ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 192 ธูปสามดอก...พวกเขากลับมาแล้ว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 192 ธูปสามดอก...พวกเขากลับมาแล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดของพานหลิง พวกเราทุกคนต่างตึงเครียดขึ้นมาทันที
ในมุมหนึ่งของห้อง เหลียงโหย่วชีซึ่งกำลังจุดเทียนและธูปอยู่นั้นมีเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วใบหน้าด้วยความตื่นกลัว
เขาพยายามกดจุดไฟแช็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เพราะมือสั่นอย่างรุนแรงจึงไม่สามารถจุดไฟได้สักที
ผมส่งสัญญาณให้เขาใจเย็นลง ในขณะเดียวกันก็หยิบเอาน้ำตาวัวออกมาพร้อมกับเม่าจิ้ง และเริ่มทาลงบนเปลือกตาตัวเอง
เมื่อตาทิพย์เปิดออกแล้ว ผมกับเม่าจิ้งค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้หน้าต่างอย่างช้าๆ
เราก้าวทีละน้อยเข้าไปยังขอบหน้าต่าง
เมื่อไปถึง ผมกับเม่าจิ้งยืนคนละด้าน สอดสายตามองออกไปด้านนอกผ่านรอยแยกม่านหน้าต่าง
ยามค่ำคืนที่มืดสนิทกลับมองได้อย่างชัดเจนภายใต้ตาทิพย์ เราสังเกตว่าภายนอกหน้าต่างนั้นมีหมอกขาวบางเบาปกคลุม
ท่ามกลางสายหมอกพลันปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดสีขาวสามคน ผมยาวยุ่งเหยิง พวกเธอกำลังก้าวเข้าหาพวกเราอย่างเชื่องช้า ยิ่งพวกเธอเข้ามาใกล้เท่าไร เราก็ยิ่งมองเห็นใบหน้าของพวกเธอได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ใบหน้าซีดเซียวราวกับไร้ชีวิต เส้นผมที่ถูกลมเย็นพัดปลิวเผยให้เห็นดวงตาสีขาวโพลนปราศจากไอชีวิต
พวกเธอเคลื่อนที่โดยไร้เสียงใดๆ จนในที่สุดก็มาหยุดยืนอยู่ตรงโต๊ะกลมที่เต็มไปด้วยเครื่องเซ่นไหว้ในลานบ้าน
พวกเธอก้มศีรษะมองป้ายวิญญาณและเครื่องเซ่นไหว้บนโต๊ะอย่างเงียบงัน
ตามร่างของพวกเธอแผ่ไอสีดำปนเหลืองออกมาเป็นสาย
พวกเธอคือวิญญาณอาฆาต
จากระดับพลังที่แผ่ออกมา ดูเหมือนพวกเธอจะไม่ใช่วิญญาณธรรมดา
ไม่แปลกใจเลยที่เม่าจิ้งและพานหลิงไม่กล้ากระทำการใดๆ โดยพลการ
ด้วยระดับพลังของพวกเรา การเผชิญหน้ากับวิญญาณที่พลังอาฆาตรุนแรงขนาดนี้นับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง
หนึ่งในวิญญาณที่อยู่ตรงกลางดูเหมือนจะสังเกตเห็นพวกเราที่ข้างหน้าต่าง
เธอขยับศีรษะเล็กน้อย
และในขณะที่เธอขยับนั้น คอของเธอกลับเผยให้เห็นบาดแผลลึกสีแดงฉานราวกับถูกเชือดอย่างโหดเหี้ยม
เมื่อเห็นเธอหันหน้ามา เม่าจิ้งและผมรีบชักหัวกลับ ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหน้าต่างในทันที
เวลานี้พวกเรายังไม่สามารถเปิดเผยตัวได้
เรายังคงเป็นมนุษย์ หากจู่ๆ ต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณเหล่านี้อย่างกะทันหัน มีแต่จะทำให้พวกเธอโกรธและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
หากถึงเวลานั้นก็จะไม่มีทางเลือกให้ใช้พิธีส่งวิญญาณหรือยื้อเวลาได้อีกต่อไป…
ภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นธูปคละคลุ้ง เหลียงโหย่วชีที่กำลังพยายามจุดธูปมีอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เขายังจุดไม่ติดเสียที
เสียง “แซ็กๆ” ของไฟแช็กดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ไฟแช็กจะร่วงหล่นลงพื้น
ผมกล่าวขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวล “คุณเหลียง อย่าตื่นเต้น ค่อยๆ ทำก็ได้ครับ”
