ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 127 ร่มหนึ่งคัน การพบกันอีกครั้งกับเสี่ยวอวี่
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 127 ร่มหนึ่งคัน การพบกันอีกครั้งกับเสี่ยวอวี่
แม้ฝนจะตกหนัก แม้ฟ้าจะมืดครึ้ม แต่เพียงแค่เห็นเธอแวบเดียว ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นใคร
“เสี่ยวอวี่!” ผมตะโกนเรียกเธอด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น กำร่มในมือแน่น แล้วรีบพุ่งไปข้างหน้า
ใบหน้าของเธอปรากฏขึ้นในฝันของผมมานับครั้งไม่ถ้วน
การจากลาของเธอเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
แต่วันนี้ ในที่สุด…ผมก็ได้พบเธออีกครั้ง
ผมรู้สึกว่าร่มในมือขัดขวางความเร็วของผม จึงตัดสินใจเหวี่ยงมันทิ้งไป แล้ววิ่งตรงไปหาเธอ
เสี่ยวอวี่ยืนอยู่ที่เดิม ถือร่มสีดำ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายราวกับดอกไม้ที่กำลังแบ่งบาน
“เจียงหนิง!” เสียงของเธอยังคงหวานใส แต่สั่นเครือเล็กน้อยราวกับกลั้นน้ำตาเอาไว้
และในที่สุด ผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
ผมมองดูเสี่ยวอวี่ที่มีท่าทีอ่อนโยนและเปราะบาง มือทั้งสองข้างของผมเอื้อมไปโอบกอดเธอแน่นอย่างไม่อาจห้ามใจตัวเองได้
ฝนยังคงตกหนัก
เธอถือร่ม ส่วนผมโอบเธอไว้ ปล่อยให้สายฝนโปรยปรายลงมาทั่วร่าง
“เสี่ยวอวี่ ในที่สุดฉันก็ได้พบเธออีกครั้ง”
ร่างของเธออ่อนนุ่ม แต่กลับเย็นเฉียบ
ในอากาศยังเจือด้วยกลิ่นฟอร์มาลินจางๆ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจหยุดให้ผมดึงเธอเข้ามาแนบอกได้
เสี่ยวอวี่ซบลงบนไหล่ของผม ร่างกายของเธอสะท้านเล็กน้อย
จากนั้นเธอเงยหน้าขึ้น มองผมด้วยสายตาลังเล ก่อนจะเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา “คุณ…คุณไม่กลัวเหรอ ฉันเป็นผีนะ?”
เสียงของเธอเบาราวกับสายฝนและแฝงด้วยความกังวล
ผมกลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “ไม่ว่าเธอจะเป็นมนุษย์หรือผีก็ไม่สำคัญ ตั้งแต่วันที่ฉันจับมือเธอ ฉันก็จะจับมันไว้ตลอดไป”
ผมพูดออกไปจากใจจริง
สำหรับผม สิ่งที่ผมรักคือไป๋เสี่ยวอวี่
หญิงสาวที่เดินเล่นเคียงข้างผมในยามค่ำคืน
หญิงสาวที่จิตวิญญาณสั่นพ้องกับผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวที่เฝ้าต่ออายุให้ผมโดยไม่เอ่ยปาก
หญิงสาวที่ถึงกับร้องไห้ด้วยความกังวลเมื่อตอนที่ผมถูกสุนัขกัด
ผมไม่สนใจว่าเธอเป็นมนุษย์หรือเป็นวิญญาณ
เราค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอด ผมมองใบหน้าของเธอที่ยังคงงดงามราวต้องมนต์
เสี่ยวอวี่จ้องตาผม สายตานั้นเต็มไปด้วยความรัก แต่เสียงของเธอกลับเจือไปด้วยความสั่นไหว
“แต่ฉัน… ฉันไม่สามารถอยู่กับคุณต่อไปได้แล้ว…”
ขณะที่เธอพูดออกมา แววตาของเธอฉายประกายแห่งความสิ้นหวัง
ผมสัมผัสได้ถึงปัญหาของเธออย่างชัดเจนจึงรีบถามออกไปทันที “เสี่ยวอวี่ บอกฉันสิว่าเธอเจอกับอะไร ฉันต้องทำยังไงถึงจะช่วยเธอออกมาจากตึกเก้าศพได้”
เสี่ยวอวี่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็ส่ายศีรษะเบาๆ “ที่นั่น…ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ตอนนี้ฉันยังออกไปไม่ได้และอาจไม่มีวันออกไปได้”
“ทำไมล่ะ” ผมขมวดคิ้วแน่น
หรือว่านอกจากฮวงจุ้ยพิเศษและสิ่งอาถรรพ์ร้ายแรงที่ถูกกดทับอยู่แล้ว ยังมีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ตึกนั้นอีก?
