ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 171 รับการรักษา
เสียงผู้หญิงงัวเงีย หาวออกมาก่อนจะตอบ
ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่ก็ไม่สำคัญนัก “ผมมีงานอยากให้เม่าจิ้งช่วย”
“โอเค เดี๋ยวฉันไปเรียกเขาให้” เสียงผู้หญิงฟังดูอ่อนเยาว์คล้ายเด็กสาว
มีเสียงฝีเท้าเดินแว่วมาจากปลายสาย ผ่านไปไม่นาน ได้ยินเสียงเคาะประตู ‘ก๊อกๆๆ’
ตามมาด้วยเสียงตะโกนเรียก “ศิษย์พี่ๆ…”
ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะเป็นศิษย์น้องของเม่าจิ้ง
ผมรอสักครู่ ก่อนที่เสียงของเม่าจิ้งจะดังขึ้น “เจียงหนิง?”
“ใช่ ฉันเอง มีงานให้ช่วยจัดการ” ผมเข้าเรื่องทันที
“ว่ามา” เม่าจิ้งเป็นคนพูดน้อยและไม่ชอบเยิ่นเย้อ
ผมเล่าเรื่องการเก็บศพที่ทะเลสาบหนานเทียนให้เขาฟัง รวมถึงสถานการณ์ของผมตอนนี้ ขอให้เขามาช่วยเก็บศพในคืนนี้ และให้เขาติดต่อกับท่านฮุยแห่งฌาปนสถานเพื่อจัดการศพต่อ
เม่าจิ้งฟังจบก็ไม่ถามเรื่องค่าจ้างสักนิด เขาตอบรับทันที “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ นายโอเคไหม”
“ยังไม่ตายหรอก จดเบอร์นี้ไว้ นี่เป็นเบอร์ของผู้ว่าจ้าง พรุ่งนี้คุยกันเอง โทรศัพท์ฉันตกน้ำไปแล้ว ใช้ไม่ได้”
“…”
หลังจากคุยกันไม่กี่คำ ผมก็ตัดสาย คืนโทรศัพท์ให้จั่วต้าเหนียน พร้อมบอกว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
จั่วต้าเหนียนยิ้มกว้าง รีบกล่าวขอบคุณผมหลายครั้ง แล้วก็ถามเรื่องค่าจ้างในการช่วยจัดการเรื่องนี้
แต่ผมไม่รู้ เพราะอาจารย์ไม่ได้บอก ผมจึงบอกให้รออาจารย์ฟื้นก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องนี้อีกที
พูดจบ ผมหมดแรงจะสนใจอะไรอีก เอนตัวหลับไปทันที
เมื่อผมลืมตาอีกครั้ง เราก็มาถึงโรงพยาบาลแล้ว จั่วต้าเหนียนและพรรคพวกช่วยพาผมกับอาจารย์เข้าไป แล้วรีบจัดการดำเนินเรื่องให้
อาจารย์ยังคงหมดสติจึงได้รับการตรวจรักษาก่อน ส่วนผมถูกส่งไปแผนกศัลยกรรม ให้แพทย์เวรทำความสะอาดบาดแผลและเย็บแผล เพราะร่างกายของผมเต็มไปด้วยรอยกัดและรอยข่วนหลายจุด โดยเฉพาะที่หัวไหล่ มีบาดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ ต้องเย็บอย่างน้อยสิบสองถึงสิบห้าเข็ม
หมอสองคนเดินเข้ามาในห้องผ่าตัดเพื่อเตรียมทำการเย็บแผลและทำความสะอาดบาดแผลของผม
แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ หนึ่งในหมอที่เพิ่งเข้ามาเรียกชื่อผมออกมา “เจียงหนิง!”