เขาต้องจุดธูปนั้นด้วยตัวเองเพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ดวงวิญญาณหญิงสาว ฉะนั้นเขาจึงต้องเป็นคนจุดเท่านั้น
เหลียงโหย่วชีเก็บไฟแช็กขึ้นมา ก่อนจะพยายามจุดอีกครั้ง ในที่สุดคราวนี้เขาก็จุดเทียนให้ติดได้
หลังจากเทียนถูกจุด ธูปก็ถูกจุดตาม ทว่าในขณะนั้นเอง พลันเกิดสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้ามาจากรอยแยกของหน้าต่าง ม่านหน้าต่างที่ปิดลงมาเริ่มพลิ้วไหว
ชัดเจนแล้วว่ามีบางสิ่งกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
พวกเราทั้งสามคนระแวดระวังขึ้น และพากันหลบไปที่มุมห้อง
สายลมเย็นพัดผ่านอย่างต่อเนื่อง ม่านหน้าต่างไหวไปมา
เหลียงโหย่วชีเหลือบมองม่านหน้าต่างที่สั่นไหว จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมอง ครั้งแรกที่มองออกไปนอกหน้าต่าง มืดสนิทไม่มีอะไรอยู่เลย แต่เมื่อเขามองเป็นครั้งที่สอง…
ด้านนอกหน้าต่างที่มืดมิด ปรากฏเงาของหญิงสาวสามคนในชุดขาว ใบหน้าซีดเผือดคล้ายไร้ชีวิต ดวงตาราวกับปลาตาย
ใบหน้าของพวกเธอแทบจะติดอยู่กับกระจกหน้าต่าง พวกเธอเพียงแค่จ้องมองเหลียงโหย่วชีที่กำลังจุดธูปในห้องอย่างแน่วแน่
แสงไฟจากโคมไฟในห้องทำให้ใบหน้าซีดเผือดของพวกเธอดูเด่นชัดขึ้น ม่านหน้าต่างที่สั่นไหวยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวให้กับภาพที่อยู่ตรงหน้า
เหลียงโหย่วชีตกใจจนร้อง “อ๊าก!” ออกมาสุดเสียง
เขาล้มลงไปนั่งกับพื้น ธูปที่อยู่ในมือร่วงกระจาย ร่างกายสั่นเทา เขารีบหันมองพวกเราสามคนที่หลบอยู่มุมห้อง
พวกเราไม่พูดอะไร เพียงแค่ทำสัญญาณมือให้เขาเงียบเสียง
แต่ยังไม่ทันที่เหลียงโหย่วชีจะตอบสนอง เสียงแหบพร่าของหญิงสาวสามคนก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง
“ที่รัก…เปิดประตูให้ฉันที…”
“โหย่วชี ฉันอยากกลับบ้าน...”
“พี่เหลียง ทำไมคุณถึงปิดประตู”
เสียงทั้งสามดังขึ้นพร้อมกัน น้ำเสียงเย็นเยียบปราศจากอารมณ์ใดๆ ฟังแล้วทำให้รู้สึกไม่สบายใจราวกับมีมีดกรีดลงกลางใจ
นี่ไม่ใช่คืนแรกที่เหลียงโหย่วชีเจอเรื่องแบบนี้ เขาจึงไม่ได้สติแตก แต่ร่างกายกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรงด้วยความตึงเครียด ดวงตาสั่นระริกมองมาทางพวกเราที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมห้องราวกับไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป
ผมรีบยื่นมือชี้ไปที่ธูปข้างตัว ส่งสัญญาณให้เขาจุดธูปใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็ใช้มือออกท่าทางให้เขาบอกสามภรรยาของเขาให้ไปกินข้าว
ขั้นตอนนี้ เราเคยพูดกันมาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เหลียงโหย่วชีประหม่าเกินไป ทำให้ดูสับสนและไม่รู้จะทำอะไรต่อ เมื่อเห็นผมชี้ไปที่ธูป เขาก็ได้สติ รีบยื่นมือไปหยิบธูปที่ตกอยู่บนพื้น
ผมกับพานหลิงรีบโบกมือห้ามทันที แม้แต่เม่าจิ้งยังขมวดคิ้วแน่น นั่นเรียกว่าธูปตกพื้น ไม่ใช่ธูปที่ใช้ไหว้วิญญาณอีกต่อไป
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนคุณเชิญแขกมากินข้าว แต่ระหว่างมื้ออาหาร กลับเผลอทำชามข้าวตกแตกต่อหน้าพวกเขา ข้าวกระจายเกลื่อนพื้น คุณคิดว่าจะสามารถเก็บข้าวที่เปื้อนดินเหล่านั้นขึ้นมาใส่จานเสิร์ฟให้แขกได้อีกเหรอ
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่คุณกำลังเซ่นไหว้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นวิญญาณร้ายถึงสามตน หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำให้พวกเธอโกรธเคือง นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้
