ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 172 ฟื้นตัวแล้ว สมเหตุสมผลหรือไม่
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 172 ฟื้นตัวแล้ว สมเหตุสมผลหรือไม่
หลี่เสี่ยวหมิ่นรู้ดีเกี่ยวกับอาชีพที่สองของผม ผมจึงไม่มีเหตุผลต้องโกหก
ผมส่ายหัว “ไม่ใช่ถูกหมากัด แต่เป็นพวกสิ่งสกปรก”
หลี่เสี่ยวหมิ่นได้ยินแบบนั้นก็สูดหายใจแรง “ว่าแล้วเชียว นายกับอาจารย์เก่งขนาดนั้นจะถูกหมากัดได้ยังไง”
เธอทำหน้าอ๋อทันที
ขณะเดียวกัน ผมเปิดเครื่องโทรศัพท์ไปพลาง ซดโจ๊กไปพลาง เมื่อเห็นว่าเธอเพิ่งเลิกกะดึก แถมยังมีรอยเลือดคั่งในตา จึงพูดขึ้น “เสี่ยวหมิน กลับไปพักผ่อนเถอะ ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว”
“โอเค งั้นฉันไปก่อน นายพักฟื้นดีๆ นะ เดี๋ยวว่างๆ ฉันจะมาเยี่ยมใหม่” พูดจบ เธอก็หยิบกระเป๋า โบกมือให้ผม ก่อนเดินออกจากห้องไป
ผู้หญิงคนนี้มีความเป็นตัวของตัวเองมาก ทั้งๆ ที่ครอบครัวรวยขนาดนั้น แต่ยังยอมทำงานหนัก กะดึกก็ไม่บ่น
หลังจากกินอิ่ม ผมโอนเงินค่าโทรศัพท์คืนให้หลี่เสี่ยวหมิ่น
ครั้งแรกเธอไม่ยอมรับ และโอนคืนมาให้ บอกว่านี่เป็นของขวัญขอบคุณที่ผมเคยช่วยชีวิตเธอไว้ แต่ก่อนหน้านี้พ่อของเธอจ่ายค่าตอบแทนให้ผมไปแล้วหนึ่งล้าน ผมจึงมองว่าควรแยกแยะแต่ละเรื่องให้ชัดเจน ผมเลยโอนไปให้เธออีกครั้ง และบอกให้รับไว้ สุดท้ายเธอก็รับเงินไป
เอาตรงๆ เราเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นกันเท่านั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์อื่นใดพิเศษ และตอนนี้ผมก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง ไม่มีเหตุผลต้องรับของขวัญราคาแพงจากเธอ ผมไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร ถ้ารับไว้ วันหลังต้องหาทางตอบแทนคืนอีก
ผมนอนเล่นไปสักพัก พอช่วงสายๆ หมอก็เข้ามาตรวจอาการ
เพราะโรงพยาบาลที่ผมรักษาอยู่คือโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของเมือง แพทย์ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์และอาจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยแพทย์ และบังเอิญว่าคราวนี้ คนที่มาตรวจอาการผม ผมจำได้สามคน พวกเขาเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยของผมเอง หนึ่งในนั้นคืออาจารย์อู๋ที่สอนวิชาเวชปฏิบัติ ผมเป็นนักศึกษาแพทย์ที่เรียนค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง ดังนั้นอาจารย์สองในสามคนจึงจำผมได้
