ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 19 เสิร์ฟอาหารคนตาย สลายความอาฆาต และปลดพันธนาการ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 19 เสิร์ฟอาหารคนตาย สลายความอาฆาต และปลดพันธนาการ
จางเฉียงเสียชีวิตมาได้สามวันแล้ว ไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ของเขาที่เปลี่ยนไป แม้แต่อารมณ์และสติปัญญาก็เหมือนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พละกำลังก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก เขาลากผมไปทางทะเลสาบชนิดที่ผมไม่อาจขัดขืนได้เลย
เขาเป็นผีจมน้ำตาย ส่วนผมยังเป็นคนที่มีชีวิต ถ้าต้องลงน้ำไปกับเขา ผมคงจมน้ำตายและกลายเป็นตัวตายตัวแทนของเขาแน่ๆ แม้จะพยายามดึงตัวเขากลับก็ไม่เป็นผล ผมเลยต้องรีบเอ่ยปากพูดกับเขา
“เดี๋ยวก่อน จางเฉียง เดี๋ยวก่อน! ฉันมีเรื่องอยากจะพูด…”
“มีอะไร”
จางเฉียงหันกลับมาด้วยใบหน้าบวมอืดและดวงตาไร้แวว แต่ท่าทางของเขากลับดูแข็งทื่ออย่างประหลาด ผมรีบพูดอธิบายอย่างร้อนรนทันที
“ดูนี่สิ ฉันสั่งอาหารไว้ตั้งเยอะแยะ แต่ยังไม่ได้กินเลย! พวกเราไม่ต้องรีบร้อน กินอะไรกันก่อนสักหน่อยแล้วค่อยไป จะดีกว่าไหม”
ผมพูดจบก็ชี้ไปที่ตะกร้าหวายที่วางอยู่ไม่ไกล
จางเฉียงนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นสูดกลิ่นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบแห้งว่า “หอมจัง!”
“หอมก็ดีแล้ว มาสิ มากินอะไรกันก่อนค่อยไป…” ผมยิ้มพูดออกไป แต่ในใจกลับสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นอย่างมาก
จางเฉียงชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นอาหารคนตาย กลิ่นหอมทำให้เขาดูเหมือนหลงใหลก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ก็ได้!”
พูดจบ เขาก็ปล่อยมือจากผมทันที
ในวินาทีที่เขาปล่อยมือ ผมรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพ ข้อมือที่ถูกจับไว้ปรากฏรอยฟกช้ำขึ้นมาอย่างชัดเจน ผมสะบัดข้อมือเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินไปยังตะกร้าหวายโดยไม่รอช้า หยิบอาหารคนตายที่เตรียมไว้ออกมา
ลุงอวี๋บอกไว้ว่า อาหารคนตายนี้ต้องกินตามลำดับ เมื่อกินถึงจานที่หก ความอาฆาตและพลังอาถรรพ์ของวิญญาณตนนั้นจะถูกขจัดไปโดยธรรมชาติ และเมื่อถึงตอนนั้น จางเฉียงจะกลับมามีสติอีกครั้ง ซึ่งผมก็จะสามารถใช้วิธีที่ลุงอวี๋สอน เพื่อส่งจางเฉียงไปได้
ผมรีบหยิบอาหารคนตายจานแรกอย่างขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่ออกมา ขนมสีแดงสดเหมือนเลือดนี้มีทั้งหมดหกชิ้น ทุกชิ้นถูกทำขึ้นเป็นรูปทรงดอกเหมย
ผมหันไปพูดกับจางเฉียง “จางเฉียง ลองชิมขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่นี่ก่อนสิ”
จางเฉียงใช้จมูกสูดกลิ่น ส่งเสียงฟืดฟาดเบาๆ จากนั้นยื่นมือที่บวมพองและเปียกชื้นหยิบขนมจากจานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เขามองดูมันครู่หนึ่งก่อนแลบลิ้นสีแดงสดออกมาเลียเบาๆ
