ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 159 พลัดตกน้ำ กำราบสุ่ยกุ้ย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 159 พลัดตกน้ำ กำราบสุ่ยกุ้ย
เห็นดังนั้น ผมรีบว่ายขึ้นไปด้านบนอย่างบ้าคลั่ง
แต่นี่มันอยู่ในน้ำ ความเร็วของผีพรายนั้นเร็วจนน่าเหลือเชื่อ เร็วยิ่งกว่าปลาเสียอีก
พวกมันลากเงาหางยาวเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
อ้าปากกว้างเผยให้เห็นปากโลหิต ก่อนจะพุ่งเข้ามาหมายจะกัดผม
ผมไม่สนใจความเจ็บปวดบนร่าง รีบคว้ากระบี่กระดูกปลาและร่มดำออกมาฟันแทงใส่พวกมันอย่างไม่คิดชีวิต
ตามเนื้อตัวผมมีแต่รอยข่วนเป็นทางยาว…
อาจารย์รับรู้ถึงวิกฤตของผมจึงซัดฝ่ามือผลักวิญญาณอาฆาตชุดแดงให้กระเด็นออกไป พร้อมกับร่ายมุทราวิชาสายฟ้า แล้วขว้างกระบี่ไม้ท้อลงมา
กระบี่ไม้ท้อราวกับมีดวงตา มันพุ่งตรงมายังผมอย่างแม่นยำ
เหล่าผีพรายกว่าสิบตนที่โอบล้อมผมไว้ถูกแทงทะลุร่างทันทีสี่ตน วิญญาณแตกสลายไปในบัดดล
มีหนึ่งตนถูกแทงบาดเจ็บ ผมจึงรีบฉวยโอกาสแทงซ้ำจนตาย
ส่วนผีพรายที่เหลือพากันแตกฮือหลบหนีไปรอบด้าน แต่ก็ยังถูกกำจัดเพิ่มไปอีกหลายตน
สำหรับอาจารย์แล้ว พวกมันเป็นเพียงเศษสวะไร้ค่าที่ไม่มีบทบาทใดๆ
ผมอาศัยช่องว่างนี้ว่ายน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างบ้าคลั่ง
แม้ว่าตอนนี้ผมจะมีพลังติดตัว แต่ความสามารถในการกลั้นหายใจใต้น้ำก็มีแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
“ซ่า!”
ผมโผล่พ้นผิวน้ำในที่สุด รู้สึกเหมือนปอดแทบจะระเบิดออกมา สูดหายใจเฮือกใหญ่อย่างบ้าคลั่ง
แต่เพิ่งจะหายใจได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ข้างหลังพลันมีเสียงน้ำสาดกระเซ็นดัง “ซึ่ม”
เมื่อหันไปมอง ก็เห็นคลื่นยักษ์ลูกหนึ่งโถมเข้ามา
คลื่นลูกนั้นสูงเกือบสองเมตร ซ้ำยังมีกลิ่นศพโชยมาเป็นระยะ
เมื่อเห็นดังนั้น ผมรีบสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วดิ่งตัวลงใต้น้ำอีกครั้ง
และในเวลานั้นเอง ผมก็เห็นว่าใต้เกลียวคลื่นนั้นมีสุ่ยกุ้ยอยู่!
สุ่ยกุ้ยเป็นศพชนิดพิเศษที่สามารถก่อคลื่นลมได้
มันอาศัยไอศพกวัดแกว่งน้ำเป็นเกลียวคลื่นสูงถึงสองเมตรโถมเข้ามาใส่ผม
ในน้ำ มันยังสามารถส่งเสียงคำราม “อู้ๆ” ได้อีกด้วย…
ความเร็วของมันนั้นรวดเร็วจนผมหลบแทบไม่ทัน
ในเสี้ยววินาทีที่สุ่ยกุ้ยพุ่งเข้ามาใกล้ ผมได้แต่รีบกางร่มดำขึ้นต้านไว้
เสียง “ปัง” ดังสนั่น
สุ่ยกุ้ยใช้กรงเล็บฟาดใส่ร่มดำอย่างแรง
แรงมหาศาลสั่นสะเทือนจนแขนผมชาวาบ ร่างทั้งร่างถูกอัดจมลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว
สุ่ยกุ้ยแกว่งขาทั้งสองข้าง ว่ายน้ำตามผมลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ใต้น้ำ ทัศนวิสัยที่ตาทิพย์มองเห็นราวสิบเมตรเท่านั้น
เมื่อเห็นสุ่ยกุ้ยโผล่ขึ้นมาจากปลายสายตาอีกครั้ง ผมก็ระวังตัวถึงขีดสุด
ตราบใดที่ใช้ร่มดำได้อย่างเหมาะสม มันอย่าหวังว่าจะทำร้ายผมได้!