คนไข้ส่วนใหญ่เมื่อเห็นหมอมาตรวจจะรีบถามอาการของตัวเอง แต่พอมาถึงผม กลับกลายเป็นว่าหมอเป็นฝ่ายตั้งคำถามกับผมแทน โดยเฉพาะอาจารย์อู๋ เขาถึงกับเริ่มทดสอบผมตรงนั้นเลย “จากอาการของนายตอนนี้ ลองให้นิยาม บอกสาเหตุ อาการ การวินิจฉัย ระยะของโรค วิธีรักษา และพยากรณ์โรคมาให้ฟังหน่อย”
โชคดีที่พื้นฐานผมแน่น จึงตอบออกไปได้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อพูดจบ อาจารย์อู๋ก็หันไปพูดกับศาสตราจารย์จางที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ศาสตราจารย์จาง นักศึกษาคนนี้ของผมใช้ได้เลยนะ”
ศาสตราจารย์จางพยักหน้า “ใช้ได้ๆ หลังจากผ่าตัดหายดีแล้วให้มาฝึกงานที่โรงพยาบาลเราได้เลย”
“โอ้ ขอบคุณศาสตราจารย์จาง ขอบคุณอาจารย์อู๋ครับ…” ผมรีบกล่าวขอบคุณ
ทีมแพทย์ยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อไปตรวจคนไข้รายอื่น
ผมถอนหายใจแรง รู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านการสอบสัมภาษณ์
ในตอนนั้นเอง อาจารย์ที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆ ขยับตัว ผมหันขวับไปมอง เห็นว่าอาจารย์ลืมตาตื่นแล้ว
“อาจารย์ ท่านฟื้นแล้ว!” พูดจบ ผมรีบลุกขึ้นจากเตียง
อาจารย์พยักหน้าให้ผมเบาๆ
“อาจารย์ เป็นยังไงบ้าง” ผมถามพลางกดปุ่มเรียกพยาบาล “พยาบาล ผู้ป่วยเตียงหกสิบเจ็ดฟื้นแล้ว”
“พอไหว แค่เจ็บหน้าอกกับเวียนหัวนิดหน่อย” อาจารย์ตอบด้วยเสียงแหบพร่า
“อาจารย์ กระดูกหน้าอกของท่านหักสองจุด อย่าขยับตัวมาก”
“อืม” อาจารย์ครางรับเบาๆ
ผมช่วยถอดหน้ากากออกซิเจนให้เขา
ไม่นาน พยาบาลกับหมอก็เข้ามาตรวจอาการ พวกเขาให้อาจารย์จิบน้ำเกลือ แล้วสั่งยาเพิ่ม ก่อนจะออกไป
ต้องเฝ้าสังเกตอาการต่อ ถ้าร่างกายฟื้นตัวดี ไม่มีการติดเชื้อ อีกหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
หลังจากแพทย์ออกไปแล้ว อาจารย์หันมาถามผม “เรื่องที่ทะเลสาบหนานเทียน จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
อาจารย์ยังถามต่อถึงเหตุการณ์หลังจากที่เขาหมดสติ
ผมเล่าให้เขาฟังทั้งหมด ตั้งแต่เสี่ยวอวี่นำหัวของนักพรตเก้าศพกลับมา แล้วมันก็กลายเป็นซากหัวแห้งเหี่ยว จากนั้นพวกเราถูกส่งมาที่โรงพยาบาล และผมให้เม่าจิ้งมาจัดการเก็บศพในทะเลสาบที่เหลือ
อาจารย์ฟังจบก็พยักหน้าเล็กน้อย แสดงว่าพอใจกับการจัดการของผม
จากนั้นเขาพูดขึ้น “นักพรตเก้าศพ คราวนี้ฉันกับมันถือว่ามีเรื่องกันแล้ว สักวันฉันจะไปเอาคืนแน่นอน แต่คราวนี้ ถ้าไม่ได้คุณไป๋ เราสองคนคงไม่รอด หากนายมีโอกาสเจอเธออีก ช่วยฉันขอบคุณเธอด้วย”
ผมพยักหน้า
จากนั้นอาจารย์ถามต่อ “ว่าแต่ ได้รับค่าจ้างจากงานที่ทะเลสาบหนานเทียนแล้วหรือยัง”
