ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 17 ร่วมมือปลอม ใครกันที่กำลังวางแผนใส่กัน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 17 ร่วมมือปลอม ใครกันที่กำลังวางแผนใส่กัน
คำพูดของวิญญาณชายชรานั้น แม้เต็มไปด้วยการข่มขู่ แต่กลับทำให้ผมรู้สึกสงสัย
ถ้า ‘ผู้หญิงน่ากลัวคนนั้น’ ที่เขาพูดถึงคือเสี่ยวอวี่ ทำไมเขาถึงพูดว่าเธอเองก็คงเอาตัวไม่รอด
หรือว่า…เสี่ยวอวี่ก็กำลังตกอยู่ในอันตราย
คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ แต่ชายชราที่อยู่ตรงหน้ากลับขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ความเย็นยะเยือกในอากาศยิ่งหนักหน่วงขึ้น
พวกวิญญาณเร่ร่อนรอบๆ ก็เริ่มเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาเต็มไปด้วยการคุกคาม
ผมไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องจัดการกับปัญหาตรงหน้า หากไม่สามารถจัดการกับวิญญาณชายชราตนนี้ได้ ไม่ต้องพูดถึงการส่งจางเฉียงไปสู่สุคติเลย ผมอาจจะเอาตัวเองไม่รอดด้วยซ้ำ
เมื่อตัดสินใจได้ ผมไม่ลังเลอีกต่อไป “ชิ้ง!” เสียงดังขึ้นเมื่อผมชักมีดหัวมังกรออกจากฝัก
ทันทีที่มีดหัวมังกรออกจากฝัก มันสะท้อนแสงเป็นประกายเย็นเยียบ วิญญาณชายชราที่กำลังเดินเข้ามาพลันหยุดชะงัก สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ
เขาจ้องมองมีดในมือผมด้วยสายตาประหลาดใจ
แม้แต่พวกวิญญาณเร่ร่อนที่กำลังแย่งถั่วลิสงอยู่รอบๆ ก็หยุดชะงัก พวกเขาถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
นี่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจอันน่ากลัวของมีดหัวมังกรที่ลุงอวี๋ให้มา
ตอนนี้ผมชักมีดออกมาแล้วเลยตัดสินใจเผยท่าทีแข็งกร้าว พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เฮ้ย ลุง! อย่ามาเล่นตัวให้เสียเวลา ถั่วลิสงนี่อยากกินเท่าไหร่ก็เอาไปเถอะ แต่อาหารในตะกร้า อย่าได้คิดแม้แต่จะฝันถึง!”
แม้ว่าภายนอกผมจะดูนิ่งสงบ แต่ข้างในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
อย่างไรก็ตาม ผมรู้ดีว่ายิ่งสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งต้องรักษาความนิ่งไว้ให้ได้
ครูวิชาจิตวิทยาเคยสอนไว้ว่า เมื่อแสดงความหวาดกลัวหรือหวั่นไหวต่อหน้าคู่ต่อสู้จะสูญเสียความได้เปรียบ และกลายเป็นปล่อยให้อีกฝ่ายควบคุมสถานการณ์แทนทันที
ในสถานการณ์ที่กดดันเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความเยือกเย็นและความกล้าหาญ
วิญญาณชายชรายืนอยู่ห่างจากผมไม่กี่เมตร เขาหรี่ตามองมาที่ผม
หลังจากนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อคืนแกถือชามมา คืนนี้ถือมีดมา แกคิดว่าแค่นี้ฉันจะกลัวแกหรือไง”
ผมตอบกลับทันที “ไม่กลัวก็ลองเข้ามาสิ จะได้รู้ว่าผมจะฟันคุณไหม!”