“อู้” สุ่ยกุ้ยส่งเสียงคำราม
แม้มันจะมีรูปร่างมนุษย์ แต่กลับเหมือนสัตว์ร้ายในน้ำโดยแท้
ผมรีบกางร่มดำต้านไว้อีกครั้ง
คราวนี้ ผมถูกแรงปะทะส่งกระเด็นไปไกลหลายเมตร
ทันใดนั้น ผีพรายตนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากข้างหลังหมายจะกัดผม
ผมตวัดกระบี่กระดูกปลาแทงสวนไปโดยไม่ต้องหันมอง
กระบี่กระแทกเข้าที่ลำคอของมันอย่างจัง
ผีพรายกุมคอร้องโหยหวน ร่างหมุนควงไปมาอย่างทรมาน
ทว่าสุ่ยกุ้ยก็ฉวยโอกาสนั้นตะปบกรงเล็บใส่ผมอีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะกางร่มต้าน กลับมีตะขอเหล็กดำพุ่งเข้ามาเกี่ยวเข้ากับแขนของสุ่ยกุ้ย แล้วกระชากมันออกไป
หัวใจผมเต้นแรงด้วยความดีใจ เป็นอาจารย์!
อาจารย์โผล่มาด้านหลังสุ่ยกุ้ย ขัดขวางการโจมตีของมันทันเวลา
สุ่ยกุ้ยโกรธจัด มันหันขวับกลับไปคำรามใส่อาจารย์
“เอ่อ เอ่อ!” มันส่งเสียงคำรามลั่น แล้วตะปบกรงเล็บใส่ใบหน้าอาจารย์ทันที
ที่จริงแล้ว เวลานี้แหละเป็นโอกาสดีที่สุดของผมในการหลบหนี…
แต่ผมไม่ได้หนีไป
เพราะตอนนี้ก็เป็นโอกาสดีที่สุดในการโจมตีสุ่ยกุ้ยเช่นกัน
สุ่ยกุ้ยกำลังหันหลังให้ผม และระยะห่างก็ใกล้มาก
ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยกกระบี่กระดูกปลาพุ่งแทงเข้าใส่อย่างแรง
กระบี่กระดูกปลาแทงทะลุต้นคอด้านหลังของสุ่ยกุ้ยเต็มแรง!
แม้สุ่ยกุ้ยจะเป็นศพ แต่มันแตกต่างจากซากศพบนบกที่กระบี่แทงไม่เข้า
ร่างกายของมันแค่แข็งกว่ามนุษย์ธรรมดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
กระบี่กระดูกปลาแทงลึกเข้าไปในคอมันสิบกว่าเซนติเมตร
“เอ่อ!”
สุ่ยกุ้ยร้องคำรามอย่างเจ็บปวด เลือดสีดำทะลักไหลออกจากบาดแผลที่หลังคอ
มันหันหัวกลับ หมายจะกัดผม
ทว่าในจังหวะนั้นเอง อาจารย์ฉวยโอกาส ซัดฝ่ามือออกไปทีหนึ่ง!
“แปร็บ!”
พลันมีสายฟ้าแลบวาบขึ้นใต้น้ำ!
ในวินาทีนั้น ผมรู้สึกชาไปทั้งตัวราวกับโดนไฟฟ้าช็อตอย่างรุนแรง ตัวแทบกระตุกตรง
อาจารย์ซัดฝ่ามือลงบนศีรษะของสุ่ยกุ้ยอย่างจัง
“ปัง!” เสียงดังสนั่น
หัวของสุ่ยกุ้ยระเบิดแหลกกระจาย กลายเป็นชิ้นเนื้อเหมือนแตงโมเน่า
น้ำในทะเลสาบพลันถูกย้อมเป็นสีดำขลับ
ร่างของสุ่ยกุ้ยแน่นิ่ง ก่อนจะจมลงก้นทะเลสาบไป…
แม้ผมจะยังรู้สึกชาเพราะโดนไฟฟ้าช็อต แต่เมื่อเห็นภาพนี้ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
การฆ่าสุ่ยกุ้ยได้เท่ากับกำจัดภัยใหญ่ไปได้หนึ่ง!