แต่เสี่ยวอวี่ไม่ได้ตอบคำถามของผมโดยตรง เธอเพียงแต่จับมือของผมไปวางลงบนร่มสีดำที่เธอถืออยู่ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น “ฟังฉันให้ดี คุณเอานี่ไป มันจะช่วยปกป้องคุณในเวลาสำคัญ อีกอย่าง…สิ่งที่อยู่ใต้ตึกนั้นอาจสังเกตเห็นคุณแล้ว อย่าถูกพวกมันจับตัวไปเด็ดขาด ถ้าหากพวกมันพาคุณไปที่นั่นได้ล่ะก็… ทั้งฉันและคุณคงไม่มีชีวิตรอด…”
ผมฟังแล้วรู้สึกสับสน
ทำไมสิ่งที่อยู่ใต้ตึกถึงให้ความสนใจในตัวผม
พวกมันจะพาผมไปทำไม
แล้วชีวิตของเสี่ยวอวี่มาเกี่ยวข้องกับผมได้ยังไง
“เสี่ยวอวี่ ฉันไม่เข้าใจ!” ผมเอ่ยถามออกไปตรงๆ อยากให้เธออธิบายให้ชัดเจนกว่านี้
เสี่ยวอวี่มองลึกเข้ามาในดวงตาผม “ชะตาสี่มหาเคราะห์ของคุณเป็นหนึ่งเดียวในโลก และมันก็เป็นกุญแจดอกสำคัญ คุณห้ามให้ใครรู้ชะตาของคุณเด็ดขาด
“อีกอย่าง ถ้าเป็นไปได้ ช่วยฉันหาศพพยาบาทเบญจธาตุ บางที นั่นอาจเป็นหนทางเดียวที่ฉันจะออกไปจากตึกนั่นได้”
ศพพยาบาทเบญจธาตุ? กุญแจดอกสำคัญ?
ผมยังมีคำถามมากมายที่อยากถามเธอ แต่ในตอนนั้นเอง ร่างของเสี่ยวอวี่เริ่มเลือนรางลงไปเรื่อยๆ ราวกับไอน้ำที่กำลังระเหยไปในอากาศ
“เสี่ยวอวี่! ร่างของเธอ…” ผมเบิกตากว้าง เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เสี่ยวอวี่เพียงแค่ส่ายศีรษะเบาๆ “ไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่ร่างจริงของฉัน ฉันแค่มาเจอคุณผ่านทางร่มคันนี้ เวลาใกล้หมดแล้ว จำไว้นะ ไม่ว่าจะไปที่ไหน อย่าลืมพกร่มของฉันไปด้วย”
เสี่ยวอวี่พูดจบก็เขย่งปลายเท้าเล็กน้อยพลางเอนตัวเข้าหาผม
แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของเธอกลับสลายหายไป กลายเป็นกลุ่มควันสีขาวลอยหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตา
“เสี่ยวอวี่…”
ผมพยายามเอื้อมมือคว้าเธอไว้
แต่เธอสลายไปแล้ว เหลือเพียงควันจางๆ ที่จมหายไปในความมืด
มีเพียงร่มในมือผมที่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้
ผมจ้องมองมัน นึกถึงคำพูดสุดท้ายของเธอ
ผมเป็นกุญแจ?
สิ่งที่ถูกกักขังอยู่ใต้ตึกเก้าศพสังเกตเห็นผมแล้ว?
ศพพยาบาทเบญจธาตุอาจช่วยให้เสี่ยวอวี่เป็นอิสระ?
ผมค่อยๆ ไตร่ตรองประเด็นเหล่านี้อย่างรอบคอบ
เสี่ยวอวี่ที่อยู่ภายในตึกนั้นมีสถานะอย่างไรกันแน่
ดวงชะตาสี่มหาเคราะห์ของผมเป็นกุญแจสำคัญ…แล้วมันใช้ไขอะไรล่ะ
ปลดผนึก?