อย่าว่าแต่การส่งพวกเธอไปเกิดเลย แม้แต่การใช้ของเซ่นไหว้เพื่อถ่วงเวลายังไม่เป็นผล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราต้องซ่อนตัว
เราต้องพยายามควบคุมสถานการณ์ให้มั่นคง ดำเนินไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องเท่านั้น ถึงพอจะยื้อเวลาไปจนถึงรุ่งเช้าได้
การส่งวิญญาณพวกเธอไปนั้น…ตอนนี้พวกเราแทบไม่หวังอะไรแล้ว
หากพลาดเพียงก้าวเดียว ปล่อยให้พวกเธอโกรธขึ้นตั้งแต่แรก การส่งวิญญาณก็เป็นอันจบเห่ ซ้ำยังอาจถูกพวกเธอพุ่งเข้าโจมตีทันที นำมาซึ่งอันตรายที่ไม่อาจคาดการณ์
เหลียงโหย่วชีเห็นพวกเราส่งสัญญาณมือไม่หยุด กว่าจะเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารก็ใช้เวลาพักหนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็หยิบธูปสามดอกใหม่ขึ้นมาแล้วเริ่มจุดอีกครั้ง
วิญญาณทั้งสามตนที่อยู่นอกหน้าต่างยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นยะเยือก
ภายใต้สายลมหนาวที่พัดกระโชก ม่านหน้าต่างยังคงพลิ้วไหว
พวกเธอเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ที่รัก…ในห้องมีใครอยู่ด้วยหรือเปล่า”
“โหย่วชี ทำไมคุณไม่พูดอะไรเลย”
“พี่เหลียง คุณเคยบอกไว้ว่าถ้าคลอดลูกชาย คุณจะให้เงินฉันสองแสน คุณคงไม่ได้ซ่อนผู้หญิงคนใหม่ไว้หรอกนะ?”
เหลียงโหย่วชีตื่นตระหนกสุดขีด เหงื่อเย็นเม็ดโตไหลลงมาจากหน้าผาก มือทั้งสองที่สั่นเทาพยายามจุดธูป
ในที่สุด ธูปก็ติดไฟ
เหลียงโหย่วชีถือธูปไว้ในมือ ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าต่าง ก้มหัวลงต่อหน้าวิญญาณภรรยาทั้งสามตน แล้วกล่าวว่า “ต้า…ต้าหรง เสี่ยวฟาง ฮวา…ฮวาฮวา พวกเธอมากินของเซ่นไหว้เถอะนะ!” หลังจากพูดจบ เขาก็ยกมือขึ้นไหว้ภรรยาทั้งสามที่เสียชีวิตไปแล้ว
วิญญาณทั้งสามยังคงยืนอยู่ที่หน้าต่าง สายตาเย็นเยียบเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย จ้องมองเขาเขม็ง
จากนั้น พวกเธอก็อ้าปากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เราทุกคนเห็นได้ชัดเจนว่า ธูปสามดอกในมือของเหลียงโหย่วชีถูกเผาไหม้ด้วยความเร็วสูง
“ฟู่” ไฟเผาธูปอย่างรวดเร็วจนธูปเหลือเพียงครึ่งก้าน เถ้าธูปยาวเหยียดตกลงมา
ควันสีฟ้าของธูปทั้งสามดอกลอยตรงไปยังหน้าต่างทันที ก่อนลอดผ่านช่องหน้าต่าง แล้วถูกวิญญาณหญิงทั้งสามตนสูดเข้าไปทางจมูกและปาก
เสียงสูดลมหายใจ “ฟึด” ดังชัด แม้แต่พวกเราที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมห้องยังได้ยินเต็มสองหู
ไม่นานนัก ธูปสามดอกก็ไหม้หมดจนถึงก้าน
เห็นได้ชัดว่ามันไม่เพียงพอ ผมจึงรีบทำมือส่งสัญญาณให้เหลียงโหย่วชีจุดธูปเพิ่ม
พลังอาฆาตของวิญญาณทั้งสามตนนั้นรุนแรงมาก ธูปสามดอกไม่เพียงพอให้พวกเธอดูดซับ
เหลียงโหย่วชีไม่กล้าอืดอาด เขาถือธูปสามดอกเดิมไว้ในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งหยิบธูปอีกสามดอกขึ้นมาจุด
แต่ก่อนที่ธูปใหม่จะติดไฟ ธูปดอกเดิมก็ถูกวิญญาณหญิงทั้งสามตนสูดจนหมดแล้ว
พวกเธอเริ่มมีอาการหงุดหงิด ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“ที่รัก กินหมดแล้ว ฉันอยากกินอีก ลูกในท้องก็อยากกินเหมือนกัน…”
“โหย่วชี ไม่พอ…ไม่พอเลยสักนิด…”
“พี่เหลียง คุณรวยขนาดนั้น ทำไมมีธูปแค่นี้ หรือว่าเอาเงินไปซื้อของให้เมียน้อยหมด?”