ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 191 ทำได้เพียงกำจัด แต่ก่อนอื่นต้องเฝ้าระวังหนึ่งคืน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 191 ทำได้เพียงกำจัด แต่ก่อนอื่นต้องเฝ้าระวังหนึ่งคืน
หากเกิดเคราะห์ดอกท้อ ก็จะนำมาซึ่งวิญญาณตัณหา
เมื่อความต้องการไม่สามารถถูกระงับได้ หากใครถูกพวกมันตามติดก็จะถูกสูบพลังจนตายอย่างอนาถ
ภรรยาที่ตายอย่างผิดธรรมชาติของเหลียงโหย่วชี รวมกับตำแหน่งฝังศพที่เกิดเคราะห์ดอกท้อ ได้ก่อให้เกิดวิญญาณอาฆาตสามตนที่มาหาเขาทุกค่ำคืนเพื่อเรียกร้อง
ตอนนี้เมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้ว ก็กระจ่างชัดว่าเหลียงโหย่วชีกำลังเผชิญกับสิ่งใด
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เหลียงโหย่วชีเริ่มแสดงความตื่นตระหนก
เขาหันมาพูดกับพวกเราสามคน “อาจารย์ทั้งสาม คุณต้องช่วยผมนะ! ทุกคืนภรรยาทั้งสามจะมาหาตอนเที่ยงคืน พวกเธอจะมาปรากฏตัวหน้าบ้าน เรียกชื่อผม และเคาะประตูไม่หยุด แม้แต่ตอนหลับ ผมยังฝันเห็นพวกเธอ ผมทนไม่ไหวอีกแล้ว! อาจารย์ทั้งสาม ได้โปรดช่วยส่งดวงวิญญาณของพวกเธอไปเถอะ! ผมไม่อยากถูกพวกเธอตามหลอกหลอนอีกต่อไป”
พานหลิงพยักหน้า “คุณไม่ต้องห่วง เรามาที่นี่เพื่อช่วยจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่จากสถานการณ์ตอนนี้นั้นอาจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำการส่งวิญญาณพวกเธอ…”
“เป็นไปไม่ได้? …เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นเหรอ” เหลียงโหย่วชีมองพานหลิงด้วยความตกใจ
เม่าจิ้งตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีเพียงทางเดียว…กำจัดเท่านั้น!”
“อะไรนะ กำจัด…กำจัดอย่างนั้นเหรอ จะ…จะต้องกำจัดพวกเธอจริงๆ เหรอ เราเป็นสามีภรรยากันมานาน คุณช่วยส่งพวกเธอไปเกิดใหม่โดยไม่ต้องกำจัดไม่ได้เลยเหรอ” เหลียงโหย่วชีอุทานด้วยความตกใจ พร้อมทั้งขอร้องพวกเรา
แม้เขาจะใช้เกือบทั้งชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อ และเป็นลูกแหง่ที่ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรเอง ทว่าเขาไม่ใช่คนเลว เพียงแต่โชคชะตาของเขานั้นเลวร้ายเกินไป
แม้ภรรยาที่ตายไปจะตามหลอกหลอนเขาอย่างไม่เลิกรา แต่เขาก็ไม่เคยร้องขอให้พวกเรากำจัดพวกเธอ นั่นหมายความว่า ลึกๆ แล้ว เขายังมีความรู้สึกต่อพวกเธออยู่ แต่ปัญหาคือ หากวิญญาณเหล่านั้นได้กลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่มีพลังอาฆาตรุนแรง และเริ่มฆ่าคน
ด้วยระดับพลังอันน้อยนิดของพวกเราตอนนี้ย่อมไม่อาจส่งไปสู่สุขคติได้ เพราะไม่มีวิธีลดความอาฆาตของพวกเธอ
ถ้าความอาฆาตของวิญญาณยังไม่ถูกกำจัด ส่งอย่างไรก็ไม่ไปหรอก
ตามที่เหลียงโหย่วชีเล่า ชาวบ้านในหมู่บ้านเสียชีวิตไปหลายคน และบางศพยังพบที่หลุมศพภรรยาของเขาเอง
มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเธอเป็นคนลงมือ
ดังนั้น ทางเดียวที่จะยุติเรื่องนี้ได้ก็คือต้องกำจัดพวกเธอ ไม่เช่นนั้น หากปล่อยให้พวกเธอแข็งแกร่งขึ้นจะมีคนตายเพิ่มขึ้นอีก
เม่าจิ้งไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่จุดบุหรี่ขึ้นสูบ
พานหลิงส่ายหน้า แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
เหลียงโหย่วชีจึงหันมามองผม
ผมทำได้เพียงตอบเขาไปว่า “หากภรรยาทั้งสามของคุณไม่เคยฆ่าคน เรายังพอหาทางช่วยได้ แต่หากพวกเธอได้สังหารคนจนกลายเป็นวิญญาณอาฆาตแล้ว การส่งพวกเธอไปเกิดใหม่จะเป็นเรื่องยากมาก…อย่างน้อยด้วยพลังของพวกเราในตอนนี้ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย”
การกำจัดพวกเธอคือวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุด ไม่อย่างนั้นจะต้องมีคนตายมากขึ้นอีก...
