ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 166 ฟันศีรษะ หุ่นฟางตัวที่สอง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 166 ฟันศีรษะ หุ่นฟางตัวที่สอง
ผมมองดูศีรษะของหุ่นฟางที่พุ่งเข้ามา ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะคิดหลบเลี่ยง ผมจ้องเป้าหมายอย่างแน่วแน่แล้วแทงกระบี่กระดูกปลาเข้าไปทันที
แต่ศีรษะของหุ่นฟางนั้นกลับเคลื่อนตัวได้เร็วอย่างน่าขนลุก มันบิดตัวกลางอากาศหลบอย่างคล่องแคล่ว กระบี่ของผมจึงแทงโดนเพียงอากาศอันว่างเปล่า!
หุ่นฟางอ้าปากกว้างพลางพุ่งเข้าหาผมจากมุมเฉียง หวังจะกัดคอของผมให้ขาด
มือซ้ายที่กุมร่มปรภพอยู่รีบปล่อยทิ้งทันที ก่อนเบี่ยงร่างถอยไปทางขวาหนึ่งก้าว แล้วตวัดมือซ้ายกลับไปคว้าไว้ก่อนที่ฟันของมันจะฝังเข้าลำคอผม
ผมจับหลังศีรษะของมันแน่น หุ่นฟางพยายามดิ้นรนสุดกำลัง ปากของมันก็ขยับส่งเสียง “แกรกๆๆ” จากฟันที่กัดกระทบรัว
ผมกระแทกหัวของมันลงกับพื้น แล้วใช้กระบี่กระดูกปลาแทงใส่มันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ไอ้เวรเอ๊ย!” ผมสบถอย่างเกรี้ยวกราด
เสียง ‘ฉึกๆๆ’ ดังสนั่น
ในที่สุด หัวของมันก็ถูกผมเสียบจนแหลกละเอียด
ผมจับขอบปากที่แยกออกของมัน ก่อนฉีกกระชากเต็มแรง
‘แคว้ก!’
หัวของหุ่นฟางถูกฉีกออกเป็นสองซีกทันที และนั่นเอง ผมก็เห็นกระดาษยันต์สีดำที่อยู่ในหัวของมัน
ใจกลางยันต์นั้นมีตัวอักษรสองตัวเขียนไว้ว่า ‘หุ่นเชิด’
มันเป็นยันต์ต้องสาปที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และยังเปล่งแสงสีดำออกมา
เศษฟางรอบตัวผมเริ่มเคลื่อนตัวเข้าไปหากระดาษยันต์ หากปล่อยไว้อีกไม่นาน หุ่นฟางตัวใหม่จะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
ผมคว้ายันต์นั้นขึ้นมา แล้วฉีกทิ้งทันที
ทันใดนั้นเอง ยันต์ก็สั่นไหวก่อนจะปล่อยเปลวไฟสีเขียวออกมา เผามันจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
เศษฟางที่กำลังรวมตัวกันก็พลันลุกไหม้ตามไปด้วย ภายในไม่กี่อึดใจ ฟางทั้งหมดก็กลายเป็นเถ้าดำสนิท
และแล้ว หมอกดำที่ปกคลุมพวกเรามานานก็จางหายไป สภาพแวดล้อมรอบตัวกลับคืนสู่ความปกติ…
ผมถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“อาจารย์ จัดการเรียบร้อยแล้ว!” ผมพูดพลางหันไปมองอาจารย์ก่อนจะรีบวิ่งไปหา
ในตอนนี้ อาจารย์นอนอยู่บนพื้น สีหน้าซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด แม้แต่ลมหายใจยังรวยริน
เขามองมาที่ผม กระพริบตาให้ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
ผมแตะตัวอาจารย์ พบว่าร่างกายของเขาเย็นเฉียบ
นี่คือผลข้างเคียงของยาเม็ดนั้นงั้นหรือ
“อาจารย์ อดทนไว้นะ! ผมจะพาท่านออกไปจากที่นี่”
ร่างกายของผมอ่อนล้า ปวดร้าวไปทั้งตัว แต่เมื่อเห็นสภาพของอาจารย์ ความเจ็บปวดทั้งหลายพลันเลือนหายไป
แม้ไม่มีแรง ผมก็ต้องกัดฟันฝืนเค้นพลังออกมาให้ได้
ผมหยิบร่มปรภพขึ้นมา แบกกระบี่ไม้ท้อของอาจารย์ เก็บกระบี่กระดูกปลา จากนั้นก็พยุงอาจารย์ขึ้น แล้วออกวิ่งไปข้างหน้า
เป้าหมายคือหาจั่วต้าเหนียนกับคนอื่นๆ เพื่อให้พวกเขาขับรถพาเราไปโรงพยาบาล
ผมเลือกอุ้มอาจารย์แทนการแบก เพราะยังมีเศษฟางปักอยู่บนหน้าอกของเขา กลัวว่าหากแบกไว้ข้างหลังจะทำให้อาการสาหัสขึ้น
ตอนนี้อาจารย์ต้องได้รับการรักษาโดยด่วนเพื่อลดความรุนแรงของบาดแผลให้มากที่สุด อาจารย์เป็นคนร่างผอมบาง แถมยังสูงแค่ราวๆ หนึ่งเมตรเจ็ดสิบเซนเท่านั้น
ผมกัดฟันอุ้มเขาขึ้นมา แล้วออกวิ่งไปที่ประตูทางเข้าอุทยาน
