ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 177 สอบถามความจริง ต้นหวยกินคน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 177 สอบถามความจริง ต้นหวยกินคน
ผมยืนอยู่ริมสวน จ้องมองไปทั่วบริเวณพักผ่อนด้านหลังอาคาร
คืนนี้ดวงจันทร์สุกสกาว ดาวพราวบางเบา อากาศยามค่ำคืนเย็นสบาย ตามหลักแล้ว วิญญาณมักชื่นชอบออกมารับแสงจันทร์ในสภาพอากาศแบบนี้มากที่สุด
พวกเขาทนแสงอาทิตย์ไม่ได้ แต่กลับดูดซับพลังจากแสงจันทร์ได้เหมือนกับคนเป็นที่รู้สึกสบายเมื่อได้รับแสงอาทิตย์
ทว่าสถานการณ์ตอนนี้ วิญญาณคนตายในโรงพยาบาลกลับยอมอัดแน่นอยู่ในลิฟต์ ยอมเดินวนเวียนไปมาในทางเดินและห้องโถง แต่ไม่ยอมมาที่สวนหลังแห่งนี้เพื่อรับแสงจันทร์ แสดงว่าพวกเขากำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
ในสวนหลังแห่งนี้ต้องมีบางสิ่งบางอย่างข่มขู่พวกเขาอยู่
ผมเบิกตากว้าง กวาดมองไปทั่วบริเวณสวนหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะต้นหวยต้นใหญ่นั้น แต่กลับไม่มีทั้งพลังอาฆาต หรือไอวิญญาณอื่นใด
ภายใต้ตาทิพย์ของผม มันเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาต้นหนึ่งเท่านั้น ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ ที่นี่เลย
แต่แล้วมันคืออะไรล่ะที่ทำให้วิญญาณเหล่านี้ไม่กล้าเข้าใกล้สวนหลัง และไม่กล้าไปใต้ต้นหวยใหญ่นั้นด้วย?
ในเมื่อมองไม่ออก ผมจึงตัดสินใจไปหาวิญญาณสักตน ถามโดยตรงเลยดีกว่า แบบนี้น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่ามาก
ผมเดินย้อนกลับไปสักพักก็เห็นวิญญาณชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เขานั่งหลับตาพิงอยู่บนเก้าอี้ริมทางเดิน ดูเหมือนกำลังหลับ
แต่ผมรู้ดีว่าเขาไม่มีทางหลับจริงๆ หรอก หลับก็หลับไม่ลงด้วย
ผมไม่ได้กลัวเขาเลย เดินตรงเข้าไปหาเขา จากนั้นก็นั่งลงข้างๆ
เขายังคงหลับตาอยู่อย่างนั้น ไม่ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
ผมเริ่มพูดขึ้นก่อนว่า “พี่ชาย ขอรบกวนสักหน่อยสิ!”
วิญญาณชายหนุ่มได้ยินเสียงผมจึงลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย พอพบว่าผมกำลังมองเขาอยู่ก็อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงถามกลับด้วยความแปลกใจ “นายกำลังพูดกับฉันเหรอ”
ดูท่าทางของเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อว่าผมมองเห็นเขา
ก็แน่ล่ะ พวกเราอยู่กันคนละโลกแล้วนี่นะ
ผมพยักหน้าตอบเขาไปว่า “ใช่สิ! แถวนี้นอกจากพวกเราก็ไม่มีคนอื่นแล้วนี่นา!”
“นาย…นายมองเห็นฉันจริงๆ เหรอ”
วิญญาณชายหนุ่มสะดุ้งไปทั้งตัว รีบนั่งตัวตรง ชี้นิ้วไปที่ตัวเองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจ
ผมพยักหน้าตอบเขาอีกครั้ง “ใช่ มองเห็นจริงๆ”
วิญญาณชายหนุ่มยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดังแปะ “บ้าเอ๊ย นาย…นายมองเห็นฉันจริงๆ ด้วย ซวยแล้วไอ้น้องเอ๊ย นายเห็นฉันเมื่อไรถือว่าซวยเมื่อนั้น นายอยู่ได้ไม่นานแล้วแน่ๆ”
