ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 193 ถ่วงเวลา พวกมันใกล้บรรลุระดับอาภรณ์เหลือง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 193 ถ่วงเวลา พวกมันใกล้บรรลุระดับอาภรณ์เหลือง
เพราะธูปเซ่นไหว้ไม่เพียงพอ น้ำเสียงของวิญญาณทั้งสามตนจึงเริ่มเย็นชาและแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย
เหลียงโหย่วชีเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ร่างของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
โชคดีที่ธูปเซ่นไหว้ติดไฟง่าย ทำให้ก่อนที่วิญญาณหญิงทั้งสามจะโกรธ ธูปก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
เหลียงโหย่วชีเอ่ยขึ้นต่อหน้าวิญญาณหญิงทั้งสามตนที่อยู่นอกหน้าต่าง “ดี…ดีแล้ว ต้าหรง เสี่ยว…เสี่ยวฟาง ฮวาฮวา กิน…กินเถอะ!”
พวกเธอไร้ซึ่งความลังเลใดๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง ธูปเริ่มไหม้อย่างรวดเร็ว…
ผมยังคงส่งสัญญาณให้เหลียงโหย่วชีจุดธูปเพิ่ม
สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการทำให้วิญญาณทั้งสามตนสงบลง ยิ่งพวกเธอได้รับธูปเซ่นไหว้มากเท่าไร อารมณ์ของพวกเธอก็จะยิ่งสงบ เราก็จะสามารถถ่วงเวลาได้นานขึ้นไปอีก
หลังจากที่พวกเธอสูดธูปไปกว่าสิบดอก ในที่สุดพวกเธอก็หยุดลงแล้วยืนนิ่ง ไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองเหลียงโหย่วชีอยู่ที่หน้าต่าง
เหลียงโหย่วชีถูกจ้องจนขนลุกซู่ แต่ก็ทำได้เพียงยืนถือธูปอยู่ในห้องต่อไป
เมื่อวิญญาณไม่ขยับ เราก็ย่อมไม่ขยับเช่นกัน
พวกเธอจ้องมองเหลียงโหย่วชีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอยกลับไปที่ลานบ้าน และเริ่มเดินไปมาอย่างแผ่วเบา บางครั้งพวกเธอก็จะกลับมาที่หน้าต่างเพื่อมองเหลียงโหย่วชี
ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถถ่วงเวลาวิญญาณทั้งสามตนเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง
พวกเธอทั้งสามเดินกลับมาพร้อมกัน แล้วแนบใบหน้าลงกับกระจกหน้าต่างอีกครั้ง
“ที่รัก ฉันเริ่มหิวแล้ว!”
“โหย่วชี ฉันก็หิวเหมือนกัน!”
“พี่เหลียง ฉันอยากกินอะไรสักหน่อย…”
เหลียงโหย่วชีที่ถือธูปที่เหลืออยู่ แม้จะตกใจแต่ยังมีสติ เมื่อได้ยินเสียงบ่นหิวจากวิญญาณภรรยาทั้งสาม เขาจึงรีบเอ่ยขึ้น “ต้าหรง เสี่ยวฟาง ฮวาฮวา รีบกินอะไรหน่อยเถอะ! ในลานบ้านมีของที่พวกเธอชอบกินทั้งนั้น!”
