ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 164 ลูกแก้ววิญญาณ พวกแกมาเป็นปลาเสียเถอะ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 164 ลูกแก้ววิญญาณ พวกแกมาเป็นปลาเสียเถอะ
หุ่นฟางพูดถึงวัตถุดิบที่ใช้สร้างลูกแก้วนี้ด้วยความตื่นเต้น
สีหน้าของผมเปลี่ยนไปในทันที
กะโหลกศีรษะของคนสี่สิบเก้าคน? แถมยังมีเลือดของเด็กชายหญิงสิบคู่?
นี่มันของอัปมงคลระดับไหนกัน
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหุ่นฟางอันน่าสะพรึงกลัวตัวนี้ถึงบอกว่าลูกแก้วนี้เรียกว่า ‘ลูกแก้ววิญญาณ’ และสามารถใช้เลี้ยงศพเลี้ยงวิญญาณในทะเลสาบได้
ลูกแก้วนี้แท้จริงแล้วเป็นของอาถรรพ์มหาภัยโดยแท้
พูดจบ หุ่นฟางยื่นมือออกมา ตั้งใจจะรับลูกแก้วจากมืออาจารย์
แต่อาจารย์จะยอมคืนให้มันได้อย่างไร
เขาบีบลูกแก้วในมือแน่น
เสียง ‘เป๊าะ’ ดังขึ้น ลูกแก้ววิญญาณสีเทาน้ำตาลแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทันที
จากนั้นก็บี้มันจนเป็นผงต่อหน้าหุ่นฟางอันน่าสะพรึงกลัว
ลูกแก้วขนาดเท่าไข่ไก่ถูกอาจารย์บีบจนแตกเป็นผง สุดท้ายอาจารย์สะบัดมือปัดผงลงบนพื้น
หุ่นฟางอันน่าสะพรึงกลัวที่ยืนอยู่ตรงหน้าชะงักไปทันที มันเอียงศีรษะพร้อมจ้องมองอาจารย์ด้วยรอยยิ้มแข็งทื่อ
ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นว่า “ทำไมแกถึงบีบมันจนแตก ฉันบอกแล้วนะว่าขั้นตอนการสร้างซับซ้อนมาก แกทำลายมันไป ฉันก็ต้องไปหาเศษกะโหลกศีรษะอีกสี่สิบเก้าชิ้น และเลือดของเด็กชายหญิงสิบคู่มาสร้างใหม่อีก เฮ้อ… บาปกรรมจริงๆ ต้องมีคนตายอีกเท่าไหร่นะ…”
ขณะพูด หุ่นฟางอันน่าสะพรึงกลัวยังแสดงท่าทีเศร้าโศก ก่อนจะถอนหายใจออกมา
ถ้าไม่รู้ที่มาที่ไปอาจจะนึกว่ามันเป็น ‘คนดี’ ที่ถูกพวกเรารังแก
แต่พวกแบบนี้แหละที่เป็นพวกวิปลาสที่สุด…
อาจารย์ทำหน้าขรึม ก่อนจะส่งเสียงหึเย็นชา “แกนี่พูดมากจริงๆ!”
พูดจบ อาจารย์ยกกระบี่ไม้ท้อขึ้นแล้วพุ่งเข้าโจมตีทันที
แม้ร่างกายผมจะอ่อนแรง แต่ก็ยังกัดฟันแน่น ฮึดสูดลมหายใจเรียกเรี่ยวแรงขึ้นมา เตรียมพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือทุกเมื่อ
แต่หุ่นฟางอันน่าสะพรึงกลัวตรงหน้ากลับไม่ขยับแม้แต่น้อย มันเผยรอยยิ้ม เอียงศีรษะจ้องมองอาจารย์ที่พุ่งเข้าไปโจมตี
อาจารย์กระโดดขึ้นกลางอากาศ กระบี่ไม้ท้อในมือเปล่งเสียง ‘หวืด’ ก่อนจะฟาดลงไป
กระบี่นี้เต็มไปด้วยพลังมหาศาล ดูทรงพลังเป็นอย่างมาก แต่หุ่นฟางอันน่าสะพรึงกลัวก็ไม่ธรรมดา
ในขณะที่กระบี่ของอาจารย์กำลังจะฟาดถึงตัวมัน ดวงตาสีดำของหุ่นฟางพลันเปล่งแสงสีดำออกมา พร้อมกับสะบัดมือหนึ่งครั้ง ม่านพลังสีดำปกคลุมไปทั่ว กระแสพลังอาฆาตอันน่าสะพรึงกลัวพลันปะทุออกมาจากร่างของหุ่นฟาง