เสียงนี้คุ้นเคยจนผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง
ถึงแม้เธอจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจำได้ทันทีว่าเธอคือใคร
หลี่เสี่ยวหมิ่น เพื่อนร่วมชั้นที่เคยเสียวิญญาณเมื่อครั้งก่อน
“หลี่เสี่ยวหมิ่น”
“ใช่ ฉันเอง นายบาดเจ็บหนักขนาดนี้ได้ยังไง” เธอถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
หมอหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ หันไปมองเธอแล้วถาม “เสี่ยวหมิน เธอรู้จักเขาเหรอ”
“อืม เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของฉัน” เธอพยักหน้าตอบ
หมอหนุ่มหันมามองผมแล้วพูดติดตลก “โอ้โห! ถ้าอย่างนั้นก็เป็นรุ่นน้องสินะ ไปเจออะไรมาถึงได้บาดเจ็บขนาดนี้”
แน่นอนว่าผมพูดความจริงไม่ได้ จึงตอบกลับไปเหมือนเวลาต้องตอบคำถามหมอ “โดนหมาตัวใหญ่กัดเข้าให้น่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น หมอหนุ่มกับหลี่เสี่ยวหมิ่นต่างทำหน้าประหลาดใจ ก่อนรีบตรวจดูบาดแผลของผม
“โห นี่ต้องเป็นหมาที่โหดมากเลยสินะ กัดซะเละเลย! ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือยัง เรื่องนี้ห้ามประมาทนะ!”
เขาพูดพลางหยิบแฟ้มประวัติผู้ป่วยและใบสั่งยาของผมขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด
ผมนอนพิงอยู่บนเตียงผ่าตัด ได้แต่กลืนน้ำลาย ไม่กล้าพูดความจริงออกไป
…ก็ผมโดนผีกัดนี่นา! จะให้พูดออกไปได้ยังไง
ไม่นาน พยาบาลก็เอาอุปกรณ์และยาที่จำเป็นเข้ามา
หมอหนุ่มกับหลี่เสี่ยวหมิ่นเริ่มลงมือทำความสะอาดบาดแผลและเย็บแผลให้ผมทันที
เพราะภาคการศึกษานี้เพิ่งจบลง อีกไม่นานทุกคนจะต้องเริ่มฝึกงานเต็มตัว แต่เพิ่งจะสอบเสร็จไม่ถึงสองสัปดาห์ หนังสือรับรองจากมหาวิทยาลัยยังไม่ได้ออกด้วยซ้ำ ทว่าหลี่เสี่ยวหมิ่นกลับได้มาฝึกงานที่โรงพยาบาลนี้แล้ว คงเป็นเพราะครอบครัวของเธอมีอิทธิพลไม่น้อย…
สุดท้าย ทั้งตัวผม แขน ขา และหัวไหล่ ถูกเย็บไปทั้งหมดสี่สิบสามเข็ม นอกจากนี้ยังตรวจพบว่าผมมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ความดันหลอดเลือดดำส่วนกลางลดลง ปริมาณเลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจน้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ
หมอแนะนำให้ผมรับการถ่ายเลือด เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะช็อก แต่ผมรู้สึกว่าสภาพร่างกายยังไหวอยู่จึงปฏิเสธไป บอกว่าจะพักฟื้นเอาเองที่บ้าน
ที่จริงผมแค่ไม่อยากให้เลือดของคนอื่นเข้ามาอยู่ในร่างกายตัวเอง
แต่ถึงอย่างนั้น โรงพยาบาลยังคงแนะนำให้ผมพักรักษาตัวที่นี่เพื่อสังเกตอาการ ซึ่งเรื่องนี้ผมยอมรับ เพราะหลายผลตรวจของผมไม่ผ่านเกณฑ์ แถมยังมีอาการเลือดออกภายใน บาดแผลของผมรุนแรงขนาดนี้ อาจเกิดอาการอักเสบ มีไข้สูง และที่แย่ที่สุด อาจนำไปสู่ภาวะพิษในกระแสเลือดได้…
ผมเรียนแพทย์มาหลายปี เรื่องพวกนี้ผมเข้าใจดี
ผลตรวจของอาจารย์ออกแล้วเช่นกัน ซึ่งอาการหนักกว่าผมมาก
