ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 173 บรรพจารย์ ข้อห้าม และกฎเกณฑ์
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 173 บรรพจารย์ ข้อห้าม และกฎเกณฑ์
เมื่ออาจารย์พูดถึงการจุดธูปไหว้ เขาย่อมหมายถึงบรรพจารย์ของเรา แล้วบรรพจารย์ของสำนักเราคือใคร นั่นก็คือ ‘จักรพรรดิเฟิงตู’ จักรพรรดิแห่งนครเฟิงตู เจ้าแห่งแดนยมโลก
คำพูดของอาจารย์ทำให้ผมตกตะลึง
หมายความว่า ศิษย์ในสายของเราไม่เพียงแต่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตและความตายเท่านั้น แต่ยังต้องรับบัญชาปราบผีปีศาจอีกด้วย
อาจารย์เห็นว่าผมอึ้งจนพูดไม่ออก จึงกล่าวต่อ “บรรพจารย์ของเราศักดิ์สิทธิ์มาก พอกลับไปแล้ว อย่าลืมจุดธูปไหว้ท่าน มีท่านคอยดูแลอยู่ข้างล่าง อย่างน้อยเราก็ถือว่ามีรากฐานที่มั่นคง เมื่อถึงวันนั้น วันที่ต้องลงไปข้างล่าง บางทีอาจได้เป็นขุนนาง ไม่ต้องทนรับความเจ็บปวดแห่งวัฏสงสารก็เป็นได้…” อาจารย์พูดอย่างสบายๆ แต่ผมฟังแล้วหัวใจเต้นแรง
คำพูดของเขาเหมือนเปิดโลกใหม่ให้ผมเลยทีเดียว
ความคิดพลันแล่นเข้ามาในหัว ผมจึงเอ่ยถาม “อาจารย์ ถ้าเราจุดธูปไหว้บรรพจารย์ หรือเผากระดาษเงินกระดาษทอง ท่านจะรับรู้ได้ไหม”
อาจารย์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ฉันว่าท่านน่าจะรับรู้ได้”
จากนั้นอาจารย์ก็หรี่ตาลง ก่อนจะถามผมกลับ “นายกำลังคิดอะไรอยู่หรือเปล่า”
ผมมีความคิดบางอย่างอยู่จริงๆ ในเมื่อเราสามารถติดต่อกับบรรพจารย์ได้ และเขาก็เป็นถึงมหาอำนาจในยมโลก
งั้นเรื่องของเสี่ยวอวี่กับตึกเก้าศพก็แค่เรื่องเล็กๆ สำหรับเขาไม่ใช่หรือ
ถ้าเราแจ้งเรื่องนี้ให้ยมโลกทราบ บรรพจารย์น่าจะสามารถส่งคนมาจัดการได้ พวกอาถรรพ์ร้ายใต้ตึกเก้าศพก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
แต่พอคิดอีกมุมหนึ่ง มันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนัก อาจารย์จะไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยหรือ ไม่น่าเป็นไปได้ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ เด็กสามขวบยังคิดออก อาจารย์กับอาจารย์ปู่ไม่ใช่คนโง่ พวกเขาต้องเคยคิดเรื่องนี้มาก่อนแน่ๆ หรือว่า… มีข้อห้ามบางอย่าง?
แม้แต่บรรพจารย์ก็ไม่สามารถก้าวก่ายได้?
