ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 16 จุดธูป...แล้วนี่วิญญาณอะไรบ้างล่ะเนี่ย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 16 จุดธูป...แล้วนี่วิญญาณอะไรบ้างล่ะเนี่ย
ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่า การปักธูปลงในถ้วยข้าวหมายถึงการเชิญวิญญาณให้มาหา ตอนนี้ผมปักธูปยาวไว้ที่ถ้วยข้าว แถมตัวยังอยู่ที่นี่ด้วย วิญญาณของจางเฉียงที่ตามรังควานผมก็น่าจะหาผมเจอในไม่ช้า
ยิ่งเขามาเร็วเท่าไร ผมก็ยิ่งสามารถส่งเขาไปสู่สุคติได้เร็วเท่านั้น และถ้าทำสำเร็จ เขาก็จะไม่มายุ่งกับผมอีก
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดเลยก็คือ ธูปเพิ่งจุดไปได้ไม่ถึงสิบนาที ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างรอบตัว ผมมองไปรอบๆ ด้วยหางตาอย่างระมัดระวัง คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ทำให้ทัศนวิสัยดีมาก
และทันทีที่ผมสังเกตไปรอบๆ ความเย็นวาบก็แล่นขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงศีรษะ ผมเห็นเงาร่างบางอย่างรอบๆ สวนสาธารณะ ร่างเหล่านั้นยืนอยู่ไกลออกไป ส่วนใหญ่สวมชุดขาว บางร่างยืนอยู่ริมฝั่งทะเลสาบอีกฝั่ง แต่ทุกคนล้วนหันหน้ามาทางผม
พวกเขาไม่ส่งเสียงใดๆ และยืนนิ่งราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกขนลุกที่สุดคือ ทุกคนมีใบหน้าขาวซีดที่ดูผิดปกติ รอบตัวผมมีเงาร่างเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ไม่น้อยกว่ายี่สิบร่าง
ผมมั่นใจได้เลยว่าตอนที่เดินเข้ามาในพื้นที่นี้ ไม่มีคนแม้แต่คนเดียว แต่พอผมจุดธูปกลับมีเงาร่างเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาทันที
แม้ไม่ต้องคิดเยอะ ผมก็รู้ได้ว่านี่คืออะไร เงาร่างเหล่านี้ต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนในละแวกนี้ พวกเขาอาจถูกกลิ่นธูปเชิญมา หรือไม่ก็ถูกกลิ่นอาหารในตะกร้าของผมดึงดูดมา
ผมยืนอยู่ริมทะเลสาบด้วยความตึงเครียด มือหนึ่งกำด้ามมีดหัวมังกรแน่น พร้อมรับมือหากเกิดอะไรขึ้น เพราะในสถานการณ์แบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้
หากลุงอวี๋ไม่ได้เตือนผมไว้ว่าอย่าชักมีดโดยไม่จำเป็น ตอนนี้ผมคงจะชักมีดหัวมังกรออกมาแล้ว
เวลาผ่านไป ผมเริ่มสังเกตว่ามีเงาร่างปรากฏเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และร่างเหล่านั้นกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ผมอย่างช้าๆ
ทุกครั้งที่ผมมองไปที่พวกเขา ร่างเหล่านั้นจะหยุดนิ่งเหมือนรูปปั้น แต่ทันทีที่ผมละสายตา พวกเขาก็จะขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น
แม้จะมีเงาร่างอยู่มากมาย แต่สวนสาธารณะแห่งนี้กลับเงียบสนิทราวกับไร้ชีวิต แม้แต่เสียงแมลงก็ไม่มี
ยิ่งมีเงาร่างมากขึ้น ความกดดันในใจก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ
