ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 15 น้องสาว...อย่าบังคับให้พี่ต้องชักมีด
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 15 น้องสาว...อย่าบังคับให้พี่ต้องชักมีด
เด็กผู้หญิงยืนชิดกำแพงฝั่งหนึ่ง ส่วนผมอยู่ชิดกำแพงอีกฝั่ง พยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุด
ผมไม่อยากยุ่งกับเธอ เพียงต้องการรีบออกจากที่นี่โดยเร็ว แต่เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้เธอในระยะประมาณห้าถึงหกเมตร เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ขยับตัว แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับมา และเมื่อเธอหมุนตัว ผมก็เห็นหน้าของเธอชัดเจน
ใบหน้าของเธอสีขาวซีด ไม่มีแม้แต่สีเลือด
และตอนที่เธอหมุนตัว ผมเห็นชัดเจนว่าเธอไม่มีเงาปรากฏอยู่บนกำแพง
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มฝ่ามือ ผมเข้าใจทันทีว่าเด็กผู้หญิงตรงหน้านี้ไม่ใช่คน แต่ผมไม่มีทางถอยแล้ว ทางเดียวคือต้องเดินหน้า เธอจ้องมาที่ผมพลางเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะสูดหายใจเบาๆ
ผมเริ่มตึงเครียด มือกำด้ามมีดหัวมังกรแน่น ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามหลบสายตา ไม่สบตากับเธอ ผมเดินเบียดไปตามกำแพงอย่างระมัดระวัง ตั้งใจว่าจะไม่หยุดอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว แต่แล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นด้วยเสียงแหลมเล็กและเย็นเยียบ
“พี่ชาย ให้อะไรหนูกินหน่อยสิ!” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเย็นชาและไร้ความรู้สึก
พูดจบ เธอก็ขยับตัวมาที่กลางทางเดิน ขวางทางผมไว้ เธอไม่ได้ใส่รองเท้า และยืนเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเธอยืนขวางทาง ผมก็รู้ทันทีว่าถ้าไม่หาวิธีจัดการกับเด็กผู้หญิงคนนี้ ผมคงผ่านไปไม่ได้แน่ เมื่อไม่มีทางเลือก ผมรีบหยิบถั่วลิสงทอดขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วโปรยลงบนพื้น ความหวังของผมคือ เธอจะก้มลงเก็บถั่วลิสงที่ตกกระจัดกระจายอยู่รอบตัวเธอ ส่วนผมรีบวิ่งผ่านไป
เสียงถั่วลิสงตกลงบนพื้นดัง “กราวๆ” กระจายรอบตัวเด็กหญิง แต่เธอเพียงแค่ก้มมองดูถั่วลิสงเหล่านั้น แล้วเงยหน้าขึ้นมาส่ายศีรษะ เธอไม่พูดอะไร ไม่ส่งเสียงใดๆ แต่ยกมือขึ้นชี้ที่ตะกร้าบนหลังของผม ความหมายชัดเจน เธอไม่สนใจถั่วลิสงที่ตกอยู่เลย เธอต้องการอาหารในตะกร้าของผม
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! อาหารเหล่านี้ ผมเตรียมไว้สำหรับจางเฉียง วิญญาณที่จมน้ำตาย ถ้าให้เด็กผู้หญิงคนนี้กิน แล้วผมจะไปส่งจางเฉียงได้ยังไง
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมหลีกทาง และยังยืนยันจะกินอาหารในตะกร้าของผม ผมก็เริ่มหมดทางเลือก จะอ้อมไปก็ไม่ได้ ผมจึงพยายามพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“น้องสาว อาหารพวกนี้พี่ให้เธอกินไม่ได้ มันเป็นของสำคัญที่พี่ต้องใช้เพื่อช่วยชีวิตตัวเอง
