ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 126 ป้ายรถบัส เส้นทางแห่งหยินหยาง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 126 ป้ายรถบัส เส้นทางแห่งหยินหยาง
วันนี้สายฝนโปรยปราย ทำให้ผมนึกถึงวันแรกที่ได้พบกับเสี่ยวอวี่
แม้ว่าเธอจะเป็นวิญญาณ แต่เธอกลับมอบชีวิตเพิ่มให้ผมอีกหนึ่งปี และดูแลผมเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เราจำต้องแยกจากกัน บางที…คืนนี้ผมอาจได้รู้คำตอบว่าเพราะเหตุใด
คิดได้ดังนั้น ผมจึงเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังถนนถงซินอย่างรวดเร็ว
เสียงฝนหยดลงพื้นดัง “เปราะแปะ” ท่ามกลางความเงียบงันของถนนที่แทบไร้ผู้คน มีเพียงแค่แสงไฟจากเสาไฟข้างทางที่ส่องสว่างเป็นระยะ ให้ความรู้สึกวังเวง
จากระยะไกล ผมเห็นป้ายรถบัสตั้งตระหง่านอยู่เพียงลำพังท่ามกลางสายฝนและความมืด
ผมก้มดูเวลา…สี่ทุ่มกว่า
ยังเหลืออีกเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงยามจื่อ
ไม่มีทางเลือกอื่น ผมต้องรออยู่ที่นี่ก่อน
ที่สำคัญ ผมไม่รู้เลยว่าของที่เสี่ยวอวี่ฝากไว้ให้ผมนั้นจะเป็นอะไร
จะเป็นจดหมาย ข้อความสลัก หรือเป็นสิ่งลี้ลับบางอย่าง?
แค่เงื่อนไขในการรับของที่ต้องเป็นคืนฝนตกและต้องเป็นยามจื่อเท่านั้น นี่ก็บ่งบอกได้แล้วว่ามันไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน
ผมเดินมาถึงป้ายรถบัสด้วยความรู้สึกกังวลใจ
กวาดตามองรอบๆ มันเป็นเพียงป้ายรถบัสทั่วไป ไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิม
ผมเดินวนไปรอบๆ ป้ายอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดผิดปกติ และแทบไม่รู้สึกถึงพลังอาฆาตเลย…
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
ฝนตกกระทบพื้นดัง “ซ่าๆ” จนเกิดเป็นม่านหมอกบางๆ
ผมยังคงยืนอยู่ตรงป้ายรถบัส ไม่ขยับไปไหน รอคอยให้ยามจื่อมาถึง
แต่ในขณะที่สายฝนกระหน่ำลงมา บรรยากาศที่เคยสงบเงียบกลับเริ่มเย็นเยียบลงอย่างผิดปกติ
ผมรู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวค่อยๆ หนักขึ้น ความเย็นของพลังอาฆาตแผ่กระจายออกมาเรื่อยๆ
ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาก็ล่วงเลยเข้าสี่ทุ่มกว่าแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงยามจื่อ
โดยปกติแล้วช่วงยามจื่อเป็นช่วงที่พลังหยินและหยางพลิกกลับกัน อากาศรอบตัวเต็มไปด้วยพลังหยินจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ยิ่งใกล้ถึงยามจื่อ ความรู้สึกหนักอึ้งและเย็นเยียบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เย็นเสียจนผมเริ่มรู้สึกถึงไอเย็นที่ซึมเข้าไปถึงกระดูก
ไม่ใช่แค่นั้น มีลมเย็นลึกลับพัดวูบผ่านหน้าและแผ่นหลังของผมไปมาเป็นระยะ ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวรอบตัวผม
ผมไม่ได้เปิดตาทิพย์ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมมั่นใจว่าบริเวณรอบตัวผมตอนนี้…ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวอีกต่อไป