ทุกก้าวที่ผมวิ่งรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ปอดราวกับจะระเบิด ความเหนื่อยล้าถาโถมใส่ผมอย่างหนักหน่วงจนแทบยืนไม่อยู่
แต่แล้ว…ขณะที่กำลังจะไปถึงท่าเรือของอุทยาน ผมไม่เพียงไม่พบจั่วต้าเหนียนและพวกพ้อง สิ่งที่เห็นตรงหน้ายังทำให้ผมตัวแข็งทื่อจนตัวแข็งค้าง สีหน้าตกตะลึงอย่างที่สุด
สิ่งที่ผมเห็นคือ…หุ่นฟางที่เปียกโชกไปทั้งร่างตัวหนึ่งกำลังค่อยๆ คลานขึ้นมาจากทะเลสาบหนานเทียน ตอนนี้ครึ่งตัวของมันโผล่พ้นขึ้นมาบนฝั่งแล้ว
ในช่วงเสี้ยววินาทีที่ผมตกตะลึง หุ่นฟางที่เพิ่งปีนขึ้นมาหันศีรษะมาทางผม
มันไม่มีหมวก แต่เครื่องหน้าแทบไม่ต่างจากตัวก่อน ยังคงเป็นดวงตาสีดำสนิท ปากสีแดงสด และจมูกที่ทำจากกิ่งไม้ แต่เมื่อเทียบกับตัวที่เราสู้ด้วยก่อนหน้านี้ หุ่นฟางตัวนี้ดูเก่ากว่ามาก ร่างกายของมันเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ เสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็ขาดรุ่งริ่งเป็นริ้วๆ
มันบิดหัวมองผมที่กำลังอุ้มอาจารย์ แล้วจู่ๆ ก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
ทันใดนั้นเอง เสียงแหบต่ำของนักไสยเวทก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ปลาที่ฉันจับตาไว้ไม่มีทางหนีรอดไปได้ง่ายๆ หรอก!”
เสียงของมันทำให้ผมขนลุกซู่
หลังจากที่ต้องสู้กับวิญญาณอาฆาตและสุ่ยกุ้ย เราก็แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เมื่อครู่ยังเพิ่งจะจัดการหุ่นฟางตัวก่อนมาได้อย่างหวุดหวิด อาจารย์ก็ถึงกับต้องพึ่งยาเม็ดสองเม็ดจนหมดแรง ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก
ตอนนี้เหลือแค่ผม…เด็กใหม่แห่งวงการผู้ไร้ประสบการณ์ แค่เดินยังหอบหายใจแรง
แล้วแบบนี้ ผมจะทำยังไงดี!
อาจารย์หันหน้ามองหุ่นฟางที่ปีนขึ้นมาจากน้ำ
ถึงแม้เขาจะพูดไม่ได้ แต่ร่างกายกลับสั่นเทาไม่หยุด ฟันของเขากระทบกันดังกรอดๆ สายตาจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่าย ดูท่าทางอาจารย์ยังคงอยากสู้
แต่ด้วยสภาพตอนนี้…เราจะไปสู้ได้ยังไง!
ผมไม่รอช้า อุ้มอาจารย์แล้วหันหลังวิ่งทันที
สู้ไม่ไหวก็ต้องหนีให้เร็วที่สุด!
แต่แล้วก็ต้องพบว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะหลังจากที่ผมวิ่งออกไปได้เพียงสิบกว่าเมตร
เสียงหัวเราะ “กั่กๆ” ของหุ่นฟางก็ดังไล่หลังมา หมอกดำที่เพิ่งจางหายไปเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เพียงพริบตาเดียวก็คละคลุ้งจนมองแทบไม่เห็นอะไรราวกับไอน้ำที่ควบแน่น ลมเย็นยะเยือกพัดวูบผ่านร่างของเรา
ก่อนที่เราจะไปถึงประตูทางเข้าอุทยาน ทั้งร่างก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาเข้มจนไม่อาจแยกทิศทาง แม้แต่พื้นหินใต้เท้าก็กลายเป็นเงาสีเทาเหมือนกันหมด
“ให้ตายสิ…” ผมสบถออกมาอย่างหัวเสีย พลางเหลียวมองรอบตัว
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้า ‘ตึก...ตึก...’ ก็ดังขึ้น
ผมหันกลับไปมองอย่างฉับพลัน
หุ่นฟางตัวที่เปียกโชกไปทั้งร่างยืนอยู่ตรงนั้น มันใช้ไม้สองท่อนแทนขา เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาหาผมกับอาจารย์
สัญชาตญาณบอกให้ผมถอยหลังไปหนึ่งก้าว ถึงแม้รู้ว่าไม่มีทางชนะ แต่ผมก็ไม่ยอมยืนเฉยๆ ให้มันฆ่าแน่
“ปลาตัวเล็กสองตัวนี่วิ่งเร็วใช้ได้เลยนะ ต้องยอมรับว่าแกทั้งสองมีฝีมือพอตัว ขนาดบาดเจ็บหนักขนาดนี้ยังทำลายหุ่นเชิดของฉันไปได้ตัวหนึ่ง แต่น่าเสียดาย… เพราะฉันมีหุ่นเฝ้าปลาสองตัวในทะเลสาบหนานเทียนแห่งนี้
“ถึงเวลาที่พวกแกต้องตายแล้ว ฮ่าๆๆ…!”