“ช่วยหลีกทางให้พี่ด้วยนะ ถ้าเรื่องนี้ผ่านไปได้ พี่สัญญาว่าจะกลับมาเผากระดาษและเซ่นไหว้ให้เธอแน่นอน”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ทำได้
แต่ใครจะคิดว่าเธอไม่สนใจสิ่งที่ผมพูดเลยแม้แต่น้อย หลังจากผมพูดจบ เธอยังคงส่ายศีรษะ และเริ่มเขย่งปลายเท้าเดินตรงมาหาผมอย่างช้าๆ
เธอเดินเข้ามาใกล้โดยไม่มีเสียง แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าหาตัวเป็นระลอก ความรู้สึกนั้นเหมือนกับการเปิดประตูตู้เย็นในฤดูร้อน ราวกับความเย็นทะลุเข้ากระดูก ความเย็นที่เสียดแทงทำให้ขนลุกชันไปทั้งตัว ใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นด้วยความตึงเครียดและหวาดหวั่น
ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว พร้อมพูดขึ้นอีกครั้ง “น้องสาว ช่วยหลีกทางหน่อย พี่ไม่อยากมีปัญหากับเธอ”
พูดจบ ผมหยิบถั่วลิสงขึ้นมาอีกกำมือแล้วโปรยลงบนพื้น แต่เธอก็ยังไม่สนใจแม้แต่น้อย กลับหรี่ตาลงมองผม พร้อมยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สีหน้าราวกับมั่นใจว่าผมไม่มีทางหนี
ผมได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว แต่เธอกลับไม่ลดราวาศอก เมื่อเธอยิ่งเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมจึงกัดฟันแน่น แล้วชักมีดหัวมังกรออกมาทันที
“ชิ้ง!”
เสียงมีดที่ดึงออกจากฝักดังก้องในตรอก มีดหัวมังกรคมกริบแผ่ประกายเย็นเยียบอยู่ในมือผม
เมื่อเธอเห็นผมชักมีดออก สีหน้าที่เย็นชาของเธอก็เปลี่ยนไปทันที จากที่เคยมีรอยยิ้มเยาะเย้ย ตอนนี้กลับกลายเป็นความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เธอหยุดเดินหน้า และถอยหลังกลับไปสองก้าว มองมีดในมือผมด้วยความระแวง เมื่อเห็นเธอมีปฏิกิริยาแบบนั้น ผมก็โล่งใจและรู้สึกดีใจมาก มีดหัวมังกรที่ลุงอวี๋ให้มาไม่ใช่ของธรรมดาแน่ๆ กลิ่นอายของมันคงทำให้เธอหวาดกลัว แต่ผมไม่ได้ชะล่าใจ ยังคงพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“น้องสาว พี่ไม่ได้อยากมีเรื่องกับเธอ ช่วยหลีกทางให้พี่เถอะนะ” พูดจบ ผมค่อยๆ เดินหน้าไปสองก้าวเพื่อดูปฏิกิริยาของเธอ
เธอดูหวาดระแวงอย่างชัดเจน และรีบถอยกลับไปจนชิดกำแพงที่เธอยืนอยู่ในตอนแรก จากนั้นเธอก็ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง และก้มหน้าไม่มองมาทางผมอีก เธอค่อยๆ เอื้อมมือออกมาอย่างระมัดระวัง เพื่อเก็บถั่วลิสงที่ผมโปรยไว้บนพื้น ท่าทางของเธอดูเหมือนเด็กกำพร้าที่ไร้พ่อแม่ ถูกทอดทิ้งให้เร่ร่อนอยู่ตามท้องถนน ดูน่าสงสาร
แต่ในสถานการณ์นี้ ผมไม่มีเวลาจะรู้สึกสงสารหรือเห็นใจอะไรทั้งนั้น ผมยังคงจ้องมองเธอด้วยความระวัง กลัวว่าเธอจะฉวยโอกาสตอนที่ผมเผลอเข้ามาโจมตี มือที่กำด้ามมีดหัวมังกรยังคงจับแน่น ผมเดินชิดกำแพงอีกฝั่งอย่างระมัดระวัง เร่งฝีเท้าผ่านไปให้เร็วที่สุด