เมื่อเขาเลียชิม ร่างกายเขาดูเหมือนตื่นเต้นขึ้นมาอย่างชัดเจน ดวงตาที่เคยไร้แววเบิกกว้าง ก่อนจะยัดขนมเข้าปากทั้งชิ้น แล้วเริ่มเคี้ยวทันที
หลังจากเขากินขนมกุ้ยฮวาเลือดไก่ชิ้นแรก ดวงตาที่ไร้แววของเขาก็เหมือนมีประกายชีวิตขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าที่แข็งทื่อพลันมีอารมณ์บางอย่างฉายชัด เขาดูประหลาดใจและดีใจเล็กน้อย
ผมโยนจานขนมกุ้ยฮวาที่หมดแล้วทิ้งไป แล้วรีบหยิบอาหารคนตายจานที่สองออกมาจากตะกร้าหวาย
นี่คือไก่ที่ตุ๋นกับไส้เดือนเป็นๆ กลิ่นของมันยากจะทานทน น้ำซุปมีสีเทาปนน้ำตาล แม้ว่าจะเย็นแล้วแต่ก็ยังคงส่งกลิ่นเหม็นแปลกประหลาด ผมวางถ้วยซุปใบเล็กลงบนโต๊ะ พร้อมกับจัดวางตะเกียบและช้อน
คราวนี้จางเฉียงดูตื่นเต้นมากกว่าเดิม ทั้งใบหน้าของเขาโน้มไปใกล้ถ้วยซุปจนแทบจะจมลงไป
“ลองกินสิ เมนูนี้ชื่อว่าไก่ตุ๋นมังกรดิน”
จางเฉียงไม่รีรอ เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักซุปแล้วซดเข้าปากในทันที ทันใดนั้นเขาก็พ่นลมดำออกมาจากปากพร้อมส่งเสียง “อ้า” ด้วยท่าทางสบายใจอย่างยิ่ง
หลังจากดื่มน้ำซุปจนหมด เขายังหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อไก่และมังกรดินในซุปขึ้นมากิน ผมที่มองดูอยู่รู้สึกพะอืดพะอมแทบจะอาเจียน แต่ก็ต้องพยายามกลั้นเอาไว้
จางเฉียงกลับดูเพลิดเพลินอย่างมาก กินมังกรดินราวกับกำลังกินเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย
สุดท้ายจางเฉียงยกถ้วยซุปไก่ขึ้นมาถือด้วยสองมือ ก่อนจะดื่มไปอีกหลายอึก
แม้ว่าไก่ตุ๋นมังกรดินจะดูไม่น่ากินและกลิ่นก็ไม่ดี แต่หลังจากที่เขากินอาหารคนตายจานที่สองนี้เข้าไป จางเฉียงก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เพียงแค่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมามากขึ้น ดวงตายังดูมีประกายสดใสขึ้น ใบหน้าที่บวมเป่งก็ยุบลงไปไม่น้อย
ตามที่ลุงอวี๋เคยพูดไว้ ‘ผีกินไก่ตุ๋น หัวใจเบิกบาน เรื่องร้ายกลายเป็นดี’
ผมไม่รอช้า รีบนำอาหารคนตายจานที่สามมาเสิร์ฟต่อทันที
‘หมูตุ๋นเปลือกต้นไหว’
ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่า ‘ผีกินหมูตุ๋น จะมีเลือดมีเนื้อ’ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า ‘มีเลือดมีเนื้อ’ นี้หมายถึงอะไรกันแน่ ตอนนี้ผมสนใจแค่ยกอาหารไปให้เขากินเท่านั้น
“จางเฉียง จานที่สาม หมูตุ๋นเปลือกต้นไหว” ผมพูดพลางวางอาหารลง
เปลือกต้นไหวมีรสขม ส่วนเนื้อหมูที่ตุ๋นมาก็เป็นแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ อีกทั้งยังไม่ได้หั่นเป็นชิ้น จึงมีก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ที่ดูน่ากลัววางเด่นอยู่ในจาน
จางเฉียงมองเห็นหมูตุ๋นเปลือกต้นไหวแล้วดวงตาเปล่งประกาย เขาคว้าก้อนหมูที่กึ่งสุกกึ่งดิบขึ้นมาแทะกินทันทีด้วยท่าทีตะกละตะกลามและตื่นเต้นเป็นพิเศษ ในขณะที่กินเขาพูดซ้ำๆ ว่า “อร่อย อร่อยมาก!”
ก้อนหมูชิ้นใหญ่ถูกเขากินจนหมดในพริบตา หลังจากจบอาหารคนตายจานที่สาม จางเฉียงดูเปลี่ยนไป เขาไม่ได้ดูแข็งทื่อเหมือนในตอนแรกอีกแล้ว แถมยังใช้มือเช็ดปากก่อนจะพยักหน้าให้ผมพลางเอ่ยว่า “อร่อยมาก อร่อยจริงๆ!”
แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะยังฟังดูแปลกๆ อยู่ แต่ผมสังเกตได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาเริ่มชัดเจนขึ้น ผมจึงรีบนำอาหารคนตายจานที่สี่มาเสิร์ฟต่อทันที
‘ผัดผักน้ำมันเนื้อวัว’
ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่า ‘ผีกินผัก ไร้โรคไร้ภัย’ ผักจานนี้ถูกจัดวางเป็นรูปตัวอักษร ‘人’ และกลิ่นของน้ำมันเนื้อวัวก็ฉุนมาก แต่สำหรับจางเฉียงที่เป็นผี กลิ่นนี้กลับดึงดูดเขาอย่างยิ่ง
เขาไม่แม้แต่จะใช้ตะเกียบ คว้าผักด้วยมือเปล่ากินอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผมก็สังเกตเห็นว่ามือของเขาที่เคยบวมพองยุบลงแล้ว แม้แต่เล็บก็ดูสั้นลงมาก ราวกับว่าเริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ
เขายังกินไปพลางพ่นลมหายใจที่มีควันดำจางๆ ออกมา ดูเหมือนว่าเขากำลังจะกลับมาเป็นปกติในไม่ช้านี้
ผมมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า รู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นแรง
เมื่อจางเฉียงกินอาหารคนตายจานที่สี่เสร็จ เขายังถามผมด้วยตัวเองว่า “มีอีกไหม” พร้อมบอกว่าเขาอยากกินต่อ
ผมดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย “นายอยากกินก็ดีแล้ว!” ผมรีบนำอาหารคนตายจานที่ห้ามาเสิร์ฟทันที
‘ลูกชิ้นก้างปลา’
ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่า ‘ผีกินลูกชิ้นก้างปลา รู้เจ็บรู้ละอาย’
ลูกชิ้นจานนี้ หากคนเป็นกินเข้าไป รับรองได้ว่าก้างปลาจะตำจนปากเป็นแผลเลือดไหลแน่นอน แต่จางเฉียงกลับกินเข้าไปโดยไม่มีปัญหาอะไรเลย เขายังพยักหน้ารัวๆ พร้อมพูดว่า “อร่อยมาก!”
หลังจากเขากินจานนี้เสร็จ ใบหน้าที่บวมอืดของเขาลดลงไปถึงเจ็ดหรือแปดส่วนจนเกือบกลับคืนสู่โครงหน้าเดิม เพียงแต่สีหน้ายังคงขาวซีดไร้เลือดฝาด
ดูเหมือนว่าพลังลบและความอาฆาตในตัวเขากำลังจางหายไป และเขาใกล้จะกลับมามีสติแล้ว
ผมไม่รอช้า เมื่อเห็นเขากินจานที่ห้าเสร็จ รีบนำอาหารคนตายจานสุดท้ายมาเสิร์ฟทันที
‘ปลาทอดไร้หัว ผีกินปลาทอด ไร้ความเสียใจไร้คำพูด’
เพียงแค่ให้จางเฉียงกินอาหารจานนี้ พลังลบในตัวเขาก็จะสลายไป และเขาจะกลับมามีสติอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น ผมก็จะสามารถช่วยให้เขาไปสู่สุคติได้
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ผมก็รู้สึกตื่นเต้นจนอดใจรอแทบไม่ไหว รีบพูดออกไปว่า
“จางเฉียง ลองชิมจานสุดท้ายนี้ดูสิ ปลาทอดไร้หัว”
จางเฉียงมองดูปลาทอดที่หัวมีคราบน้ำมันหมูเคลือบอยู่เต็มไปหมด ส่วนตัวปลาทอดจนกรอบ ดวงตาของเขาเปล่งประกาย และยังอดกลืนน้ำลายหลายครั้งไม่ได้ เอ่ยว่า “หอมมาก! หอมจริงๆ!”
พูดจบ เขาก็คว้าจานปลาขึ้นมาทันที และอ้าปากเตรียมกัดกิน ผมมองเขาด้วยความคาดหวัง ดวงตาเบิกกว้าง
‘กินเลย กินคำสุดท้ายนี้เถอะ!’
แต่ทันใดนั้นเอง ขณะที่เขากำลังจะกัดปลาทอด เขากลับหยุดชะงัก ใบหน้าแสดงความสับสน ก่อนจะหันไปมองที่ผืนน้ำในทะเลสาบด้วยสายตาว่างเปล่า
เมื่อเห็นเขานิ่งไป ผมรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที รีบถามออกไปว่า “จางเฉียง เกิดอะไรขึ้น กินต่อสิ!”
จางเฉียงมองดูผืนน้ำ ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาแข็งทื่อและเอ่ยออกมาเบาๆ “กินไม่ได้…ดูเหมือนอาจารย์จะเร่งให้ไปแล้ว…”