พลังอาฆาตนั้นเข้มข้นอย่างยิ่ง รุนแรงยิ่งกว่าตอนที่พวกเราต่อกรกับวิญญาณหญิงชุดแดงเสียอีก
อาจารย์ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว อีกทั้งยังใช้พลังไปมากในการต่อสู้กับสุ่ยกุ้ยและวิญญาณร้าย
พลังของอาจารย์ลดลงไปมาก ตอนนี้เขาใช้พลังได้เพียงหกเจ็ดส่วน ซ้ำยังใช้ได้ไม่นาน
เผชิญหน้ากับการโจมตีของหุ่นฟางอันน่าสะพรึงกลัว สีหน้าของอาจารย์เปลี่ยนไปทันที
แต่เมื่อศรออกจากแล่งย่อมไม่มีทางย้อนกลับ อาจารย์ทำได้เพียงกัดฟันฟาดกระบี่ลงไปสุดกำลังพลางตะโกนว่า “ทลาย”
‘บู้ม’
เสียงระเบิดดังกึกก้อง
ฟางกระจายไปทั่วทุกทิศทางในชั่วพริบตา
หุ่นฟางระเบิดออกหลังจากเสียงระเบิดดังขึ้น ร่างของมันกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร ล้มลงแน่นิ่งกับพื้น แต่อาจารย์ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เมื่อเห็นเช่นนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง และคิดในใจว่าอาจารย์สุดยอดจริงๆ
ผมรีบก้าวไปข้างหน้า เตรียมฉลองกับอาจารย์ แต่ทันทีที่ผมก้าวออกไป อาจารย์กลับกระอักเลือดออกมา จากนั้นก็ทรุดลงดัง ‘ตุ้บ’ คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น…
“อาจารย์!” ผมตกใจสุดขีด หัวใจเต้นระรัวราวกับกำลังนั่งรถไฟเหาะ รีบพุ่งไปหาอาจารย์ทันที
เมื่อมาถึงตรงหน้า พบว่าที่หน้าอกของอาจารย์มีเศษฟางสิบกว่าชิ้นปักอยู่ เลือดไหลซึมตามปลายฟาง หยดลงบนพื้นทีละหยด…
ผมไม่รู้ว่าเศษฟางเหล่านี้ปักลึกเข้าไปในผิวหนังแค่ไหน หรือทำให้เส้นเลือดเสียหายหรือไม่ จึงไม่กล้าดึงออกโดยพลการ
“อาจารย์ ท่าน…อดทนหน่อย ผมจะตรวจดูบาดแผลให้ก่อน!” พูดจบ ผมรีบเตรียมตัวตรวจดูอาการบาดเจ็บของอาจารย์
แต่อาจารย์กลับส่ายหัว ก่อนจะคว้าคอเสื้อผมแน่น ดวงตาเบิกกว้าง พลางกล่าวเสียงแข็งกร้าวด้วยปากที่เต็มไปด้วยเลือด
“ไปซะ ออกไปจากที่นี่ มันไม่ใช่นักไสยเวทธรรมดา ฉันจะถ่วงเวลามันไว้เอง!” พูดจบ อาจารย์ผลักผมอย่างแรง ต้องการให้ผมหนีไปตามลำพัง
ชั่วขณะที่อาจารย์ผลักผมออกไป หุ่นฟางที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตรซึ่งดูเหมือนกำลังจะสลายกลับขยับอีกครั้ง
มันค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ เศษฟางที่กระจัดกระจายรอบๆ กำลังค่อยๆ กลับเข้าไปในร่างของมันทีละเส้น
มันฟื้นคืนชีพอีกครั้ง…
ผมเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
นี่มัน… วัตถุอัปมงคลอะไรกันแน่
ภาพวัตถุอัปมงคลทั้งหมดที่เคยอ่านจากบันทึกของอาจารย์ปู่วาบผ่านในหัวผม
มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เข้ากับเจ้าหุ่นฟางตัวนี้
หุ่นเชิด!