พวกเขาต่างบอกว่าตึกเก้าศพนั้นอันตรายที่สุด แต่อันตรายถึงขั้นไหนกันแน่
ทั้งอาจารย์ ลุงจางซาน และเสี่ยวอวี่ต่างหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงมันราวกับนั่นเป็นสิ่งต้องห้าม เป็นบางอย่างที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยถึง
แต่ที่สำคัญที่สุดตอนนี้… ศพพยาบาทเบญจธาตุ
หากผมหามันพบ บางทีเสี่ยวอวี่อาจเป็นอิสระจากตึกเก้าศพ
เรื่องนี้ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในบันทึกของอาจารย์ปู่เลย
ทว่า แค่ได้ยินชื่อก็รู้ได้ว่าต้องเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งแน่ แต่ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทรงพลังแค่ไหน หากมันเป็นกุญแจในการช่วยเสี่ยวอวี่ ผมจะต้องหามันมาให้ได้
ผมกำร่มของเสี่ยวอวี่แน่น ยืนอยู่ท่ามกลางฝนตกหนัก
ผมยืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน…
ร่มนี่เป็นของจริง…มันเป็นร่มเก่าแก่คันหนึ่ง
เสี่ยวอวี่บอกว่าร่มนี้จะคุ้มครองผม
ผมเพ่งพิจารณามันอย่างละเอียด ดูภายนอกก็เหมือนร่มทั่วไป แต่สีของมันแปลกกว่าปกติ โครงร่มทุกซี่ถูกทาด้วยสีดำสนิท
ผมมองไม่ออกว่าร่มนี้มีความพิเศษตรงไหน แต่ผมรู้ดีว่าเสี่ยวอวี่จะไม่โกหกผมแน่ๆ
ร่มคันนี้ต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
“เสี่ยวอวี่ ไม่ต้องห่วงนะ! ฉันจะหาศพพยาบาทเบญจธาตุให้ได้” ผมเอ่ยสัญญา ก่อนกางร่มแล้วหมุนตัวเดินจากไป
สองเดือนแล้ว ในที่สุดก็ได้พบกับเสี่ยวอวี่อีกครั้ง
แม้ผมจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของเธอทั้งหมด แต่จากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ผมก็พอจะจับใจความได้ถึงสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญ
จากข้อมูลที่เธอให้มา
เธอออกมาไม่ได้ และร่างที่ผมพบเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ร่างจริงของเธอ
ภายในตึกเก้าศพมีบางอย่างที่น่าหวาดกลัวแบบสุดขีดอยู่
การที่เสี่ยวอวี่อยู่ในที่แห่งนั้นอาจหมายถึงเธอกำลังถูกควบคุม หรือไม่ เธออาจเป็นผู้ที่คอยควบคุมบางสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า
แต่ในตอนนี้ ผมเชื่อว่าความเป็นไปได้แรกน่าจะสูงกว่า
เพราะจากคำบอกเล่าของผู้โดยสารบนรถบัสผี ตอนที่เธอถูกพาเข้าไปในตึกเก้าศพ เธอถูกกลุ่มคนบางกลุ่มพาตัวเข้าไป
ผมคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นโรงแรมราคาประหยัดแห่งหนึ่งไม่ไกลนัก
ผมตัดสินใจพักที่นี่สักคืน
พรุ่งนี้เช้าจะกลับไปเก็บของที่มหาวิทยาลัย แล้วไปอยู่กับอาจารย์ชั่วคราว
โรงแรมดูไม่ได้มีมาตรฐานอะไรมาก เป็นแค่โรงแรมระดับล่างทั่วไป
เมื่อเดินไปถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับ เห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังคุยกันอย่างไม่เร่งรีบ
ผมไม่สนใจ เดินตรงไปหาพนักงานหญิงที่เคาน์เตอร์แล้วเอ่ยขึ้น “ขอเปิดห้องพักหนึ่งห้องครับ”
พูดจบ ผมหยิบบัตรประชาชนวางลงบนเคาน์เตอร์
หญิงสาวพนักงานส่ายหัว “ขอโทษค่ะ ห้องเต็มแล้ว”
ได้ยินดังนั้น ผมก็ไม่ได้คิดจะเซ้าซี้
ขณะที่ผมกำลังจะเอาบัตรประชาชนคืนแล้วเดินออกไป จู่ๆ ชายวัยกลางคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ก็คว้าบัตรประชาชนจากมือผมไป
“มีห้องว่าง! ห้องสามศูนย์สี่ไม่ใช่ว่างอยู่หรือไง”