ยิ่งไปกว่านั้น ในเสี้ยววินาทีที่หัวของสุ่ยกุ้ยระเบิด ปราณต้นกำเนิดเข้มข้นสายหนึ่งพลันไหลเข้าสู่ร่างกายของผมโดยอัตโนมัติ
ร่างกายที่เดิมทีอ่อนล้าและแข็งค้างจากกระแสไฟฟ้าฟื้นตัวในชั่วพริบตา!
นี่ก็คือคุณสมบัติพิเศษของร่างกายผม สี่มหาเคราะห์
อาจารย์มองดูศพของสุ่ยกุ้ยที่กำลังจมหายไปในก้นทะเลสาบ แล้วหันมายกนิ้วโป้งให้ผมพลางหัวเราะ
เมื่อครู่เป็นเพราะผมละทิ้งโอกาสหลบหนี หันกลับมาเสี่ยงชีวิตจู่โจมจากด้านหลัง ถึงได้เปิดโอกาสให้อาจารย์สังหารสุ่ยกุ้ยสำเร็จในคราเดียว!
ผมยิ้มตอบพร้อมพยักหน้า รู้สึกดีใจสุดขีด
แม้สุ่ยกุ้ยจะดุร้าย แต่โดยแก่นแล้วมันก็แค่สัตว์ร้ายกระหายเลือดไร้สติเท่านั้น
ทว่า ในตอนนั้นเอง พลันมีแสงสีแดงสายหนึ่งแลบวาบขึ้นจากก้นทะเลสาบ วิญญาณอาฆาตชุดแดงปรากฏตัวขึ้น
เวลานี้ นางกำลังอุ้มร่างไร้ศีรษะของสุ่ยกุ้ยไว้แนบอกพลางเงยหน้ามองพวกเราที่อยู่ด้านบนด้วยสายตาอาฆาต แล้วตะโกนอย่างดุดันใต้น้ำว่า “ไอ้ผู้ชายสารเลว กล้าทุบหัวสุ่ยกุ้ยของฉันจนแตกละเอียด! พวกแก…พวกแกทั้งสองต้องตาย ต้องตาย ตายให้หมด!”
นางกรีดร้องอย่างโกรธเกรี้ยว
พลังอาฆาตแผ่ซ่าน ผืนน้ำโดยรอบเกิดกระแสน้ำวนวุ่นวายไปทั่ว
แม้จะอยู่ในน้ำ แต่ผมกับอาจารย์ยังแทบทรงตัวไม่อยู่
อาจารย์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบคว้าแขนผม แล้วพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
อย่าดูถูกอาจารย์ว่าอายุหกสิบกว่า อีกทั้งตัวก็ผอมเล็ก เวลาอาจารย์เอาจริงขึ้นมา พลังระเบิดกลับมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ
ความเร็วของอาจารย์นั้นว่องไวสุดขีด ไม่ช้าเขาก็ลากผมขึ้นมาถึงผิวน้ำได้สำเร็จ
“เฮือก…”
ผมสูดหายใจเฮือกใหญ่ แต่ลมหายใจของอาจารย์ยังคงสม่ำเสมอ
อาจารย์กวาดตามองรอบๆ พบว่าทะเลสาบถูกหมอกหนาทึบปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นทิศทาง ไม่อาจแยกแยะได้เลยว่าฝั่งอยู่ทางไหน
แต่ไม่นาน สายตาของอาจารย์ก็เหลือบไปเห็นเรือขจัดซากยาวประมาณหกถึงเจ็ดเมตรลำหนึ่ง มันลอยคว่ำอยู่บนผิวน้ำไม่ไกลนัก
แม้จะคว่ำ แต่ถ้าไต่ขึ้นไปก็ยังสามารถยืนได้
อาจารย์เห็นดังนั้นจึงรีบตะโกนว่า “เสี่ยวเจียง รีบปีนขึ้นไปบนเรือนั่นเร็วเข้า!”