แม้เหงื่อเย็นจะชุ่มมือ แต่ผมก็ไม่แสดงความหวาดหวั่น
ชายชราหรี่ตาจ้องผมอย่างไม่ละสายตา จากนั้นเขาก็เริ่มเดินวนรอบตัวผมไปมา พร้อมกับมองผมขึ้นลงด้วยสายตาประหลาด
ขณะเดียวกันถั่วลิสงที่โปรยไว้รอบๆ ก็ถูกวิญญาณเหล่านั้นแย่งกันกินจนหมด แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจากไป ซ้ำยังยืนล้อมผมไว้ราวยี่สิบตน ทุกตนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น และจ้องมาที่ผมด้วยสายตาว่างเปล่า
ผมรู้ดีว่า ถ้าจะไล่พวกสิ่งสกปรกเหล่านี้ไปให้พ้น กุญแจสำคัญก็คือวิญญาณชายชรา เพราะเขาเป็นตัวปัญหาใหญ่ที่สุด และยังเป็นหัวโจกที่พาวิญญาณตนอื่นมา
แต่ปัญหาคือผมจะไล่เขายังไงนี่สิ แม้ว่าผมจะถือมีดหัวมังกรอยู่ และมั่นใจว่าใช้ป้องกันตัวได้ แต่ถ้าจะบุกเข้าไปจัดการเขาแบบเด็ดขาด ผมก็ไม่มั่นใจนักว่าจะทำสำเร็จ นึกแล้วก็เสียดาย น่าจะเข้าชมรมต่อสู้ไว้ตั้งแต่แรก
เรายืนชะงักกันอยู่พักใหญ่ วิญญาณชายชราเองก็ไม่มีท่าทีจะไปไหน ผมเริ่มกังวลว่า ถ้าจางเฉียงโผล่มาตอนนี้ เขาอาจจะเข้ามาปั่นป่วนและทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น
หลังจากไตร่ตรอง ผมตัดสินใจว่าต้องหาทางจัดการให้ได้ ไม่ว่าจะไล่เขาไป หรือทำลายเขาให้สิ้นซาก ผมจะไม่ยอมให้เขามาขัดขวางเรื่องสำคัญของผมแน่ แต่สิ่งที่ผมต้องการตอนนี้คือ โอกาสที่เหมาะสม…
วิญญาณชายชราเดินวนรอบตัวผมสองสามรอบ ก่อนจะหยุดยิ้มเยาะอย่างแปลกประหลาดและพูดขึ้น “ไอ้หนุ่มลี้ภัย ทำไมเราไม่ลองทำข้อตกลงกันล่ะ”
“ข้อตกลง?”
ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง พร้อมทั้งเริ่มเห็นโอกาสบางอย่างที่อาจจะช่วยแก้สถานการณ์นี้ได้ จึงตั้งใจฟังว่าเขาจะพูดอะไร
“ไอ้หนุ่มลี้ภัย แกก็แค่โดน ‘ลิงน้ำ’ ตามรังควานอยู่ใช่ไหม เรื่องนี้ง่ายมาก แกแค่เอาอาหารเซ่นในตะกร้าของแกออกมาให้ฉันกินสักหน่อย แล้วพอเจ้า ‘ลิงน้ำ’ นั่นโผล่มา ฉันจะจับมันกดให้ติดดินเอง จากนั้นแกก็ใช้มีดนี่ฟันมันให้ตาย เรื่องก็จบแล้ว ว่าไงล่ะ ลุงคนนี้อยากร่วมมือกับแกอย่างจริงใจนะ เมื่อคืนลุงยังช่วยให้แกหลบฝนในศาลาเลย…”
เมื่อได้ยินคำพูดของวิญญาณชายชรา ผมก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ ‘คำพูดของแกนี่มันเหลวไหลจริงๆ นึกว่าฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไง’ ถึงผมจะไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับโลกของวิญญาณมากนัก แต่ยังไงผมก็เคยดูหนังของ ‘หลินเจิ้งอิง’[1]มาหลายเรื่อง
‘แกเป็นแค่วิญญาณเร่ร่อนที่ซุกหัวหลบฝนในศาลา แถมไม่มีแม้แต่ของเซ่นไหว้จะกิน คิดว่าจะไปสู้กับวิญญาณอาฆาตที่กลายเป็นผีดุได้งั้นเหรอ จะกดวิญญาณอาฆาตให้อยู่หมัดเนี่ยนะ’
เห็นได้ชัดว่าเขาแค่ต้องการหลอกกิน ‘อาหารเซ่น’ ของผม แต่ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเขาอยากกินนัก งั้นก็ถือโอกาสนี้จัดการเขาไปเลย จะได้ไม่มาป่วนแผนของผม
คิดได้แบบนี้ ผมก็วางแผนในใจทันที จากนั้นผมก็แสร้งทำท่าทีลังเล แล้วพูดถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
“ลุง คุณจะช่วยผมจริงๆ ใช่ไหม”
เมื่อวิญญาณชายชราได้ยินคำพูดของผม สีหน้าของเขาก็ดูพอใจยิ่งขึ้น “แน่นอน! ฉันขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ผีแก่ใจดี’ ที่สุดในย่านนี้เลยนะ! ‘อาหารเซ่น’ พวกนี้ แกจะเอาไปให้ ‘ลิงน้ำ’ กินทำไม ไม่สู้เอามาให้ฉันกินดีกว่า ฉันกินแล้ว ยังจะช่วยแกได้ แต่ถ้า ‘ลิงน้ำ’ ได้กินเข้าไป มันก็จะฆ่าแกอยู่ดี…”
ผมแสร้งทำเป็นเหมือนกำลังชั่งใจหนัก ก่อนจะกัดฟันพูดออกไป “ตกลง! ลุง ถ้าผมให้ลุงกินอาหาร ลุงต้องช่วยผมด้วยนะ”
“แน่นอนๆ!”