ผมส่ายหัว “ยังครับ ตอนนี้พวกเขาแค่สำรองค่ารักษาให้แสนหยวน เรื่องค่าจ้าง อาจารย์ยังไม่ได้กำหนด ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเรียกเท่าไหร่ดี เลยยังไม่ได้ตกลงกับพวกเขา”
อาจารย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพูดขึ้น “งานที่ได้รับจากโทรศัพท์ร้าน เราต้องจัดการให้เสร็จก่อน ถึงคุยเรื่องเงินได้”
ผมได้ยินแบบนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้
อาจารย์หยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “เพื่อจัดการเรื่องนี้ ฉันกับนายต้องเอาชีวิตเข้าแลก อีกอย่างบริษัทพัฒนาอุทยานทะเลสาบหนานเทียนก็ใหญ่โตขนาดนั้น เรียกค่าจ้างสองล้านคงไม่มากไปใช่ไหม”
“ไม่มากเลย ผมว่าสมเหตุสมผลดี” ผมพยักหน้าเห็นด้วย
งานนี้มันเสี่ยงตายจริงๆ พลาดนิดเดียวพวกเราคงจบชีวิตที่ทะเลสาบหนานเทียนไปแล้ว
เก็บสองล้านไม่มากเกินไปสักนิด
“ไม่มากก็ดี งั้นเรียกสองล้าน” อาจารย์ตัดสินใจทันที
สองล้าน…ตามสัดส่วนที่อาจารย์แบ่งให้ ผมจะได้สองแสน แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว
แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่านั้นคือโทรศัพท์ร้าน ผมลองถามเชิงหยั่งเชิง “อาจารย์ โทรศัพท์ร้านของเรามีอะไรพิเศษหรือเปล่า”
อาจารย์เหลือบมองผมแวบหนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “อยากรู้?”
ผมพยักหน้ารัวๆ ถ้าไม่อยากรู้จะถามไปทำไมล่ะ
อาจารย์กดเสียงต่ำลงแล้วพูดต่อ “เอางี้ โทรศัพท์ร้านเราน่ะ ไม่ได้ต่อสายโทรศัพท์…”
“ไม่…ไม่ได้ต่อสายโทรศัพท์” ผมเบิกตากว้าง
ถึงจะเดาไว้แล้ว แต่เมื่ออาจารย์พูดออกมาตรงๆ ก็ยิ่งทำให้ผมช็อก
ถ้าไม่ได้ต่อสายโทรศัพท์ แล้วมันโทรเข้าออกได้ยังไง
แน่นอนว่าคนเป็นไม่มีทางโทรเข้ามาได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกถึงตอนที่อาจารย์รับสายแล้วตอบกลับด้วยความเคารพว่า ‘ใต้เท้า’
ในบรรดาคนตาย ใครกันที่สามารถทำให้อาจารย์เรียกแบบนั้นได้
ไม่ต้องเดาเลย ต้องเป็นเจ้าหน้าที่จาก ‘ข้างล่าง’ แน่ๆ…
ผมชี้นิ้วลงพื้น “อาจารย์…คือสายจากข้างล่าง?”
อาจารย์ไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
ผมยังคงตกตะลึง แต่ก็อดถามต่อไม่ได้ “แล้ว…เราโทรกลับไปได้ไหม”
อาจารย์ส่ายหัว “ไม่ได้ โทรศัพท์นี้เป็นแบบทางเดียว และที่สำคัญ ถ้ามีงานเข้ามาทางสายนี้ เราปฏิเสธไม่ได้
ไม่ว่ายากแค่ไหนก็ต้องทำ”
“แม้ว่าจะต้องตายก็ต้องไป?” ผมขมวดคิ้ว
อาจารย์ถอนหายใจ ก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ “ใช่ ต่อให้รู้ว่าต้องตายก็ต้องไป อย่าลืมสิว่าเราจุดธูปไหว้ใคร!”
คำพูดของอาจารย์ทำให้ผมนิ่งงัน
ในหัวผมปรากฏภาพป้ายบูชาบรรพจารย์ในร้าน…