ผมกวาดตามองแอ่งน้ำบนพื้นถนน
ภายใต้แสงไฟถนนสีเหลืองหม่น ผมเห็นเงามืดจำนวนหนึ่งสะท้อนอยู่ในแอ่งน้ำ
พวกมันยืนอยู่รอบตัวผม แทรกตัวอยู่ในเงาฝน
ในเงาน้ำนั้น ผมมองไม่เห็นใบหน้าของพวกมันเลย แต่ในใจของผมรู้ดีว่าพวกมันคืออะไร
พวกมันคือวิญญาณร้ายที่มาหลบฝนเหมือนครั้งที่ผมไปหลบฝนในศาลาที่สวนสาธารณะ
พวกมันไม่ทำอะไรคนทั่วไป แต่ถ้าหากใครที่พลังหยางอ่อนแอ ดวงกำลังตก หรือเผลอไปสบตากับพวกมันเข้า
เหล่าวิญญาณที่หลบฝนเหล่านี้…อาจไม่ยอมปล่อยให้รอดออกไปง่ายๆ
สายฝนกระหน่ำไม่ขาดสาย ขณะที่พลังอาฆาตรอบตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่ได้เปิดตาทิพย์ เพียงแค่ยืนรอเงียบๆ
ตอนนี้เป็นเวลา 22:54 น.
เหลืออีกหกนาทีก่อนจะห้าทุ่ม
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
แต่ในขณะนั้นเอง ท่ามกลางสายฝน มีแสงไฟหน้ารถสองดวงกะพริบสว่างขึ้นจากที่ไกลๆ
มันกำลังใกล้เข้ามา และทันใดนั้น พลังอาฆาตรอบตัวผมเริ่มปั่นป่วน
ผมรู้สึกถึงความผิดปกติจึงก้มมองเงาสะท้อนในแอ่งน้ำ
ภาพเงาที่พร่ามัวของกลุ่มวิญญาณเหล่านั้นเริ่มขยับ…
พวกมันกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหาผม
ผมไม่สามารถสัมผัสตัวพวกมันได้โดยตรง แต่รับรู้ถึงไอเย็นเยียบที่หมุนเวียนอยู่รอบตัว
แล้วรถตู้คันหนึ่งก็โผล่ออกมาจากม่านฝน มันเก่าโทรมเต็มไปด้วยสนิม เคลื่อนตัวเข้ามาด้วยความเร็วต่ำ
แม้จะแล่นไปบนถนนเปียกแฉะ น้ำกระเด็นไปทั่ว แต่กลับไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์ มีเพียงไฟหน้ารถที่ส่องสว่างจากห้องโดยสาร
ผมมองเห็นใบหน้าของคนขับอย่างเลือนรางจากระยะไกล
เขามีใบหน้าซีดขาว น่าจะเป็นชายวัยสี่สิบกว่าๆ ใส่แว่นกรอบดำ
เขาขับรถเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มุ่งตรงมาที่ป้ายรถบัสที่ผมยืนอยู่
ผมจ้องเขา สีหน้าขรึมขึ้น สายตาหรี่ลงเล็กน้อย
รถคันนี้…เกรงว่าจะไม่ต่างจากรถบัสคันนั้น เป็นรถวิญญาณเช่นกัน และเหล่าวิญญาณที่รายล้อมอยู่รอบตัวผมคงเป็นผู้โดยสารของมัน
ผมไม่ขยับ ไม่หวาดกลัว ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
รถตู้เก่าคร่ำคร่าแล่นมาจอดนิ่งตรงหน้าป้ายรถบัส
ประตูด้านหลังค่อยๆ เปิดออก พร้อมเสียงดัง ‘แกร่กๆ’
แต่เมื่อมองเข้าไป ในรถกลับว่างเปล่า ทั้งเบาะด้านในและรอบนอกไม่มีใครเลย
ประตูทำงานเองโดยอัตโนมัติราวกับเป็นกลไกไฟฟ้า
แต่ผมรู้ดี รถเก่าขนาดนี้ไม่มีทางมีประตูระบบไฟฟ้าแน่
ผมก้มลงมองแอ่งน้ำเบื้องล่างอีกครั้ง
ผมเห็นเงาวิญญาณจำนวนมากกำลังมุดเข้าไปในตัวรถจากเงาน้ำ
ลมเย็นยะเยือกพัดโหมกระหน่ำไหลเข้าสู่ห้องโดยสาร
ขณะเดียวกัน กระจกหน้าต่างฝั่งคนขับก็ค่อยๆ ลดลงทีละนิด ผมมองเห็นชายคนขับได้ชัดเจนกว่าเดิมผ่านช่องแคบๆ นั้น
ใบหน้าเขาซีดขาวราวกับไร้เลือด ดูเหมือนคนตายที่ยังเคลื่อนไหวได้
เขามองมาที่ผม ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า “พี่ชายขึ้นรถไหม ห้าหยวนต่อคน!”
