ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 14 เดินกลางดึก...ใครกันที่เรียกชื่อฉัน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 14 เดินกลางดึก...ใครกันที่เรียกชื่อฉัน
ลุงอวี๋ยืนอยู่ที่หน้าประตู มองตามหลังผมที่เดินออกจากบ้านไป
พูดตามตรง ลุงอวี๋เป็นเพียง ‘พ่อครัว’ คนหนึ่งเท่านั้น วิธีที่เขาช่วยผมก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาถนัดและมีความรู้ แต่เขาไม่ได้มีพลังปราบปีศาจหรือเวทมนตร์แบบในตำนานที่เล่าขานกัน เหมือนพวกปรมาจารย์ที่ถือกระบี่ไม้มงคลหรือใช้ยันต์สีเหลืองขจัดสิ่งชั่วร้าย
แต่แค่ได้เจอลุงอวี๋ ผู้เชี่ยวชาญในสายนี้ ผมก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เพราะถ้าผมต้องเผชิญหน้ากับเรื่องทั้งหมดนี้คนเดียว คงไม่มีทางแก้ไขได้เลย ต่อจากนี้คือหน้าที่ของผม และผมได้แต่หวังว่า จางเฉียงจะยอมเวียนว่ายตายเกิดไปเสียที และเลิกตามรังควานผม
คิดแบบนั้น ผมก็เดินไปตามทางด้วยจิตใจที่ยังเต็มไปด้วยความกังวล
เดินมาได้ประมาณสิบนาที อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง
“เสี่ยวเจียง! รอก่อน ลุงเอง ลุงอวี๋”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผมชะงักไปเล็กน้อย กำลังจะหันกลับไป แต่จู่ๆ ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่
เคยได้ยินคนเล่ากันว่า ตอนกลางคืนถ้ามีคนเรียกชื่อคุณ ห้ามหันกลับไปทันที เพราะการหันกลับอย่างรวดเร็วอาจทำให้ ‘ไฟสามดวง’ บนหัวดับลงได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พวกสิ่งชั่วร้ายเข้ามาโจมตี
ตอนฟังเรื่องนี้ครั้งแรก ผมเคยคิดว่ามันไร้สาระ แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ ผมไม่กล้าประมาทเลย
ดังนั้น ผมจึงไม่หันกลับไปทันที แต่กลับเอามือวางบนด้ามมีดหัวมังกรที่เหน็บอยู่ที่เอว พลางถามออกไปว่า “ลุงอวี๋? ลุงจริงๆ เหรอ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
พูดไป มือก็จับด้ามมีดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันผมค่อยๆ หมุนศีรษะไปทีละนิดอย่างช้าๆ สายตาเริ่มขยายมุมมองขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
ในความตึงเครียดนี้ ผมได้ยินเสียงหัวเราะของลุงอวี๋ดังขึ้น “ฮ่าๆ ! อย่าตื่นกลัวไปนัก ลุงเอง คนจริงไม่ใช่ผี! แต่นายนี่รู้เรื่องดีเหมือนกันนะ ที่ไม่รีบหันกลับมา”
พร้อมกับเสียงพูดนั้น ผมได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ผมยิ่งระแวงหนักกว่าเดิม ถึงขั้นดึงมีดหัวมังกรออกมาครึ่งเล่มแล้ว
แต่ตอนนั้นเอง มุมสายตาผมก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของคนอ้วนหัวล้านคุ้นตาที่กำลังถือของบางอย่างวิ่งมาทางผมด้วยท่าทางรีบเร่ง
เงาของลุงทอดยาวไปบนกำแพงภายใต้แสงไฟที่สลัว ทำให้ผมโล่งใจไปบ้าง
เมื่อเห็นว่าเป็นลุงอวี๋จริงๆ และมีเงาอยู่ ผมถึงได้ผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับไปพูดว่า “ลุงอวี๋!”
แม้ยังคงรู้สึกหวาดระแวงในใจ แต่ผมก็ถอนหายใจยาวออกมา พร้อมกับเก็บมีดหัวมังกรที่ชักออกครึ่งหนึ่งกลับเข้าฝัก
ลุงอวี๋หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “นายนี่ระวังตัวใช้ได้เลยนะ เอ้านี่ ลุงเอา ‘ถั่วลิสงทอด’ มาให้ อาจจะมีประโยชน์”
“ถั่วลิสงทอด?”