ผมพยักหน้าอย่างแรง แล้วว่ายน้ำไปข้างหน้าสุดชีวิต
ขณะเดียวกัน บนผิวน้ำรอบตัวผมมีเสียง “ปุดๆ” ดังขึ้นไม่หยุดเหมือนกับน้ำกำลังเดือดพล่าน พร้อมกับมีพลังอาฆาตพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำไม่ขาดสาย
ผมพุ่งตัวไปถึงข้างเรือลำนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วรีบปีนขึ้นไปบนตัวเรือที่พลิกคว่ำ
ดูจากลักษณะแล้ว น่าจะเป็นเรือขจัดซากที่อาจารย์โดยสารมาก่อนหน้านี้ มันพลิกคว่ำอยู่ตรงนี้นี่เอง
ผมยืนอยู่บนท้องเรือ พลางตะโกนบอกอาจารย์ “อาจารย์! ท่านก็รีบขึ้นมาด้วยสิ!”
อาจารย์ส่ายหัว “ไม่ ฉันต้องไปฆ่ายัยผีนั่นให้ได้!”
พูดจบ อาจารย์ก็ดำลงไปใต้น้ำทันที
ผมยังพอมองเห็นเงาของอาจารย์ได้ผ่านตาทิพย์ และเห็นร่างสีแดงสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากก้นทะเลสาบอย่างรวดเร็ว
ตามมาด้วยเสียงอึมครึมดังสนั่น
“บึม!”
ทั้งผิวน้ำสั่นสะเทือนราวกับเกิดระเบิดใต้น้ำ ก่อให้เกิดเสาน้ำสูงหลายเมตร
อาจารย์กับวิญญาณอาฆาตระดับอาภรณ์แดงเปิดฉากต่อสู้กันอย่างดุเดือด!
ผมอยากลงไปช่วยอาจารย์ใจจะขาด แต่ด้วยพลังบำเพ็ญที่ต่ำเกินไป ผมทำได้เพียงยืนอยู่บนเรือคว่ำอย่างกระวนกระวาย
หมอกโดยรอบยังคงหนาทึบไม่จางหายจนผมไม่อาจรู้ได้เลยว่าฝั่งอยู่ทางไหน
ต่อให้ว่ายน้ำไปตามใจคิดก็ไร้ประโยชน์ เพราะถ้ายังไม่ฆ่าผีตนนั้นก็ไม่มีทางออกจากม่านหมอกในทะเลสาบนี้ได้อยู่ดี
ผมจึงทำได้เพียง…รออย่างเดียวเท่านั้น
ทว่าเหล่าผีพรายตัวเล็กตัวน้อยยังไม่ถูกกำจัดทั้งหมด เมื่อพวกมันจัดการอาจารย์ไม่ได้ก็มุ่งเป้ามาที่ผมแทน!
ไม่นาน พวกมันก็เริ่มว่ายวนเวียนอยู่รอบตัวเรือที่ผมยืนอยู่
พวกมันโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำเป็นระยะ เผยให้เห็นหัวผีซีดเซียวบ้างประปราย
ผมจ้องพวกมันอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าเผลอแม้แต่นิดเดียว
ไม่กี่นาทีต่อมา พวกผีพรายเหล่านั้นก็ส่งเสียง “เอ่อๆ” แล้วพร้อมใจกันปีนขึ้นมาบนตัวเรือหมายจะโจมตีผม
ผมทำได้เพียงต่อสู้กับพวกมันสุดกำลัง
โชคดีที่พวกมันเหลืออยู่แค่สี่ตัวเท่านั้น
ผมต้องรับมือสี่ตัวพร้อมกัน มือหนึ่งถือร่มดำ อีกมือถือกระบี่กระดูกปลา แถมยังต้องทรงตัวอยู่บนเรือ
ถึงจะตั้งรับอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังพอรักษาชีวิตไว้ได้ในตอนนี้
สิ่งเดียวที่ทำให้ผมกังวลที่สุด…คืออาจารย์!
ศัตรูของอาจารย์คือวิญญาณอาฆาตระดับอาภรณ์แดง เป็นปีศาจร้ายที่สามารถก่อหายนะได้ทั้งพื้นที่ ไม่ใช่อะไรแบบที่พวกปีศาจแมวผีหมาเล็กๆ จะเทียบได้
หากอาจารย์พลาดท่าเมื่อไร ผมกับเขาคงไม่มีใครรอดออกไปจากที่นี่ได้เลย…