ในใจผมได้แต่คิดว่า ‘จางเฉียง นายอย่าชักช้าได้ไหม! รีบมาแล้วก็รีบไปซะ ฉันจะได้ออกจากที่บ้าๆ นี่สักที’
ผมไม่อยากอยู่ท่ามกลางพวกวิญญาณเหล่านี้อีกแล้ว มันชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบทนไม่ได้
ในขณะที่ผมกำลังตึงเครียดและกังวล เสียงแหบต่ำที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางซ้ายของผม “ไอ้หนุ่มลี้ภัย! คืนนี้แกก็มาอีกเหรอ”
เสียงนั้นทำให้หัวใจผมเต้นแรงจนเหมือนจะหยุด ผมค่อยๆ หันศีรษะไปทางต้นเสียง
เมื่อมองไป ผมเห็นเงาร่างประมาณสี่ถึงห้าร่างยืนอยู่ที่มุมซ้ายด้านหลัง
และร่างที่ยืนอยู่ด้านหน้า คือชายชราสวมชุดคลุมดำสำหรับงานศพที่เมื่อคืนอยู่ในศาลา คนที่พยายามแย่งเสื้อผ้าและชามกระเบื้องจากผม
เขามาพร้อมกับชายหญิงอีกสองสามคน ทุกคนมีสีหน้าไร้ชีวิตชีวา ดวงตาเหม่อลอย ใบหน้าแห้งกรังเหมือนกับเนื้อหมูแดดเดียวในร้านขายของชำ
เมื่อเห็นว่าเป็นพวกเขา ผมรู้สึกประหม่าอย่างอธิบายไม่ได้
แต่ผมยังคงนิ่งและไม่พูดอะไร มือกำด้ามมีดหัวมังกรแน่น เตรียมพร้อมชักออกจากฝักหากจำเป็น
ชายชราไม่ได้สนใจที่ผมเงียบ กลับก้มลงสูดกลิ่นจากตะกร้าบนหลังของผมแทน
“ฟุดฟิดๆ…”
เสียงสูดกลิ่นดังขึ้นไม่หยุด ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นพร้อมแสดงสีหน้าหิวกระหาย
“กลิ่นอาหารนี่มันหอมจริงๆ ไอ้หนุ่มลี้ภัย อาหารนี่นายเตรียมไว้ให้พวกเราหรือเปล่า”
ชายชราสีหน้าเหลืองซีดเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ บนใบหน้าที่ดูเหมือนซากศพกลับมีแววตื่นเต้นเล็กน้อย
ผมไม่อยากมีปัญหากับพวกวิญญาณเหล่านี้ จึงรีบหยิบถั่วลิสงขึ้นมากำมือหนึ่งแล้วโปรยออกไปตรงหน้า
“กินแล้วก็ไปซะ! อาหารพวกนี้ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับพวกคุณ” ผมพูดเสียงดังฟังชัด
พวกวิญญาณที่อยู่ด้านหลังชายชราต่างจ้องมองถั่วลิสงบนพื้นด้วยแววตาลุกวาว ก่อนจะกระโจนเข้าไปเหมือนสัตว์หิวโหย
พวกเขาเริ่มคลานอยู่บนพื้นหญ้า คุ้ยหาเม็ดถั่วลิสงที่กระจัดกระจาย
ทุกครั้งที่พวกเขาเจอเม็ดถั่วลิสง จะเผยสีหน้าดีใจและตื่นเต้นอย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน เงาร่างที่อยู่ห่างออกไปต่างหันมามองถั่วลิสงที่ผมโปรยด้วยแววตากระหาย พวกเขาเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้
ผมรู้สึกได้ถึงลมเย็นยะเยือกที่พัดมาทางผม และเมื่อมองรอบๆ อีกครั้ง ก็พบว่าพวกวิญญาณเหล่านี้เข้ามาใกล้ผมมากขึ้น
พวกเขาจ้องมองผมอย่างแน่วแน่ โดยเฉพาะตะกร้าบนหลังของผมที่มีกลิ่นหอมของอาหารเซ่น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็รีบหยิบถั่วลิสงขึ้นมาอีกหลายกำแล้วโปรยออกไปรอบๆ พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม “พี่น้องทั้งหลาย คุณลุงคุณป้าทุกท่าน ผมไม่ได้ตั้งใจมารบกวน กินเท่าที่พอใจแล้วปล่อยผมไปเถอะครับ!”