วิญญาณชายชรายิ้มกว้าง เริ่มขยับเข้ามาใกล้ผม แต่เขาก็ยังเก็บมือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง ดูเหมือนเขาจะยังระวังตัวอยู่ไม่น้อย
ผมยืนประจันหน้าเขาพลางทำทีเก็บมีดหัวมังกรเข้าฝักต่อหน้าต่อตา แต่ตอนล็อกฝัก ผมจงใจล็อกไม่สนิท แค่แกล้งทำเหมือนล็อกเพื่อหลอกเขา
ผมต้องการให้เขาเข้าใจผิด คิดว่าผมผ่อนคลายความระแวงลงแล้ว
จากนั้นผมเอื้อมมือไปตบฝาตะกร้าของอาหารเซ่นสองสามครั้ง “ปัง ปัง ปัง”
เมื่อวิญญาณชายชราเห็นว่าผมเก็บมีดหัวมังกรแล้ว แถมยังตบฝาตะกร้าเสียงดัง สายตาของเขาก็จดจ่ออยู่ที่ตะกร้าทันที
เขาคงคิดว่าผมที่ไม่มีมีดอยู่ในมือแล้ว ไม่ใช่ภัยคุกคามอะไรอีก
เขาลดมือที่อยู่ด้านหลังลงและพูดอย่างกระสับกระส่าย “น้องชาย รีบเปิดผนึกสิ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว!”
ชายชราทำท่ากลืนน้ำลายเสียงดัง และขยี้มือเหมือนคนที่รอไม่ไหว
ยิ่งเขาแสดงออกแบบนั้น ผมยิ่งทำท่าทางเชื่องช้า
สุดท้ายผมค่อยๆ แกะผนึกบนฝาตะกร้าออกอย่างช้าๆ ก่อนจะยกฝาตะกร้าขึ้นทีละนิดจนกลิ่นหอมของอาหารเซ่นลอยฟุ้งออกมา
วิญญาณชายชราสูดกลิ่นเข้าเต็มปอด สีหน้าเหมือนคนเคลิบเคลิ้มจนแทบจะหลุดลอย
ผมถือฝาตะกร้าขึ้นเพื่อบดบังมีดหัวมังกรที่อยู่เบื้องหน้า แต่สายตาของผมยังคงจับจ้องเขา พลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ลุง อันแรกนี่คือขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่ ลองชิมก่อนสิ แต่จำไว้นะว่าลุงต้องช่วยผมด้วย!”
ผมพูดยิ้มๆ ดูเหมือนคนไม่มีพิษภัย พร้อมย้ำคำว่าให้ช่วยเพื่อทำให้เขาหายระแวง ในขณะที่มือขวาของผมซึ่งอยู่หลังฝาตะกร้ากำด้ามมีดไว้แน่น พร้อมจะลงมือทันทีถ้าเขากล้าเข้ามา
สายตาของวิญญาณชายชราแทบไม่ละไปจากขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่ในตะกร้าเลย เขาซึ่งไม่ได้รับของเซ่นไหว้มานานหลายปี เมื่อเห็นอาหารที่ดูน่ากินเช่นนี้ก็อดใจไม่ไหว
“ได้ๆ!” เขาตอบรับพลางก้าวพรวดเข้ามาใกล้สองก้าว มือที่แห้งเหี่ยวเอื้อมมาหมายจะคว้าขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่ในตะกร้า เมื่อเห็นแบบนั้น สีหน้าของผมก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที
“ชิ้ง!”
เสียงของมีดหัวมังกรที่ถูกดึงออกจากฝักดังขึ้นพร้อมกับที่ผมฟันมีดลงตรงไปยังใบหน้าของวิญญาณชายชราโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย…
[1] หลินเจิ้งอิง ผู้กำกับหนังผีฮ่องกงมากฝีมือ เรื่องดังๆ ที่คนไทยรู้จักคือ ผีกัดอย่ากัดตอบ