มีภาวะช็อกจากการเสียเลือดมาก บาดแผลฟกช้ำทั่วร่าง อวัยวะภายในเสียหาย รวมถึงกระดูกหน้าอกหัก
เขาจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลแน่นอนว่าเป็นความรับผิดชอบของจั่วต้าเหนียน
แค่คืนแรก ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจ ค่ายา รวมแล้วสูงถึงสามหมื่นเจ็ดพันหยวน
หากอาจารย์ยังไม่ฟื้นตัว ค่ารักษาคงพุ่งสูงขึ้นอีกแน่ แต่เรื่องนี้ผมไม่ได้กังวลมากนัก เพราะก่อนที่ผมจะหมดสติ ผมสังเกตเห็นไฟสามดวงบนศีรษะของอาจารย์ยังสว่างจ้า
ตราบใดที่ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต และวิญญาณยังอยู่ครบ อาจารย์จะฟื้นตัวในไม่ช้า เร็วสุดครึ่งวัน ช้าสุดไม่เกินสองวัน
ผมกับอาจารย์ถูกจัดให้อยู่ห้องพักผู้ป่วยเดียวกัน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มสว่าง
เม่าจิ้งโทรมาหาจั่วต้าเหนียนให้เขาส่งข่าวถึงผม เขารายงานว่าเก็บกู้ศพลอยน้ำในทะเลสาบหนานเทียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ศพทั้งหมดถูกส่งขึ้นรถของท่านฮุย และนำไปยังฌาปนสถานไป๋สือเรียบร้อย
ภารกิจเก็บศพที่ทะเลสาบหนานเทียนถือเป็นอันสิ้นสุด
ผมเองก็อ่อนล้าสุดขีด พอเอนตัวลงนอนก็หลับไปทันที
ผมนอนหลับสนิทไปสิบกว่าชั่วโมง ตื่นขึ้นมาอีกทีช่วงตีสองของวันถัดไป นั่นแสดงให้เห็นว่าร่างกายผมอ่อนล้าขนาดไหน
หลังจากตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ผมทำคือไปดูอาการของอาจารย์ เขายังคงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
เมื่อสอบถามพยาบาล เธอบอกว่าอาจารย์ยังไม่ฟื้นตัว
ผมนั่งอยู่บนเตียงอย่างเบื่อหน่าย มือถือก็ไม่มีให้เล่น จึงได้แต่นั่งอยู่อย่างนั้นจนถึงเช้า
กระทั่งหลี่เสี่ยวหมิ่นที่เพิ่งเลิกกะกลางคืนแวะมาหาผม เมื่อเห็นผมตื่นแล้ว เธอดูดีใจมาก ถามผมว่าอยากกินอะไร เดี๋ยวจะไปซื้อให้
ผมบอกว่าเอาโจ๊กก็พอ แล้วขอให้เธอช่วยซื้อโทรศัพท์ให้ด้วย อยู่โรงพยาบาลแบบนี้มันน่าเบื่อ สั่งอาหารก็ลำบาก
หลี่เสี่ยวหมิ่นไม่ลังเลแม้แต่น้อย เธอออกไปทันทีโดยไม่ถามถึงเงิน
ไม่นานเธอกลับมาพร้อมกับอาหารเช้าและโทรศัพท์เครื่องใหม่ เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากแบรนด์จีน ราคากว่าสี่พันหยวน
ผมไม่คิดว่าเธอจะเลือกซื้อรุ่นที่ดีที่สุดมาให้เลย
ผมมองเธอก่อนพูดขึ้น “เดี๋ยวฉันโอนเงินคืนให้ในวีแชทนะ”
แต่เธอกลับส่ายหน้า “ไม่ต้อง ฉันให้เป็นของขวัญ ครั้งก่อนนายช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันยังไม่ได้ตอบแทนเลย”
“เฮ้ย เรื่องแค่นั้นเอง! นั่นมันหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว ให้ฉันจ่ายเองเถอะ”
ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนเสียบซิมการ์ดเพื่อโอนเงินคืนให้เธอ
จู่ๆ หลี่เสี่ยวหมิ่นกลับมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ ก็ก้มลงมากระซิบเหมือนกำลังแอบทำอะไรลับๆ “เจียงหนิง บอกฉันมาตามตรง บาดแผลของนายน่ะ เกิดจากหมาจริงๆ เหรอ”