ผมโปรยถั่วลิสงเกือบหมดถุง
พวกวิญญาณที่อยู่รอบๆ เหล่านี้เป็นวิญญาณเร่ร่อน ไม่มีใครทำพิธีให้ พวกเขาอดอยากทนทุกข์ตากลมตากฝน
พอเห็นถั่วลิสงที่ผมโปรย พวกเขาก็พุ่งเข้าไปแย่งชิงราวกับฝูงหมาป่า
เสียง “กรอบแกรบ” ดังขึ้นทุกครั้งที่พวกเขากัดถั่วลิสง พร้อมแสดงสีหน้าพึงพอใจ
ในขณะที่พวกเขากำลังแย่งชิงถั่วลิสงกันอย่างดุเดือด ชายชราผู้ยืนอยู่หน้าสุดทางซ้ายของผมยืนนิ่งไม่ขยับ แต่กลับแสดงสีหน้ารังเกียจวิญญาณเร่ร่อนรอบๆ ที่กำลังแย่งชิงถั่วลิสง
จากนั้นเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ “ไอ้หนุ่มลี้ภัย ฉันอยากกินเนื้อในตะกร้าบนหลังของแก”
วิญญาณชายชราผู้นี้แตกต่างจากพวกวิญญาณเร่ร่อนรอบตัวอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นรุนแรงและกดดันมากกว่า
เมื่อได้ยินว่าเขาต้องการเนื้อในตะกร้าของผม ผมก็รีบหยิบถุงพลาสติกที่พอจะเหลือถั่วลิสงอยู่บ้างโยนไปให้เขาทันที
“ลุง เราอย่ามายุ่งกันเลยนะครับ นี่ผมให้คุณหมดแล้ว เอาไปแล้วช่วยออกไปเถอะ”
ชายชรารับถุงพลาสติกจากผมไว้ พร้อมกับจ้องมองถั่วลิสงในถุงอย่างดูแคลน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ไอ้หนุ่มลี้ภัย เมื่อคืนถ้าไม่มี ‘ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้น’ อยู่ ฉันคงได้เสื้อผ้าของแกมาแล้ว แถมยังจะจับแกไปเป็นตัวตายตัวแทนแทนเจ้าวิญญาณจมน้ำนั่นเสีย
“แต่คืนนี้ ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้นไม่อยู่ ถ้าแกไม่ยอมเอาเนื้อในตะกร้ามาให้ฉันกิน ฉันจะคว่ำโต๊ะของแก แล้วโยนแกลงน้ำไปแทนตัวเขาเดี๋ยวนี้เลย!”
พูดจบ วิญญาณชายชราก็ขยับก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกสองก้าว สายตาของเขาเต็มไปด้วยการคุกคาม
เขาพูดว่า เมื่อคืนมี ‘ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้น’ อยู่ เขาถึงไม่กล้าทำอะไรผม
แต่เมื่อคืนผมไม่เห็นผู้หญิงคนไหนอยู่รอบตัวเลย หรือไม่ก็อาจจะมี แต่ผมมองไม่เห็นเอง…
แล้วผู้หญิงที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นคือใคร
ใครกันที่ปกป้องผม ใครที่ตามติดผม
ในหัวผมพลันนึกถึงใบหน้าของเสี่ยวอวี่แฟนเก่าของผม พร้อมกับกลิ่นฟอร์มาลินจางๆ ที่ผมได้กลิ่นเมื่อคืนตอนที่ชายชราวิ่งหนีไป
ผมยังไม่ตอบรับคำขู่ของเขาทันที แต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่ง “ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้นที่คุณพูดถึง เธอหน้าตายังไง แล้วเมื่อคืนเธออยู่ที่ไหน”
ชายชราหรี่ตามองผมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ “หน้าตาสวยทีเดียว ดูดีมาก
“แต่ฉันคิดว่าเธอเองก็คงเอาตัวไม่รอด คืนนี้คงมาไม่ได้แล้ว
“แกฟังฉันนะ รีบเอาเนื้อในตะกร้าออกมาให้ฉันกิน ไม่อย่างนั้น ฉันจะคว่ำโต๊ะของแก แล้วจับแกโยนลงน้ำเดี๋ยวนี้!”