คำถามผุดขึ้นมาในหัวของผมมากมาย แต่คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องหาคำตอบจากอาจารย์
ดังนั้นผมจึงถามออกไปตรงๆ “อาจารย์ ในเมื่อบรรพจารย์ของเราทรงพลังขนาดนั้น เราสามารถจุดธูปเผากระดาษเงินกระดาษทอง บอกท่านเกี่ยวกับตึกเก้าศพได้ไหม ขอให้ท่านส่งคนมาปราบมันให้ราบคาบ ต่อให้ตึกเก้าศพจะร้ายกาจแค่ไหนก็เทียบกับบรรพจารย์ของเราไม่ได้ใช่ไหม” ผมพูดออกไปอย่างตรงไปตรงมา
อาจารย์ยิ้มเล็กน้อยราวกับเดาได้ว่าผมต้องถามคำถามนี้ “เสี่ยวเจียง…นายเคยเห็นเทพเจ้ามาก่อนหรือเปล่า”
ผมส่ายหัว “ผมเคยเห็นแต่ผี เทพเจ้าไม่เคยเห็นเลย”
อาจารย์พยักหน้า ก่อนพูดต่อ “ใช่แล้ว โลกมนุษย์มีกฎของโลกมนุษย์ ยมโลกก็มีกฎของยมโลก ถึงฉันจะไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาหลายสิบปี ฉันเข้าใจสิ่งหนึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ต้องให้คนในโลกมนุษย์จัดการเอง และนั่นก็คือเหตุผลที่เรามีอยู่ จุดธูปขอให้บรรพจารย์ช่วยไปก็ไม่มีประโยชน์
“ส่วนเรื่องของยมโลก ฉันยังไม่ตายจึงไม่อาจรู้ได้ แต่จงจำไว้นะ เมื่อเราเข้ามาเป็นศิษย์ในสายนี้แล้ว เราได้รับพรจากบรรพจารย์ ดังนั้น เราต้องทำงานให้บรรพจารย์ด้วย”
อาจารย์ยกน้ำขึ้นดื่ม แล้วพูดต่อ “หากมีสิ่งอัปมงคลเกิดขึ้นในพื้นที่ของเรา หรือมีคนจุดธูปขอให้ช่วยกำจัดพวกมัน และเรามีความสามารถจะทำได้ แต่กลับไม่ทำ ก็มีโอกาสสูงมากที่เราจะได้รับคำสั่งให้ไปจัดการ และเมื่อได้รับภารกิจ เราจะไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องพึ่งพาตัวเอง
“ที่จั่วต้าเหนียนและพวกเขาหาพวกเราเจอก็น่าจะเป็นเพราะตัวกลางที่พวกเขาหาเจอนั้นมีฝีมือจริงๆ อาจจะเป็นพวก ‘ผู้ส่งหยิน’ ก็ได้”
“ผู้ส่งหยิน?”
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเกี่ยวกับอาชีพนี้
อาจารย์พยักหน้า “พวกนี้มีหน้าที่ส่งวิญญาณ ส่งข่าวให้วิญญาณ สมัยก่อนมีเยอะ เป็นพวกที่คอยเผากระดาษเงินกระดาษทอง เผาหนังสือสาส์นให้คนตาย พวกเขาสามารถใช้การจุดธูปอธิษฐานส่งเรื่องของทะเลสาบหนานเทียนลงไปยังยมโลก เมื่อยมโลกได้รับเรื่องจึงส่งเรื่องต่อมาถึงเรา และเมื่อเขาได้รับคำตอบ เขาก็บอกชื่อของเรากับจั่วต้าเหนียนและพวกพ้อง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาไม่รู้จักเราเลย แต่กลับเรียกชื่ออาจารย์ออกมาได้ทันทีเมื่อพบกัน…”
ผมสูดลมหายใจลึก ไม่คิดเลยว่าการขอความช่วยเหลือจากยมโลกจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ปัญหาของตึกเก้าศพ เราก็ยังต้องจัดการกันเองอยู่ดี
อาจารย์เพิ่งฟื้น แต่กลับพูดไม่หยุด สุดท้ายท่านเริ่มง่วง หาวหนึ่งทีแล้วเอนตัวหลับไป
ผมนอนพิงเตียง ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
แต่คิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ พักฟื้นก่อนดีกว่า
ช่วงบ่าย อาจารย์ถูกเข็นออกไปตรวจร่างกาย
ผมเพิ่งจะเคลิ้มหลับไปก็ถูกเสียงโทรศัพท์ปลุกให้ตื่น เมื่อหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นเม่าจิ้งโทรมา
ผมกดรับสายทันที
“ฉันมาถึงโรงพยาบาลแล้ว นายอยู่เตียงไหน”
“หกสิบหก” ไม่ทันที่ผมจะพูดจบเม่าจิ้งก็ตัดสายทันที เหมือนกลัวว่าผมจะพูดอะไรต่ออีกสักคำ
ไม่นานนัก เม่าจิ้งก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับตะกร้าผลไม้และหญิงสาวคนหนึ่ง
ผมกำลังจะเอ่ยทัก แต่สายตากลับสะดุดอยู่ที่หญิงสาวด้านหลังของเขา
ไม่ใช่เพราะเธอสวยสะดุดตาอะไร แต่เป็นเพราะ…ดวงตาของเธอเป็นดวงตาสีเขียว!
เสี่ยวอวี่เคยเตือนผมไว้ก่อนจากไปว่าให้ระวังคนที่มีดวงตาสีเขียว ผ่านมาแค่วันเดียว ผมก็เจอเข้ากับคนตาสีเขียวแล้ว!