เขาชี้นิ้วมาที่ผม แล้วพูดด้วยท่าทางจริงจัง
แต่ผมกลับยิ้มตอบเขาไปว่า “ผมเป็นนักพรต ผมเปิดตาทิพย์ถึงมองเห็นคุณได้”
“นัก…นักพรต? บ้าแล้ว จริงหรือเปล่าเนี่ย”
วิญญาณชายหนุ่มยังคงไม่เชื่อ มองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
ผมแต่งตัวเหมือนกับเขา ใส่ชุดผู้ป่วยเหมือนกัน…
ผมไม่เสียเวลาอธิบายต่อ เข้าเรื่องทันทีว่า “พี่ชาย ขอสืบเรื่องหน่อยสิ สวนหลังอาคารมีแสงจันทร์ส่องถึงชัดๆ แต่ทำไมพวกคุณถึงเหมือนไม่อยากไปที่สวนหลังกันเลยล่ะ”
พอวิญญาณชายหนุ่มได้ยินคำถามนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที เขาส่ายหัวแล้วตอบผมว่า “ไปทำบ้าอะไรล่ะ! ใครไปก็ซวยทั้งนั้น เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีอีกคนตาย วิญญาณโดนกินเกลี้ยง นายคิดว่าพวกเราจะมีใครกล้าไปสวนหลังนั่นอีกล่ะ นั่นมันไปหาที่ตายชัดๆ ต้องหลบอยู่ในตึกนี่แหละ ถึงจะปลอดภัยหน่อย”
วิญญาณชายหนุ่มบ่นด้วยความไม่พอใจ แล้วทำถ่มน้ำลายลงพื้นตามความเคยชิน
แต่เขาเป็นวิญญาณ ไม่มีน้ำลายให้ถ่มออกมาสักนิด
ผมฟังแล้วขมวดคิ้ว พลันนึกถึงชุดผู้ป่วยเปื้อนเลือดที่หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยหยิบลงมาจากต้นหวยใหญ่ต้นนั้น
“เพราะต้นหวยเก่าแก่ต้นนั้นหรือ” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
วิญญาณชายหนุ่มตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธว่า “ก็ใช่น่ะสิ ไม่ใช่เพราะต้นไม้นั่นแล้วจะเพราะอะไรล่ะ ฉันเพิ่งตายไปเดือนที่แล้ว ตอนนั้นได้กลิ่นดอกหวยหอมๆ ก็เกือบลอยเข้าไปทางหลังสวนแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะมีป้าคนหนึ่งดึงฉันไว้ ฉันคงถูกต้นหวยเก่าแก่นั่นกินไปแล้ว ตอนนี้วิญญาณในโรงพยาบาลทั้งหมดไม่มีใครกล้าไปสวนหลังนั่นสักคน
“แม่งเอ๊ย นี่มันยุคไหนแล้ว ต้นไม้ยังมาไล่กินทั้งคนทั้งผีแบบนี้ ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด!”
พอได้ยินเช่นนี้ ผมเผลอสูดหายใจเย็นเยียบเข้าไปทีหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เมื่อครู่นี้ผมก็เพิ่งได้กลิ่นหอมของดอกหวยจนเกือบจะเดินเข้าไปหาต้นหวยเก่าแก่นั้นแล้ว
ยังดีที่มีสติรู้ตัว รีบถอยหลังกลับออกมาได้ทัน
ถ้าผมโง่ซื่อเดินตามกลิ่นหอมนั่นไปโดยไม่ได้เตรียมตัวอะไรไว้เลย ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกต้นหวยเก่าแก่ต้นนั้นกลืนลงท้อง
ยังดีที่ผมจำคำพูดของอาจารย์ได้ เลยดึงสติกลับมาได้ทันเวลา
คำพูดเก่าแก่และประสบการณ์ที่สืบทอดมาช่างมีประโยชน์จริงๆ เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันก็ช่วยให้ผมรอดพ้นจากอันตรายครั้งหนึ่งแล้ว
แค่คิดกลับไปก็อกสั่นขวัญแขวนแล้ว
แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่าสงสัยอยู่
ในเมื่อต้นหวยเก่าแก่นั่นกลายเป็นปีศาจแล้ว ทำไมผมใช้ตาทิพย์มองยังไงก็ไม่เห็นความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย หรือว่าปีศาจต้นไม้นี้มีพลังพิเศษบางอย่างที่สามารถอำพรางตัวเองได้?