วิชาหุ่นเชิด
หุ่นฟางน่าขนลุกตรงหน้านี้ไม่ใช่ผี ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่ศพ และไม่ใช่ปีศาจ ดังนั้นมันจึงมีเพียงความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น นั่นคือหุ่นเชิด
“อาจารย์… มันเป็นหุ่นเชิดใช่ไหม”
อาจารย์ไม่ได้ตอบผม เพียงแค่หันกลับมาจ้องผมเขม็ง “ไปซะ! ไปหาอวี๋หลง ก่อนฟ้าสาง ห้ามกลับมาที่นี่!” พูดจบ อาจารย์แทบทรงตัวไม่อยู่ ต้องใช้กระบี่ไม้ท้อปักลงบนพื้นเพื่อพยุงร่าง
หุ่นฟางที่ลุกขึ้นยืนใหม่หัวเราะเสียงเย็นยะเยือก “กั่กๆ ไม่มีใครหนีไปได้ ปลาที่ฉันเลือกไว้จะมีเพียงฉันเท่านั้นที่ได้ชม! ฮ่าๆ! ฮ่าๆๆ!…
รอยยิ้มของมันดูน่าขนลุกอย่างยิ่ง และในขณะที่มันหัวเราะ ลมเย็นยะเยือกก็พัดโหมกระหน่ำรอบตัวเราอีกครั้ง
เสียง ‘วู้ๆ’ ดังขึ้น ลมจากทุกทิศทุกทางนำพากลุ่มหมอกดำมาปกคลุม
เพียงพริบตาเดียว ผมกับอาจารย์ก็ถูกหมอกดำนี้ล้อมเอาไว้
ไม่มีทางหนีอีกต่อไป
ตอนนี้ไม่มีใครสามารถหลุดพ้นจากที่นี่ได้ เว้นแต่เราจะทำลายหุ่นฟางตัวนี้ลง และที่สำคัญ ผมไม่เคยคิดจะทอดทิ้งอาจารย์แล้วหนีเอาตัวรอดเพียงลำพัง
ผมรีบเข้าไปพยุงอาจารย์ขึ้นมา “อาจารย์ ถ้าจะไปก็ไปด้วยกัน ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน ผมไม่มีวันทิ้งท่านไว้แล้วหนีเอาตัวรอดเด็ดขาด”
คำว่า ‘เป็นอาจารย์หนึ่งวัน คือบิดาตลอดชีวิต’ ชีวิตของผมได้มาเพราะอาจารย์ช่วยไว้ ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ จะให้ผมทอดทิ้งอาจารย์ได้อย่างไร
อาจารย์เห็นแววตามุ่งมั่นของผม อีกทั้งตอนนี้หมอกวิญญาณได้ล้อมพวกเราไว้จนไม่มีทางหนี เขาจึงพยักหน้าให้ผม “นายมีความกตัญญูและจิตใจกล้าหาญ ฉันเลือกนายมาเป็นศิษย์ไม่ผิดจริงๆ เช่นนั้นก็ให้ศิษย์อาจารย์ร่วมเป็นร่วมตายกันเถอะ มาฆ่ามันกัน!”
พูดจบ อาจารย์กวัดแกว่งกระบี่ไม้ท้อในมือ ฟันเศษฟางที่ปักหน้าอกจนขาดสะบั้น
ผมเองก็มองไปที่หุ่นฟางอีกครั้ง เมื่อครู่มันถูกอาจารย์ฟันไปหนึ่งกระบี่ แม้จะลุกขึ้นมาใหม่ได้ แต่แขนข้างหนึ่งของมันกลับหายไป
อาจารย์มองไปยังหุ่นฟางอย่างเย็นชา ก่อนพูดกับผมว่า “เสี่ยวเจียง เจ้านี่ไม่ใช่นักไสยเวทธรรมดา และหุ่นฟางนี่ก็ไม่ใช่หุ่นเชิดธรรมดาเช่นกัน ถ้าพวกเราจะชนะ ต้องทุบหัวมันให้แตก แล้วเผาอักขระที่อยู่ข้างในซะ”
“เข้าใจแล้ว อาจารย์บอกให้ผมทำอะไร ผมจะทำตามนั้น!” ผมพยักหน้ารับเสียงหนักแน่น
อาจารย์มองไปยังหุ่นฟางนั้นอีกครั้ง ก่อนจะสอดมือที่สั่นเล็กน้อยเข้าไปในเสื้อ หยิบขวดเล็กๆ ออกมา เขาเทยาออกมาสองเม็ด
เม็ดยาสีดำสนิท ดูไม่รู้ว่าคืออะไร
อาจารย์กำยาไว้ในมือ ก่อนกลืนลงไปในคราวเดียว
ผมไม่เคยเห็นอาจารย์กินยาเลย นี่เป็นครั้งแรกที่เห็น จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “อาจารย์กินยาอะไรน่ะ”
อาจารย์ยิ้มบาง ๆ แล้วตอบว่า “ยากระตุ้นเลือดเสริมปราณ ช่วยเพิ่มพละกำลังได้ชั่วคราว”
เมื่อได้ยินว่าช่วยเพิ่มพละกำลัง ผมจึงพูดขึ้นทันที “อาจารย์ งั้นให้ผมกินด้วยสองเม็ดสิ!”
ทว่าอาจารย์กลับส่ายหัว “นายกินไม่ได้ มันมีผลข้างเคียงรุนแรง…”
แต่ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์คอขาดบาดตาย ผมยังจะสนใจอะไรกับผลข้างเคียงอีกเหรอ
ยิ่งกว่านั้น ร่างกายผมตอนนี้ก็อ่อนแอจนขาแทบทรุดแล้วด้วยซ้ำ
อาจารย์เห็นว่าผมยังพยายามจะพูดต่อ จึงยกมือขึ้นห้ามอย่างเด็ดขาด
อาจารย์หายใจแรงและพูดว่า “ฟังให้ดี อีกเดี๋ยวฉันจะไปล่อมัน ฉันมีอยู่วิธีหนึ่ง แต่ใช้ได้แค่ครั้งเดียว นายคอยจับจังหวะให้ดีแล้วลงมือทันที ถ้าไม่มีโอกาส ห้ามบุ่มบ่าม ห้ามเข้าใกล้มันเด็ดขาด!
“พวกเราต่างได้รับบาดเจ็บ ถ้าพลาดโอกาสหรือทำพลาดขึ้นมา คืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายของศิษย์อาจารย์อย่างเรา…”