หลังจากได้ฟังคำพูดเหล่านี้ เหลียงโหย่วชีฟาดมือลงบนใบหน้าตัวเองอย่างแรง
“เพียะ!” เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังขึ้น มันรุนแรงจนเห็นรอยนิ้วมือปรากฏบนผิวหน้าอย่างชัดเจน
“กรรมแท้ๆ! กรรมแท้ๆ! ชีวิตนี้ผมไม่น่ามีภรรยา ไม่น่าแต่งงานเลย! ไม่เพียงทำร้ายพ่อแม่ ทำร้ายตัวเอง แต่ยังทำร้ายพวกเธออีก!”
พวกเราทั้งสามคนมองภาพตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร
เมื่อเหตุและผลได้ปรากฏออกมาแล้ว ต่อให้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์
ไม่ว่าวิญญาณร้ายจะเคยเป็นคนที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาหรือเคยถูกใส่ร้ายมากเพียงใด ไม่ว่าชีวิตก่อนตายจะทุกข์ทรมานมากแค่ไหน แต่เมื่อกลายเป็นวิญญาณร้าย สิ่งที่ต้องทำก็คือกำจัด
ผมมองดูเหลียงโหย่วชีที่ก้มหน้าเช็ดน้ำตาไม่หยุด ก่อนจะพูดขึ้น “คุณเหลียง คืนนี้พวกเราทั้งสามจะเฝ้าดูแลคุณเอง เมื่อถึงเวลากลางคืน หากภรรยาของคุณปรากฏตัว เราจะรับมือไปตามสถานการณ์
“หากสามารถส่งวิญญาณไปสู่สุคติได้ก็จะส่งไป หากทำไม่สำเร็จ ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว”
ความน่าจะเป็นที่จะส่งวิญญาณสำเร็จนั้นน้อยมาก แต่ในกระบวนการทำพิธี เราจะสามารถสังเกตลักษณะของวิญญาณร้ายได้ว่ามันแข็งแกร่งหรืออ่อนแอเพียงใด
ในขณะเดียวกัน มันยังช่วยถ่วงเวลาไปจนถึงรุ่งเช้าเพื่อให้พรุ่งนี้เมื่อเราขุดหลุมฝังศพแล้ว จะได้สร้างเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ในการเผชิญหน้ากับมัน
เหลียงโหย่วชีฟังผมพูดจบก็พยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก
ขณะเดียวกัน พานหลิงก็หันมามองผมพลางเอ่ยถาม “พี่เจียง คืนนี้พี่มีแผนอะไรไหม”
เม่าจิ้งเองก็จ้องมาที่ผม รอคำตอบอยู่เช่นกัน
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเอ่ยขึ้น “ตอนนี้มีเรื่องอัปมงคลเกิดขึ้นถึงสามครั้ง จุดเริ่มต้นของเคราะห์ร้ายอยู่ที่หลุมศพอัปมงคล หลุมศพนี้ต้องถูกทำลาย เมื่อกำจัดมันได้ เรื่องทุกอย่างจะจัดการได้ง่ายขึ้น และต้องจำกัดการสูญเสียให้น้อยที่สุด แต่วันนี้คงทำอะไรไม่ได้เพราะฟ้ามืดแล้ว ดังนั้น คืนนี้เป้าหมายหลักของเราคือปกป้องบ้านหลังนี้ และคุ้มครองคุณเหลียง ตราบใดที่วิญญาณร้ายสามตนไม่สามารถเข้ามาในบ้านได้ จะให้พวกมันอาละวาดไปก่อนก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เมื่อลงมือรื้อถอนหลุมศพ พวกมันอ่อนแอลง จากนั้นค่อยลงมือจัดการอีกที
“แน่นอนว่าคุณเหลียงอยากให้ส่งวิญญาณไปสู่สุคติ เราก็สามารถลองทำดูได้ แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็ช่วยถ่วงเวลาไปได้ อย่างไรก็ตาม เราจะไม่เผชิญหน้ากับพวกมันโดยตรง ตอนเช้าถึงจะเป็นความได้เปรียบของพวกเรา…”
ผมนำวิธีการที่อาจารย์เคยสอนมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วเสนอแนวทางการรับมือของตัวเองออกไป
เม่าจิ้งและพานหลิงฟังแล้วก็เห็นด้วย
ดังนั้น เราทั้งสามคนจึงวางแผนวิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายอย่างละเอียด พร้อมกับเดินสำรวจรอบบ้านเพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อม
สุดท้าย เราตรวจสอบหน้าต่างและประตูทุกบาน แล้วแกะยันต์ที่เม่าจิ้งแปะไว้ก่อนหน้านี้ออกมา พบว่ายันต์แทบไม่เหลือพลังงานอยู่เลย หากพวกเราไม่มาที่นี่ คืนนี้คุณเหลียงต้องตายแน่