เมื่อวิญญาณหญิงทั้งสามได้ยินเช่นนั้น พวกเธอก็หมุนตัวอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็เดินแผ่วเบาไปยังโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่กลางลานบ้าน
เรารู้สึกได้ว่าความเย็นยะเยือกเริ่มจางลง ม่านหน้าต่างที่ไหวไปมาก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ หยุดนิ่ง พวกเรามั่นใจว่าวิญญาณหญิงทั้งสามตนนั้นเดินไปที่โต๊ะแล้ว
ในที่สุดพวกเราก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับออกจากมุมที่ซ่อนตัวอยู่
เหลียงโหย่วชีเองก็ถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะทรุดตัวลงบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า
“ฟู่วว…” เขาหายใจหอบหนัก เหมือนเพิ่งไถนาไปหนึ่งไร่
พวกเรายืนอยู่ริมหน้าต่าง แอบชำเลืองมองออกไปข้างนอก พบว่าวิญญาณหญิงทั้งสามตนนั่งอยู่ที่โต๊ะในลานบ้านอย่างเรียบร้อย พวกเธอจับตะเกียบขึ้นมาแล้วคีบอาหารเข้าปาก
เมื่อเห็นแบบนั้น ผมรีบหดศีรษะกลับมา
เหลียงโหย่วชีที่นั่งอยู่บนโซฟาเอ่ยถามขึ้นว่า “ต่อไป… ต่อไปผมต้องทำอะไร” ขณะพูด เขายังคงหอบหายใจอยู่
ผมตอบเขา “รอให้ภรรยาทั้งสามของคุณกินอาหารเสร็จก่อน พวกเธอจะกลับมาเคาะประตูอีกครั้ง ตอนนั้นอย่าเพิ่งพูดอะไร ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ค่อยลองเจรจากับพวกเธอ ดูว่าจะสามารถส่งพวกเธอไปได้หรือไม่”
“งั้น…งั้นผมต้องพูดว่าอะไร” เหลียงโหย่วชีถามต่อ
พานหลิงรีบตอบขึ้นมาแทน “ก็บอกพวกเธอไปว่า…คนกับผีเดินคนละเส้นทาง ระหว่างความเป็นและความตายย่อมมีเส้นแบ่ง บุพเพในชาตินี้ของพวกคุณจบลงแล้ว
“อย่างแรกเลย ต้องทำให้พวกเธอเข้าใจว่าตัวเองตายไปแล้ว จากนั้นคอยสังเกตปฏิกิริยาของพวกเธอ ถ้าพวกเธอยอมรับความจริงได้อย่างสงบและไม่แสดงท่าทีคลุ้มคลั่งก็ยังมีโอกาสส่งพวกเธอไปได้ แต่ถ้าพวกเธอโกรธเกรี้ยวและสูญเสียสติจนไม่สามารถเจรจาได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องส่งพวกเธอไปอีก”
เหลียงโหย่วชีฟังจบก็พยักหน้า “เข้าใจแล้ว ยังไงพวกเธอก็เคยเป็นภรรยาผม ผมเองก็ไม่อยากเห็นวิญญาณของพวกเธอต้องแตกสลาย”
พวกเราสามคนมารวมตัวกันอีกครั้ง
เม่าจิ้งกล่าวเสียงต่ำ “ศิษย์น้อง พลังของวิญญาณอาฆาตสามตนนี้เป็นยังไงบ้าง”
พานหลิงทำหน้าจริงจัง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ศิษย์พี่ ผีสามตนนี้เคยทำร้ายคนมาก่อนแน่นอน...พวกมันแข็งแกร่งมาก พลังอาฆาตที่แผ่ออกมาจากพวกเธอนั้นหนักหน่วงจนแทบลบล้างไม่ได้ มันใกล้เคียงกับวิญญาณอาฆาตระดับอาภรณ์เหลืองเข้าไปทุกขณะ!
“ในบรรดาพวกเธอนั้น วิญญาณที่นั่งอยู่ทางซ้ายมีพลังแข็งแกร่งที่สุด ส่วนตนที่อยู่ตรงกลางอ่อนแอที่สุด หากเราต้องปะทะกันตรงๆ ด้วยระดับพลังของพวกเราในตอนนี้ แม้เราทั้งสามจะร่วมมือกันก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเธอ
“ฉันยังคงเห็นด้วยกับแผนของพี่เจียง คืนนี้เราต้องปกป้องบ้านหลังนี้ไว้ ไม่ให้พวกเธอเข้ามาได้ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงเพื่อลดความเสี่ยงที่ตัวเองจะตกอยู่ในอันตราย รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ เราจะทำลายหลุมศพอาฆาตของพวกเธอ จากนั้นค่อยประกอบพิธีขับไล่วิญญาณ
“ส่วนการส่งพวกเธอไปเกิดนั้น ฉันคิดว่าแทบไม่มีหวังเลย” พานหลิงกระซิบเบาๆ
ผมกับเม่าจิ้งพยักหน้าแสดงความเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียงกัน
พวกเราเฝ้าระวังอยู่ในบ้านเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมง
ในขณะเดียวกัน วิญญาณทั้งสามตนก็นั่งอยู่ข้างนอกอย่างเงียบๆ กินอาหารอยู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม
เวลาล่วงเลยไปจนถึงตีสาม อีกเพียงหนึ่งชั่วโมง คืนนี้ก็จะผ่านพ้นไป
พวกเรายังคงเฝ้ารออยู่ในบ้าน แต่ในขณะนั้นเอง ความเงียบสงบถูกทำลายลงอีกครั้ง
พลันเกิดเสียงดัง “ตุบ!” เหมือนกับมีอะไรบางอย่างล้ม ตามมาด้วยเสียงแตกกระจายดัง “เพล้ง!”
เสียงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้พวกเราทุกคนตื่นตัวทันที
ในวินาทีนั้น ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดผ่านร่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระลอก
“พวกเธอกินของเซ่นไหว้เสร็จแล้ว พวกเธอทุบโต๊ะและกำลังจะมาทางนี้!” พานหลิงเตือนอย่างรวดเร็ว
ผมกับเม่าจิ้งรีบลุกขึ้นหาที่ซ่อน ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณให้เหลียงโหย่วชีจุดธูป
เหลียงโหย่วชีไม่กล้ารีรอ รีบจุดธูปเทียนอย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้เขาทำได้ดีขึ้นมาก ไม่ได้สั่นเหมือนครั้งแรก
แต่ก่อนที่ไฟจะจุดติด ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากประตูหน้า
“ก๊อกๆๆ… ตึงๆๆๆ ก๊อกๆๆ… ตึงๆๆๆ” เสียงเคาะอันแสนคุ้นเคย…จังหวะการเคาะอันเป็นเอกลักษณ์ และทุกครั้งที่เคาะ เสียงยังดังขึ้นเรื่อยๆ
“มาอีกแล้ว เสียงเคาะประตู…ทุกคืนก็เป็นแบบนี้ ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนี้ทุกคืน”
เหลียงโหย่วชีถือธูปที่เพิ่งจุดติด สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ผมกดเสียงให้ต่ำ ก่อนจะพูดกับเขา “อย่าตื่นตระหนก อย่าเพิ่งพูดอะไร รอดูไปก่อน”
เหลียงโหย่วชีพยักหน้ารับทันที
“โหย่วชี เปิดประตูสิ!”
“ที่รัก ฉันอยากเข้าบ้าน!”
“พี่เหลียง ถึงเวลานอนแล้วนะ!”
วิญญาณทั้งสามตนยืนอยู่นอกประตู พูดสามประโยคนี้ซ้ำๆ ไม่มีหยุด พร้อมกับเคาะประตูไปเรื่อยๆ
เสียงนั้นสร้างความกดดันให้คนที่ได้ยินจนแทบหายใจไม่ออก
ผ่านไปสิบนาที เสียงเคาะประตูยิ่งรุนแรงขึ้น กรอบประตูเริ่มสั่นสะเทือนและมีทำท่าว่าจะหลุดออกมาเสียให้ได้ ยันต์ที่ติดไว้บนประตูเริ่มกะพริบวูบวาบ...ประตูใกล้จะทนไม่ไหวเสียแล้ว
หากปล่อยให้พวกเธอเคาะต่อไป ยันต์จะถูกทำลายแน่
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมจึงพูดกับเหลียงโหย่วชีว่า “คุณเหลียง ทำตามที่เราสอนคุณ ถ้าคุณเจรจากับภรรยาได้ดี เราจะสามารถส่งพวกเธอไปเกิดใหม่ได้ แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง เราก็ต้องยื้อประตูไว้จนถึงตีสี่ให้ได้….”
เหลียงโหย่วชีพยักหน้าเบาๆ
“ได้ ผมจะ… ผมจะพยายาม…” ในขณะที่เขาพูด เสียงเคาะประตูก็ดังต่อเนื่องไม่หยุด
เสียงของวิญญาณทั้งสามตนยังคงเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
“ที่รัก เปิดประตูให้ฉัน! เปิดเถอะ!”
“โหย่วชี ฉันกินอิ่มแล้ว ฉันอยากกลับเข้าไปนอน…ฉันอยากนอน…”
“พี่เหลียง รีบให้ฉันเข้าไปเถอะ ฉันคิดถึงคุณแทบแย่แล้ว!”