แต่ตอนที่เดินผ่านเด็กผู้หญิงคนนั้น เธอเงยหน้าขึ้นมามองผมแวบหนึ่ง เส้นผมยุ่งเหยิงของเธอปกปิดบางส่วนของใบหน้า แต่ใบหน้าสีขาวซีดของเธอกลับเผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
แค่เห็นเพียงแวบเดียวก็ทำให้ผมขนลุกจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ผมไม่กล้ามองนาน รีบก้มหน้าวิ่งหนีออกจากตรอกนั้นอย่างรวดเร็ว วิ่งไปจนไกล ผมถึงได้หยุดและถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เส้นทางที่เหลือจากนี้เป็นถนนใหญ่ที่ผมเคยเดินผ่านเมื่อคืนก่อน
สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ ไม่มีบ้านเรือน ผมก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างเร่งรีบ แต่บรรยากาศรอบข้างกลับให้ความรู้สึกวังเวงเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองหรือเดินตามผมอยู่ แต่ผมไม่หันกลับไปมอง และไม่หันซ้ายหันขวา ตราบใดที่พวกนั้นไม่ออกมากวน ผมก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกเขา
เมื่อเดินมาถึงทางแยกที่เมื่อคืนผมเจอเด็กหนุ่มส่งอาหาร ผมหยุดฝีเท้า
ตรงจุดนั้น ผมหยิบถั่วลิสงทอดขึ้นมาสองกำมือ แล้วโปรยไว้ข้างทางแยกพร้อมพูดกับถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า “พี่ชาย ขอบคุณที่ช่วยเมื่อคืน ขอโทษด้วยนะที่ผมทำชามของพี่แตกไปแล้ว ถั่วลิสงสองกำนี้เอาไว้กินรองท้องไปก่อน เดี๋ยวถ้าผมผ่านเรื่องคืนนี้ไปได้ ผมสัญญาว่าจะกลับมาทำพิธีเผากระดาษให้พี่ เผาบ้านหลังใหญ่ๆ ให้เลย”
พูดจบ ผมก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอบคุณต่อความช่วยเหลือของเขาเมื่อคืน แต่ทันทีที่ผมโค้งลำตัวลงก็มีลมเย็นพัดผ่านมาที่ทางแยก
เสียงลมทำให้ต้นไม้ไหวดัง “ซ่าๆ” อยู่เพียงไม่กี่วินาทีก็เงียบลง
ผมไม่แน่ใจว่านั่นใช่การตอบรับของเด็กหนุ่มส่งอาหารหรือเปล่าจึงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกสักพัก ก่อนเดินต่อไปยังสวนสาธารณะ
เมื่อเดินเข้ามาในสวนสาธารณะ ผมก็ตรงไปที่ริมทะเลสาบตามที่ลุงอวี๋บอกทันที
ผมเลือกจุดที่ห่างจากริมน้ำประมาณสามเมตรเพื่อจัดโต๊ะ แต่ตั้งใจเดินอ้อมศาลาเมื่อคืน เพราะไม่รู้ว่าคืนนี้ยังมีพวกสิ่งสกปรกอยู่ในนั้นอีกหรือเปล่า
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ผมจึงเดินอ้อมไปยังจุดที่ไกลออกมาเล็กน้อย
คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง สาดแสงลงมายังผืนน้ำ ทำให้เกิดแสงระยิบระยับ
ผมจัดโต๊ะพับบนพื้นหญ้าริมทะเลสาบ ซึ่งห่างจากริมน้ำประมาณสามเมตร จากนั้นวางถ้วยข้าวสวยลงกลางโต๊ะ และปักธูปยาวหนึ่งดอกลงในถ้วยข้าว ก่อนจุดธูป
สิ่งที่ผมต้องทำต่อจากนี้คือรอ รอให้จางเฉียง วิญญาณที่จมน้ำตายตามกลิ่นอาหารขึ้นมาจากทะเลสาบ เมื่อพลังอาฆาตของเขาถูกขจัด ผมก็น่าจะปลอดภัยเสียที
ผมจ้องมองผืนน้ำอย่างระแวดระวัง ในใจภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แต่ใครจะคิดว่าพอผมจุดธูปแล้ว คนที่ผมตั้งใจรอไม่มา คนที่ไม่ควรมากลับมาแทน…