ระหว่างที่ผมกำลังคิดอยู่ในใจนั้นเอง วิญญาณชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “น้องชาย เมื่อกี้นายบอกว่าเป็นนักพรตใช่ไหม งั้นนายไปจัดการฟันต้นหวยเก่าแก่นั่นทีเถอะ ฉันไม่ได้อาบแสงจันทร์มานานกว่าเดือน หิวจะแย่แล้วเนี่ย อยากออกไปรับแสงจันทร์ให้หายหิวสักหน่อย”
ผมได้สติกลับคืนมา มองวิญญาณชายหนุ่มตรงหน้าแล้วตอบด้วยความระเหี่ยใจเล็กน้อย “พี่ชาย พี่คิดว่านักพรตจะทำอะไรก็ได้เหรอ ต้นไม้ต้นนั้นเป็นต้นไม้ที่ได้รับการคุ้มครองนะ บนต้นไม้ยังแขวนยันต์กันตายอยู่เลย ถ้าผมกล้าไปจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงว่าต้นไม้จะกินผมหรือเปล่า พรุ่งนี้ผมคงได้เข้าไปนอนในคุกแล้วล่ะ”
“เวรเอ๊ย งั้นก็หมดทางแล้วสินะ!” วิญญาณชายหนุ่มที่ท่าทางเหมือนอันธพาลทิ้งตัวไหลไปกับเก้าอี้ พลางเอามือกุมท้อง
ส่วนผมกำลังครุ่นคิดเรื่องต้นหวยเก่าแก่นั่น
เมื่อแน่ใจแล้วว่าต้นหวยเก่าแก่ต้นนี้มีปัญหาก็ต้องหาวิธีจัดการมันให้ได้ ไม่เช่นนั้น ต้นไม้นี่คงจะกินทั้งคนทั้งผีในโรงพยาบาลต่อไปไม่หยุดแน่
แต่ผมไม่เคยรับมือกับของแบบนี้มาก่อน แม้แต่ในบันทึกของอาจารย์ปู่ก็ไม่มีเรื่องแบบนี้บันทึกไว้
เรื่องนี้จำเป็นต้องไปขอคำแนะนำจากอาจารย์
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดโทรหาอาจารย์ทันที
เสียงรอสายดังอยู่สองสามครั้งก็ได้ยินเสียงอาจารย์พูดขึ้นมา “มีเรื่องอะไร เสี่ยวเจียง?”
“อาจารย์ ที่โรงพยาบาลมีปีศาจต้นไม้โผล่มาครับ”
“ปีศาจต้นไม้?” อาจารย์พูดด้วยความงุนงงเล็กน้อย
โดยปกติ ปีศาจต้นไม้แบบนี้มักจะปรากฏตัวอยู่แต่ในป่าลึกเขาทึบ เกิดปีศาจต้นไม้ขึ้นมาที่โรงพยาบาลถือว่าแปลกประหลาดมากจริงๆ
ผมรีบเล่าเรื่องต้นหวยกินคนให้อาจารย์ฟังอย่างย่อและรวดเร็ว พร้อมกับถามหาวิธีจัดการโดยไม่รีรอ
อาจารย์ฟังจบก็ตกใจอย่างเห็นได้ชัด “โธ่เว้ย! ต้นไม้บ้านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ฉันอยู่โรงพยาบาลตั้งสี่ห้าวันกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลย นึกไม่ถึงว่าข้างล่างตึกจะมีต้นไม้กินคนซ่อนอยู่!”
“อาจารย์จะให้ผมไปจัดการเลยไหม เมื่อหัวค่ำเพิ่งมีคนตายไปคนหนึ่ง ไม่เหลือแม้แต่กระดูก วิญญาณก็โดนมันกินหมดแล้ว” ผมพูดต่อ
อาจารย์ถอนหายใจอย่างลำบากใจ ก่อนตอบว่า “ตอนนี้ฉันอยู่นอกเมืองแล้ว เอางี้ เดี๋ยวฉันบอกวิธีให้ ก่อนอื่นต้องหาทางสะกดต้นไม้นั่นไว้ก่อน ฉันจะติดต่อตัวแทนฝั่งนั้น ให้พวกเขาช่วยหาวิธีล้อมต้นไม้นั่นไว้ หรือไม่ก็ลองดูว่าจะโค่นมันทิ้งได้ไหม ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องรอให้ฉันกลับแล้วค่อยจัดการมัน…”
ผมอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนถามด้วยความสงสัย “อาจารย์เพิ่งออกจากโรงพยาบาลตอนเช้าเองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไปต่างเมืองแล้วล่ะ ไปตกปลาหรือครับ”
อาจารย์ตอบกลับว่า “พูดมากจริง! ทางนี้เร็วสุดจะกลับได้ในสี่วัน พรุ่งนี้นายหาไม้ท้อที่ยังไม่ลอกเปลือกมาสี่กิ่ง เขียนชื่อสี่สัตว์เทพลงไป จากนั้นปักรอบต้นไม้ต้นนั้น โดยแต่ละกิ่งต้องอยู่ในทิศของสัตว์เทพแต่ละตัว เสร็จแล้วก็ไปหาตะปูทองแดงแท้มาสองดอก เมื่อหาได้แล้ว ให้ตอกฝังไว้ที่ต้นไม้นั่นทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก หลังตอกเสร็จ ใช้เชือกแดงที่แช่ในเลือดสุนัขรัดลำต้นไว้เก้ารอบ มัดปมเชือกทั้งสองฝั่งให้แน่น แล้วผูกไว้กับตะปูทองแดง ถ้าให้ดี หาน้ำปัสสาวะของเด็กผู้ชายมาเพิ่มด้วย
“วิธีนี้สามารถสะกดต้นไม้ต้นนั้นได้สักสิบวันถึงครึ่งเดือนได้อย่างไม่เป็นปัญหา จำไว้ให้ดี ต้องทำตอนกลางวันเท่านั้น ถ้าไปตอนกลางคืน ต้นไม้นั่นอาจกินนายทั้งเป็นเลยก็ได้นะ…”