มองผมแล้วอธิบายว่า “อาหารเซ่นไหว้นี่พอทำเสร็จ กลิ่นของมันจะดึงดูดวิญญาณเร่ร่อนที่หิวโหยรอบๆ เข้ามา ถ้าระหว่างทางพวกสิ่งสกปรกอื่นๆ มาแอบกินอาหารก่อน เราก็เหนื่อยฟรี เพราะงั้นก่อนที่ตัวจริงจะมา เราต้อง ‘ปกป้องอาหาร’ และเลือกที่ตั้งโต๊ะให้เหมาะสม”
คำพูดของลุงดูเหมือนลึกลับ แต่ฟังๆ ไปก็มีเหตุผลอยู่ ผมจึงถามต่อว่า “แล้วเราจะปกป้องอาหารยังไง แล้วการเลือกโต๊ะต้องทำยังไงบ้าง”
ลุงอวี๋เริ่มอธิบายทีละขั้นตอน เขาหยิบกระดาษสีเหลืองออกมา แล้วบอกให้ผมตัดผมของตัวเองมาเผาเป็นเถ้า จากนั้นใช้นิ้วมือเขียนคำว่า ‘封’ (ผนึก) ลงไปบนกระดาษ เศษผมเผานี้เรียกว่า ‘ยันต์เถ้าผนึก’
ลุงบอกว่า เมื่อใส่อาหารทั้งหกจานไว้ในตะกร้าใหญ่ แล้วปิดด้วยกระดาษยันต์นี้ ต่อให้พวกสิ่งสกปรกจะได้กลิ่นอาหาร แต่ก็ไม่มีทางกินได้ เว้นแต่ว่าผมจะเป็นคนเอายันต์ออกเอง แบบนี้ถึงจะถือว่าปกป้องอาหารได้เรียบร้อย
ส่วนการเลือกที่ตั้งโต๊ะ ต้องดูจากลักษณะของวิญญาณที่ตามติดผม จางเฉียงจมน้ำตาย เพราะฉะนั้นโต๊ะจึงต้องตั้งใกล้แหล่งน้ำ
โชคดีที่บ้านลุงอวี๋อยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะประชาชน ซึ่งเป็นที่ที่จางเฉียงปรากฏตัวเมื่อคืนที่ผ่านมา ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดคือ บนฝั่งริมทะเลสาบ ห่างจากน้ำประมาณสามเมตร เพราะถ้าจะไปตั้งโต๊ะที่สะพานเล็กในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่ที่จางเฉียงจมน้ำ ผมคงถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไล่ออกมาแน่
เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมก็แค่รอให้วิญญาณที่ตามติดผมปรากฏตัว จากนั้นต้องนำอาหารขึ้นเสิร์ฟทีละจาน เมื่อเขากินครบหกจาน พลังอาฆาตแค้นและพลังชั่วร้ายของเขาจะถูกขจัด ช่วยให้หลุดพ้นไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด ไม่ตามรังควานผมอีก แน่นอนว่าก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ลุงอวี๋ยังเตือนอีกว่าอาจมีข้อยกเว้น ถ้าหากวิญญาณที่ตามผมมาเป็นผีที่ดุร้ายและมีพลังชั่วร้ายรุนแรง วิธีนี้ก็อาจจะไม่ได้ผล
แต่ลุงอวี๋ไม่ได้คิดว่าจางเฉียงที่เพิ่งเสียชีวิตจะเป็นผีที่ดุร้ายระดับนั้น
ลุงอวี๋พูดด้วยความมั่นใจ น้ำเสียงหนักแน่น และดูเหมือนเขารู้ในสิ่งที่ตัวเองทำดี ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว อีกทั้งในตอนนี้ลุงอวี๋คือความหวังเดียวที่จะช่วยชีวิตผมได้ เขาบอกอะไร ผมก็ทำตามอย่างไม่ลังเล
ผมพยักหน้าตอบรับ พร้อมจดจำทุกขั้นตอนที่ลุงอธิบายไว้
ลุงอวี๋หยิบตะกร้าใบใหญ่ที่เขาใช้ซื้อวัตถุดิบมาให้ผม ตอนนี้ตะกร้านั้นถูกใช้สำหรับใส่ ‘หกอาหารเซ่นผี’ โดยผมจัดเรียงอาหารลงไปทีละจาน พร้อมใช้กระดาษแข็งแบ่งแยกแต่ละชั้น