เราติดยันต์ใหม่เพื่อเสริมพลังป้องกัน พร้อมกับตั้งแท่นบูชาที่หน้าประตูบ้านเพื่อใช้ในการรับส่งวิญญาณ จากนั้นก็เตรียมแผนรับมือตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นให้แน่ใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาด
เมื่อเหลียงโหย่วชีได้ยินว่า เราต้องเตรียมของเซ่นไหว้ เขาก็มีแรงฮึดขึ้นมาในทันที บอกว่าจะลงมือทำอาหารเพื่อเตรียมให้ภรรยาทั้งสามของเขาเอง
เราทุกคนจึงช่วยกันเตรียมตัวไปจนถึงราวๆ สี่ทุ่มครึ่ง
ในลานบ้านของเขา มีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ถูกตั้งขึ้น
บนโต๊ะนั้นวางป้ายวิญญาณของภรรยาทั้งสามของเขา แต่ไม่มีการจุดธูปหรือเทียน เพียงแค่จัดวางอาหารและผลไม้ไว้
หมูตุ๋นซีอิ๊ว ซี่โครงหมูรมควัน ไส้กรอก มันฝรั่งผัด ซุปวุ้นเส้น ซุปผัก ซุปมะเขือเทศ และแอปเปิลสามลูก
ผมถามเขาว่าทำไมต้องมีซุปถึงสามอย่าง
เหลียงโหย่วชีจึงตอบว่า ภรรยาทั้งสามของเขาชอบซุปไม่เหมือนกัน เขาจึงทำซุปสามหม้อ
เขายังพูดอีกว่า คืนนี้เมื่อพวกเธอกลับมา เขาจะพูดคุยกับพวกเธอให้ดี หวังว่าพวกเธอจะได้พักผ่อนอย่างสงบ
ผมไม่ได้ตอบอะไร เพราะไม่อยากทำลายความหวังของเขา
แม้แต่อาหารเซ่นไหว้ของลุงอวี๋ที่มีพลังกล้าแกร่งยังแทบไม่อาจขจัดพลังอาฆาตของเหล่าวิญญาณร้ายได้ แล้วนับประสาอะไรกับสามวิญญาณอาฆาตที่ผ่านการกลายสภาพมาแล้ว
ต่อจากนี้ สิ่งที่เราทำได้มีเพียงแค่รอ
พวกเราสามคนนั่งเล่นโทรศัพท์ ดูวิดีโอสั้นๆ กันไปพลาง ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอะไร
แต่เหลียงโหย่วชีกลับไม่เหมือนกัน เขาดูร้อนรน กระสับกระส่าย นั่งไม่ติดที่ เดินไปเดินมาอยู่ในบ้าน และคอยเปิดม่านหน้าต่างแอบมองออกไปข้างนอกเป็นระยะ
สายตาของเขาไม่เคยละไปจากนาฬิกาบนผนัง ยิ่งใกล้เที่ยงคืนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งกระวนกระวายมากขึ้น เขาดื่มน้ำอยู่ตลอดเวลา เหงื่อเริ่มซึมออกมาทั่วหน้าผาก
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าใกล้เที่ยงคืน ขณะที่ทุกอย่างยังเงียบสงบดีอยู่นั้น ทันใดนั้นเองก็มีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป
หลอดไฟที่ติดอยู่บนเพดานกะพริบดัง “งืดๆ” สองครั้ง
ในเสี้ยววินาทีนั้น อยู่ดีๆ แสงสีขาวก็กลับกลายเป็นแสงเหลืองอ่อนนวลๆ…
เมื่อแสงไฟเปลี่ยนไป เราทั้งสามคนลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
เหลียงโหย่วชีดูตื่นตระหนกมากขึ้น ตัวของเขาสั่นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “ใช่…ใช่หรือเปล่า พวกเธอมาแล้วใช่ไหม”
เขาดูหวาดกลัวจนลมหายใจเริ่มติดขัด
ทันทีที่คำพูดของเขาจบลง ก็มีสายลมเย็นพัดแทรกเข้ามาจากภายนอก ทำให้บรรยากาศภายในบ้านเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ผมกับเม่าจิ้งไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ส่งสัญญาณให้เหลียงโหย่วชีอย่าเพิ่งพูด พร้อมชี้ไปที่ธูปและเทียนที่อยู่ข้างๆ เพื่อให้เขาจุดเทียนและปักธูปก่อน
ขณะเดียวกัน พานหลิงก็รีบเดินไปยังหน้าต่างทันที เธอแอบมองออกไปข้างนอกผ่านช่องว่างของม่าน
แต่เพียงแค่มองไปแวบเดียว เธอก็รีบดึงศีรษะกลับมาอย่างรวดเร็ว
เธอเบิกตากว้าง เอ่ยเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ บอกกับผมและเม่าจิ้งว่า “พวกเธอมาแล้ว…”