ผมพูดด้วยความงุนงง ลุงอวี๋ส่งถุงพลาสติกในมือให้ ข้างในมีถั่วลิสงทอดที่ยังร้อนอยู่
“ลุงอวี๋ นี่ก็เป็นอาหารเซ่นไหว้เหมือนกันเหรอ”
ผมถามด้วยความสงสัย แต่ลุงอวี๋ส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก นายเดินทางพร้อมกับหกอาหารเซ่นผี ระหว่างทางพวกสิ่งสกปรกอาจจะตามมา
“ถึงมีดหัวมังกรจะช่วยข่มขู่ได้ แต่มันก็เป็นแค่ของสำหรับป้องกันตัวในสถานการณ์คับขัน ลุงเลยทอดถั่วลิสงไว้
“ถ้าเจอพวกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็โยนถั่วลิสงพวกนี้ออกไปให้พวกเขาไขว้เขว บวกกับแรงข่มขู่จากมีดหัวมังกร ก็น่าจะช่วยลดปัญหาได้”
ลุงอวี๋อธิบายจุดประสงค์ของถั่วลิสงทอดให้ฟังอย่างรวดเร็ว ฟังจบ ผมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของลุงอย่างมาก เพราะผมเดินออกมาไกลแล้ว แต่ลุงยังตามมาส่งของให้
ผมรับถั่วลิสงทอดมาด้วยความขอบคุณ พร้อมกล่าวขอบคุณซ้ำๆ แต่ลุงอวี๋แค่โบกมือแล้วพูดว่า “ไปเถอะ รีบไปรีบกลับ ลุงจะรอฟังข่าวดี”
ตอนนี้เริ่มดึกแล้ว ผมจึงไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับลุงอวี๋มากนัก ผมเพียงตอบสั้นๆ “อืม” ก่อนจะหยิบถั่วลิสงทอดที่ลุงอวี๋ให้มา แล้วเดินหน้าต่อไป
เพราะบ้านเช่าของลุงอยู่ในซอยด้านหลัง ผมต้องเดินลัดผ่านตรอกยาวหลายซอยกว่าจะออกไปได้ ในตรอกนั้นแสงไฟสลัว บางจุดไฟถนนเสียจนมืดสนิท บรรยากาศเต็มไปด้วยความวังเวง เสียงฝีเท้าของผมดัง “ตึก...ตึก...ตึก...” สะท้อนก้องอยู่ในตรอก ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แม้ผมจะมีมีดหัวมังกรไว้ป้องกันตัว แต่ก็ยังอดรู้สึกตื่นกลัวไม่ได้ และเมื่อผมเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ผมก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
มันเหมือนมีคนเดินตามหลังผมมา…
เสียงฝีเท้าของเขาเหมือนสะท้อนจังหวะเดียวกับผม ผมเดิน เขาเดิน ผมหยุด เขาหยุด
ความเย็นวาบที่ต้นคอทำให้ผมหดคออย่างหวาดระแวง ผมไม่กล้าหันกลับไปมอง แต่เอามือวางบนด้ามมีดหัวมังกรพร้อมเผชิญหน้า ผมเดาว่ากลิ่นหอมจาก ‘หกอาหารเซ่นผี’ น่าจะดึงดูดสิ่งสกปรกเหล่านั้นมาแน่ๆ ผมจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หวังว่าจะออกจากตรอกนี้ให้เร็วที่สุด
แต่ในขณะที่ผมกำลังจะพ้นจากตรอกยาว ไฟเหนือหัวกลับกะพริบ “ปริบๆ” สองสามครั้ง
เสียงกะพริบของไฟทำให้ผมที่เครียดอยู่แล้วยิ่งรู้สึกเหมือนเส้นประสาทตึงเครียดกว่าเดิม และทันใดนั้นเอง เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงนั้นเบาๆ ลึกลับ และน่าขนลุก
“เสี่ยวเจียง! รอก่อน ลุงเอง ลุงอวี๋”
เสียงดังมาจากด้านหลัง ทันทีที่ได้ยิน สีหน้าผมเปลี่ยนไป ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่
เสียงนั้นฟังดูแปลกประหลาด ไม่ได้เป็นเสียงผู้ชายหรือผู้หญิงอย่างชัดเจน และยังเหมือนมีใครพยายามบีบเสียงพูด ไม่ว่าจะฟังยังไงนั่นก็ไม่ใช่เสียงของลุงอวี๋