ชั้นล่างสุดคือ ‘ปลาทอดไร้หัว’ ส่วนชั้นบนสุดคือ ‘ขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่’ พร้อมข้าวสวยเต็มถ้วย ตะเกียบหนึ่งคู่ และธูปยาวหนึ่งดอก
เมื่อเตรียมเสร็จ ผมหยิบกรรไกรมาตัดผมตัวเองเล็กน้อย จากนั้นเผาผมจนกลายเป็นเถ้า แล้วใช้นิ้วจุ่มเถ้าผมนั้น เขียนคำว่า ‘封’ (ผนึก) ลงบนกระดาษสีเหลือง และนำกระดาษนั้นแปะไว้บนตะกร้า
สุดท้าย ลุงอวี๋ยังเอาโต๊ะเล็กๆ ที่เขาใช้ขายหมึกมาให้ผมอีกตัวหนึ่ง บอกให้ผมใช้ตั้งโต๊ะสำหรับคืนนี้
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เวลาก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว และผมเองก็ต้องออกเดินทาง
ก่อนผมจะออกจากบ้าน ลุงอวี๋ก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“เสี่ยวเจียง! ลุงช่วยนายได้เท่านี้แหละ”
ลุงอวี๋พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สิ่งที่ตามติดนายอยู่ ไม่น่าจะเป็นผีที่ดุร้ายเกินไป แค่คืนนี้นายเอาหกอาหารเซ่นผีของลุงไปเสิร์ฟให้เขากิน ส่งเขาไป ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใหญ่โต
“แต่เพื่อความปลอดภัย นายเอามีดทำครัวเล่มนี้ไปด้วยเถอะ มีดเล่มนี้เป็นของที่อาจารย์ของลุงให้มา อาจช่วยป้องกันตัวได้ในยามคับขัน แต่จำไว้ว่า ถ้าเลี่ยงได้ ก็อย่าชักมีดออกมา เพราะมีดหัวมังกรเล่มนี้ถูกสร้างมาเพื่อใช้หั่นผักหั่นเนื้อ ไม่ใช่สำหรับต่อสู้”
พูดจบ ลุงอวี๋ส่งมีดทำครัวลายหัวมังกรที่ดูเก่าแก่แต่แฝงด้วยความน่าเกรงขามให้ผม เห็นได้ชัดว่ามีดเล่มนี้มีความสำคัญกับลุงอวี๋มาก
ผมลองจับดู พบว่ามีดทั้งหนักและคมกริบ และยังมีความเย็นแผ่ซ่านออกมาจนรู้สึกได้ แค่สามร้อยหยวน แต่ลุงอวี๋ช่วยผมถึงขั้นนี้ ผมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเขาอย่างมาก
ผมมองหน้าลุงอวี๋ แล้วก้มลงมองมีดหัวมังกรในมือ ก่อนพูดด้วยความจริงใจ
“ลุงอวี๋ ไม่ว่าคืนนี้จะจบลงยังไง ผมจะจำบุญคุณของลุงไว้ตลอดชีวิต”
พูดจบ ผมก้มตัวลงทำความเคารพลุงอวี๋เก้าสิบองศา
แต่ลุงอวี๋เพียงยิ้ม และพูดว่า “ไม่ต้องถึงขนาดนั้น ลุงช่วยนายเพราะเรามีวาสนาต่อกัน และลุงก็อยากสั่งสมบุญกุศลให้ตัวเองด้วย
“ตอนนี้สี่ทุ่มแล้ว รีบไปเถอะ!”
ผมพยักหน้ารับ “ลุงอวี๋ งั้นผมไปก่อนนะครับ หลังจากเรื่องนี้จบลง ผมจะตอบแทนบุญคุณลุงอย่างแน่นอน”
ลุงอวี๋ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่โบกมือให้
ผมเก็บมีดหัวมังกรเหน็บไว้ที่เอว แบกตะกร้าใส่อาหารขึ้นหลัง หิ้วโต๊ะพับใบเล็ก แล้วออกจากบ้านไปทันที…
[1] จุดปล่อยเลือด คือจุดสำหรับเจาะปล่อยเลือดเพื่อล้มสัตว์ใหญ่ เช่น หมู วัว