ผมยกมือขึ้นปฏิเสธ “ไม่ล่ะ”
คนขับรถดันแว่นกรอบดำขึ้นเล็กน้อย “ฝนตกแล้ว นี่เป็นรถเที่ยวสุดท้ายของคืนนี้ ขึ้นมาทนเบียดนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้ คิดแค่สามหยวนพอ”
ผมเหลือบมองไปที่ประตูรถที่ยังเปิดค้างอยู่ ข้างในดูว่างเปล่า แต่ในหัวของผมกลับจินตนาการออกว่าถ้าผมเปิดตาทิพย์ คงเห็นวิญญาณเบียดเสียดกันเต็มคันรถแน่
ผมยังคงส่ายหัว “ไม่ล่ะ พวกนายไปตามทางของพวกนายเถอะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนขับรถก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาเพียงแค่ดันแว่นอีกครั้ง มุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ หมุนกระจกปิดลง
ประตูเลื่อนด้านหลังที่เปิดอ้าก็ปิดดัง “ปัง!”
จากนั้นรถตู้เก่าคร่ำคร่าก็ค่อยๆ แล่นออกไปโดยไร้เสียงเครื่องยนต์
ผมก้มมองไปที่แอ่งน้ำหน้าป้ายรถบัส เงามืดที่เคยปรากฏอยู่บนน้ำ บัดนี้หายไปหมดแล้ว
บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบสงัด ความเย็นยะเยือกและไอวิญญาณหายไปหมดสิ้น
ผมมองป้ายรถบัสที่เงียบสงัดอีกครั้ง
ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อก่อนผมถึงได้พบเสี่ยวอวี่ที่นี่
ป้ายรถบัสแห่งนี้ไม่ใช่ป้ายธรรมดา
มันคือ ‘ป้ายรถบัสหยินหยาง’ มนุษย์และวิญญาณใช้โดยสารได้
‘ถงซิน ถงซิน… (พ้องใจ)’ ชื่อนี้แท้จริงหมายถึง ‘วิญญาณและมนุษย์เดินทางร่วมกัน’
ผมเงยหน้าขึ้นมองป้ายรถบัส รู้สึกเหมือนเพิ่งตาสว่างในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
มนุษย์มีทางของมนุษย์
วิญญาณก็มีทางของวิญญาณ
แต่บางครั้ง ทั้งสองโลกสามารถทับซ้อนกันได้ เช่น ตึกเก้าศพหรือป้ายรถบัสแห่งนี้…
ขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงห้าทุ่ม
ถึงยามจื่อแล้ว
และในตอนนั้นเอง ผมรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองมาที่ผม
ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนทำให้ผมเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ แล้วมองไปยังอีกฝั่งของถนน
สิ่งที่เห็นทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้น
ชุดกระโปรงสีขาว ร่มสีดำ… ร่างที่คุ้นเคย
เธอยืนอยู่อย่างเงียบงันบนอีกฟากของถนน จ้องมองมาที่ผมอย่างเงียบงัน