หญิงสาวคนนี้ดูอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปร่างเล็ก หน้าตาน่ารัก ทรวดทรงไม่โดดเด่นนัก เธอสวมเสื้อยืดสีขาวกับกระโปรงพลีท ดูเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสา เดินตามเม่าจิ้งมาราวกับเด็กเรียบร้อยเชื่อฟัง
แต่ผมไม่อาจวางใจได้ เพราะผมยังไม่แน่ใจว่าดวงตาของเธอเป็นสีเขียวโดยธรรมชาติ หรือแค่ใส่คอนแทคเลนส์
เม่าจิ้งเห็นผมขยับตัวลุกขึ้นนั่งก็เอ่ยถาม “เป็นยังไงบ้าง”
เสียงของเขาทำให้ผมได้สติ รีบยิ้มตอบ “ดีขึ้นมากแล้ว”
เม่าจิ้งวางตะกร้าผลไม้ลงก่อนพูดขึ้น “เจ็บหนักขนาดนี้…”
ผมยิ้มแห้งๆ พลางเหลือบมองหญิงสาวด้านหลังของเขาอย่างไม่ให้ผิดสังเกต
“อย่าไปพูดถึงเลย รอดมาได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว ว่าแต่…เธอคือ?” ผมเปลี่ยนเรื่องทันที ตั้งใจจะลองหยั่งเชิง
เม่าจิ้งได้ยินแล้วจึงหันไปมองหญิงสาวด้านหลัง ก่อนจะแนะนำ “อ้อ นี่ศิษย์น้องของฉัน เธอชื่อพานหลิง”
พานหลิงก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย เธอมีดวงตาสีเขียวกลมโตที่กำลังกะพริบปริบๆ ดูไร้พิษภัย
เธอเป็นคนร่าเริงและยิ้มให้ผมอย่างสดใส “สวัสดีค่ะ! ฉันเป็นคนรับสายคุณเมื่อคืน ช่วงนี้เป็นช่วงของราศีพฤษภ คุณจะได้รับการคุ้มครอง ขอให้หายดีไวๆ นะคะ!” พูดจบก็ยื่นมือมาหาผมอย่างเป็นมิตร
ผมได้ยินแล้วงงเป็นไก่ตาแตก “ช่วงอะไรนะ”
“ช่วงของราศีพฤษภไงคะ! พลังจักรราศีศักดิ์สิทธิ์มากเลยนะ” พานหลิงพูดต่ออย่างกระตือรือร้น
ผมฟังแล้วสับสนจนหันไปมองเม่าจิ้งแทบจะทันที
อะไรกัน ศาลฮวงจุ้ยเป่าซานเริ่มเปิดหลักสูตรโหราศาสตร์ตะวันตกแล้วหรือ
แต่เม่าจิ้งยังคงรักษาท่าทีนิ่งขรึม ไม่สนใจคำถามของผมเลย
ผมรีบตั้งสติกลับมา มองดูเด็กสาวตรงหน้า
แม้เธอจะดูไม่มีพิษภัย แต่ผมยังจำคำเตือนของเสี่ยวอวี่ได้ดี ถ้าเธอเป็นคนของตึกเก้าศพ เธออาจใช้การสัมผัสทางกายเพื่ออ่าน ‘ชะตาที่แท้จริง’ ของผม หากพวกมันรู้ว่าผมคือ ‘กุญแจ’ ของตึกเก้าศพล่ะก็ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่!
แม้เธอจะเป็นศิษย์น้องของเม่าจิ้ง ซึ่งมีโอกาสเป็นศัตรูต่ำมาก แต่ตอนนี้ผมยังไม่อยากเสี่ยงจับมือกับเธอ
ผมจึงแสร้งทำเป็นยกแขนขึ้นเล็กน้อยแล้วพูด “ขอโทษนะ มือข้างนี้ยกไม่ขึ้นน่ะ ขอผ่านได้ไหม”
พานหลิงไม่ได้ติดใจอะไร เธอยิ้มแล้วพูดต่อ “ไม่เป็นไรเลยค่ะ! ยังไงคุณก็เป็นเพื่อนสนิทของศิษย์พี่เม่า ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ! ฉันราศีตุลย์ แล้วคุณล่ะคะ ราศีอะไร”
ผมยิ้มแห้งๆ อยากจะตอบว่า ‘ราศี(ลาสี)เทา’
แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะตอบว่า “ไม่รู้แฮะ”
พานหลิงเป็นคนพูดเก่ง ตรงข้ามกับเม่าจิ้งโดยสิ้นเชิง
ดูเหมือนเธอจะมีเรื่องอยากพูดต่อ แต่เม่าจิ้งขัดขึ้นมาก่อน
เขาหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เดิมที ฉันตั้งใจจะมาขอให้นายช่วย แต่ดูท่าว่าตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว”
“ช่วย? เรื่องอะไร” ผมถามอย่างสงสัย
เม่าจิ้งยังคงมีสีหน้าเย็นชาเช่นเดิม “มีลูกค้าคนนึงเจอปัญหาหนัก ฉันจัดการเองไม่ไหว อาจารย์ของฉันก็ยังไม่กลับมา เลยอยากให้นายช่วยดูหน่อย แต่ดูจากสภาพนายตอนนี้ คงต้องพักไว้ก่อน”