ลมเย็นแผ่วผ่านต้นคอ ทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบ รู้ทันทีว่ามันคืออะไร
คงเป็นพวกสิ่งสกปรกที่ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นจากหกอาหารเซ่นผี และตอนนี้มันกำลังเลียนแบบเสียงลุงอวี๋
ผมไม่พูดตอบกลับ เพียงจับด้ามมีดหัวมังกรแน่น พลางกระชับหิ้วโต๊ะพับแล้วเร่งฝีเท้าวิ่งหนีไปข้างหน้า แต่เพิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงจากด้านหลังอีกครั้ง
“ฮ่าๆ! อย่าตื่นกลัวไปนัก ลุงเอง คนจริงไม่ใช่ผี! แต่นายนี่รู้เรื่องดีเหมือนกันนะ ที่ไม่รีบหันกลับมา”
เสียงนั้นเหมือนเสียงลุงอวี๋ไม่มีผิด แต่ผมกลับรู้สึกขนลุกยิ่งกว่าเดิม เพราะคำพูดนี้มันเหมือนกับที่ลุงอวี๋พูดตอนส่งถั่วลิสงให้ผมเมื่อกี้ทุกคำไม่ผิดเพี้ยน
ตอนนี้ผมยิ่งมั่นใจว่า พวกนั้นกำลังเลียนแบบเสียงลุงอวี๋ ยิ่งคิดแบบนี้ ผมยิ่งต้องรีบหนี และไม่พูดตอบอะไรกลับไป
ผมหยิบถั่วลิสงทอดในมือขึ้นมาหนึ่งกำ แล้วโปรยลงกับพื้นทันที ก่อนจะเร่งฝีเท้าวิ่งต่อไป
“ตึก ตึก ตึก…”
เสียงฝีเท้าของผมดังสะท้อนในตรอกมืด แต่ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังตามมา
“กรวบๆ…”
เสียงคล้ายกับเสียงเคี้ยวถั่วลิสงเบาๆ ลอยมาจากด้านหลัง
ความรู้สึกเหมือนมีใครก้าวเท้าตามผมอย่างจงใจที่ผมรู้สึกมาตลอดก็พลันหายไป ผมหยุดหายใจชั่วขณะ และตัวเย็นวาบไปทั้งร่าง ตามที่ลุงอวี๋เคยพูดไว้ มันเป็นไปได้จริงๆ ที่จะถูกพวกสิ่งสกปรกรังควาน
ผมสูดหายใจเข้าลึก แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งต่อไป
แต่ทันใดนั้น ขณะที่ผมกำลังจะพ้นเขตซอยหลังบ้าน ก็เห็นบางสิ่งอยู่ใต้แสงไฟถนนเบื้องหน้า
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งดูเหมือนอายุประมาณแปดถึงเก้าขวบ เธอปล่อยผมยาวสยาย สวมชุดกระโปรงสีขาว ยืนหันหน้าเข้ากำแพงนิ่งๆ
เพราะเธอยืนชิดกำแพงและแสงไฟส่องจากด้านหลัง ผมจึงไม่สามารถมองเห็นได้ชัดว่าเธอมีเงาหรือไม่
เมื่อเห็นแบบนี้ ผมชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ พร้อมจ้องไปที่เด็กผู้หญิงคนนั้นตาไม่กะพริบ
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ปกติ
เวลาเกือบสี่ทุ่มครึ่ง นี่มันดึกมากแล้ว ใครจะปล่อยให้ลูกตัวเองมาอยู่ในตรอกมืดๆ แบบนี้
ด้วยประสบการณ์ที่ผมเจอในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่พวกสิ่งสกปรกเลียนเสียงคน ผมเริ่มคาดเดาในทางที่ไม่ดี
เด็กผู้หญิงคนนั้น น่าจะไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ
ตรอกที่ผมอยู่กว้างเพียงสองเมตร และเป็นทางผ่านเดียวที่จะพาผมออกไป
ถ้าจะออกจากตรงนี้ ผมจำเป็นต้องเดินผ่านด้านหลังของเด็กคนนั้น
ผมมองซ้ายมองขวาด้วยความหวังว่าจะหาทางเลี่ยงไปทางอื่น แต่ดูเหมือนเส้นทางนี้จะเป็นทางเดียวที่ไปต่อได้
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมจึงกำด้ามมีดหัวมังกรแน่น และตัดสินใจเดินหน้าต่อไป
ผมค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาเด็กผู้หญิงทีละก้าว…