วิญญาณทั้งสามตนพูดต่อกันทีละประโยค แต่ละคำพูดล้วนเย็นเยียบไร้ซึ่งอารมณ์ ทุกคำที่ได้ยินทำให้หัวใจของคนฟังเย็นเฉียบจนหนาวสะท้าน
ไม่แปลกใจเลยที่เหลียงโหย่วชีจะตัวสั่นขนาดนี้ ไม่เพียงแค่นั้น เสียงเคาะประตูยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้มันไม่ใช่แค่การเคาะประตูอีกแล้ว แต่เหมือนกับพวกเธอกำลังทุบประตูอยู่
เหลียงโหย่วชีทำได้เพียงรวบรวมความกล้า เดินไปยังหน้าประตู
“ต้าหรง… เสี่ยว…เสี่ยวฟาง ฮวาฮวา พวกเธออย่าเคาะเลย…”
“ที่รัก! เปิดประตู!”
“โหย่วชี! เปิด!”
“พี่เหลียง! ให้ฉันเข้าไปในบ้าน!”
เสียงของวิญญาณทั้งสามตนยังคงแหบพร่าและเย็นเยียบ เมื่อได้ยินเสียงของเหลียงโหย่วชี พวกเธอก็ตอบกลับมา ทำให้คนฟังรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
พวกเธอเต็มไปด้วยพลังอาฆาต ต่างร้อนรนและกระวนกระวาย อยากเข้ามาในบ้านให้ได้
เหลียงโหย่วชีบีบจับธูปในมือ หายใจหอบแรงก่อนจะพูดขึ้นว่า “ภรรยาของฉัน…คนกับผีเดินคนละเส้นทาง ระหว่างความเป็นและความตายมีเส้นแบ่ง พวกเธอ…พวกเธอ…ตายไปแล้ว อย่ากลับมา… อย่ากลับมาวนเวียนหลอกหลอนฉันอีกเลย
“ฉันจะเผากระดาษเงินกระดาษทองและจุดธูปให้พวกเธอ…จะให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยส่งพวกเธอไปสู่สุคติ พวกเธอ…พวกเธอไปพักผ่อนให้สงบเถอะ! ชาตินี้…ชาตินี้ฉัน… ฉันเป็นฝ่ายผิดเองที่ทำให้พวกเธอต้องตาย ฉันจะเผาเงินกระดาษให้เยอะๆ ขอให้พวกเธอไปสู่สุคติเถอะนะ….” พูดจบน้ำตาของเหลียงโหย่วชีก็ไหลออกมา
เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น กำธูปสามดอกในมือแน่น ก่อนจะก้มกราบภรรยาที่กลายเป็นวิญญาณอาฆาตทั้งสาม
ด้านนอกพลันเงียบสนิท
เสียงเคาะประตูที่ดังต่อเนื่องหยุดลงทันที ความเงียบงันแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณราวกับว่าพวกเธอไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน
พวกเราทุกคนจ้องมองไปที่เหลียงโหย่วชีนิ่ง ไม่มีใครกล้าขยับตัว วินาทีแล้ววินาทีเล่าค่อยๆ ผ่านไป
เหลียงโหย่วชีไหว้คำนับอยู่นานถึงหนึ่งนาที ด้านนอกก็เงียบสงัดเป็นเวลาหนึ่งนาทีเช่นกัน
เม่าจิ้งหรี่ตากล่าวขึ้นว่า “หรือว่าจะสามารถส่งพวกเธอไปได้จริงๆ?”
พานหลิงเองก็ตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “พลังอาฆาตกำลังจางหายไป…พวกเราอาจจะส่งพวกเธอไปได้จริงๆ”
ทั้งเม่าจิ้งและพานหลิงต่างเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
ตอนแรกผมเองก็ตกใจเช่นกัน เพราะพลังอาฆาตของพวกเธอรุนแรงมาก
มันจะเป็นไปได้จริงหรือที่จะส่งพวกเธอไปอย่างสันติ?
แต่ในวินาทีถัดมา ผมรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล
สายตาของผมจดจ้องไปยังธูปในมือของเหลียงโหย่วชี ผมสังเกตเห็นว่าธูปในมือเขากำลังไหม้ด้วยความเร็วที่ผิดปกติ และรูปแบบของธูปที่ไหม้ก็เป็นสั้นสองยาวหนึ่ง….