ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 194 อยากเข้าบ้าน...สั้นสองยาวหนึ่ง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 194 อยากเข้าบ้าน...สั้นสองยาวหนึ่ง
คนเป็นกลัว ‘ยาวสามสั้นสอง’ ส่วนวิญญาณกลัว ‘สั้นสองยาวหนึ่ง’
ธูปที่จุดให้วิญญาณภรรยาทั้งสามตนนั้น ยามนี้ไหม้เป็นแบบสั้นสองดอกยาวหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าพวกเธอเต็มไปด้วยความคับแค้น
แม้ว่าตอนนี้พวกเธอจะไม่ได้ส่งเสียงใดๆ แต่จากสภาพของธูปที่เผาไหม้อยู่ แสดงว่าพวกเธอโกรธแล้ว
“ดูธูปนั่น!” ผมรีบพูดกับเม่าจิ้งและพานหลิง
ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนยังมีความหวังอยู่เล็กน้อย แต่พอได้ยินที่ผมพูด พวกเขาก็หันไปเห็นธูปในมือของเหลียงโหย่วชีทันที
“สั้นสองยาวหนึ่ง”
“ศิษย์พี่ นี่เป็นลางร้ายสุดๆ…” พานหลิงยังพูดไม่ทันจบ ทันใดนั้น พลันมีควันดำแผ่ออกมาจากรอยแยกของประตู พลังอาฆาตเย็นเยียบแผ่ซ่านเข้ามาในตัวบ้าน
จากนั้นเกิดเสียง “ปัง!” ดังสนั่น
ประตูสั่นไหวราวกับถูกกระแทกอย่างรุนแรง
เหลียงโหย่วชีที่กำลังคุกเข่าไหว้อยู่สะดุ้งเฮือก ก่อนจะล้มลงไปนั่งกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
เขามองควันดำที่ไหลซึมออกมาจากช่องประตูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พร้อมกับถอยหลังกรูด…
เขาพึมพำเสียงสั่น “อะ…อะ…” อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
ขณะเดียวกัน ด้านนอกก็มีเสียงแหบพร่าที่แฝงไปด้วยความโกรธเคืองดังขึ้น
“ที่รัก เปิดประตูให้ฉัน! คุณคิดจะขังฉันไว้นอกบ้านแบบนี้ไปอีกกี่คืนกัน”
“ปังๆๆๆๆ!”
“โหย่วชี! ถ้าไม่เปิดประตู ฉันจะโกรธแล้วนะ!”
“ปังๆๆๆๆ!”
“พี่เหลียง คุณเคยบอกว่าจะมีลูกกับฉัน แล้วทำไมยังไม่เปิดประตู”
“ปังๆๆๆๆ!”
ประตูยังคงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ควันดำที่ไหลทะลักเข้ามาทางช่องประตูยังคงพุ่งเข้ามาในบ้านอย่างต่อเนื่อง
ควันดำเหล่านั้นลอยไปตามพื้น คล้ายกระแสน้ำที่กำลังคืบคลานเข้าหาเหลียงโหย่วชี
ทั้งด้านในและด้านนอกของประตูล้วนถูกติดยันต์ใหม่หมด ทว่าตอนนี้ยันต์เหล่านั้นกลับไม่สามารถขัดขวางพลังอาฆาตของพวกเธอได้เลย
ถ้าเป็นยันต์ชุดเก่าที่ใช้มาก่อนหน้านี้ คืนนี้คงไม่มีทางต้านทานการบุกของวิญญาณสามตนนี้ได้แน่
เหลียงโหย่วชีเริ่มเสียขวัญ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เขาถอยมาหยุดตรงหน้าพวกเราสามคน ก่อนจะถามด้วยเสียงสั่นเครือ “ทำ… ทำยังไงดี พวกเธอ… พวกเธอโกรธเสียแล้ว?”
การที่วิญญาณาฆาตโกรธเกรี้ยวเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้แล้ว วิญญาณประเภทนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถส่งไปสู่สุคติได้ง่ายๆ พวกเธอยังคงติดอยู่ในห้วงของความยึดติด อีกทั้งศพยังถูกฝังอยู่ในตำแหน่งต้องคำสาป ‘เคราะห์ดอกท้อร้าย’ ทำให้ในใจของพวกเธอมีแต่ตัณหาและความหลงใหลเท่านั้น
“คุณเหลียงอย่าเพิ่งตื่นตระหนก พวกเธอยังเข้ามาไม่ได้ในตอนนี้ การส่งวิญญาณพวกเธอนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด พวกเธอเป็นผีร้ายไปแล้ว การเจรจาจึงเป็นเรื่องยากมาก…” ผมกล่าวขึ้น
เสียงทุบประตูยังดัง “ปังๆๆๆๆ!” อย่างต่อเนื่อง
เม่าจิ้งและพานหลิงไม่อยู่เฉย ทั้งคู่รีบหยิบยันต์สีเหลืองออกมาอีกสองแผ่น แล้วแปะลงบนประตูอย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมการป้องกัน ไม่ให้พลังอาฆาตของวิญญาณทั้งสามกลืนกินพลังของยันต์เดิมจนพังประตูเข้ามาในบ้านได้
เมื่อเม่าจิ้งและพานหลิงเสริมยันต์เพิ่มอีกสี่แผ่น เสียงเคาะประตูก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด
ควันดำที่ไหลเข้ามาในบ้านลดลงไปกว่าร้อยละเจ็ดสิบถึงแปดสิบ
เหลียงโหย่วชีเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อยจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ภรรยาทั้งสาม พวกเธอหยุดเถอะ! พวกเธอตายไปแล้ว ตายไปแล้วจริงๆ ขอให้พวกเธอไปสู่สุขคติเถอะนะ! อย่ากลับมาหาฉันอีกเลย อย่ากลับมาอีก ไปเถอะนะ!” เหลียงโหย่วชีร้องไห้ขณะพูด
แต่ภายนอกกลับมีเสียงเย็นเยือกและเต็มไปด้วยโทสะดังตอบกลับมา
“เหลียงโหย่วชี เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
“เหลียงโหย่วชี มามีลูกกับฉันซะ!”
“เหลียงโหย่วชี แกไม่มีวันหนีฉันพ้น!”
เสียงเหล่านั้นไม่เพียงแค่โกรธเกรี้ยว แต่ยังต่ำและแหบพร่าจนทำให้ขนลุกชัน
พวกเธอไม่สนใจเรื่องความเป็นความตายหรือการพักอย่างสงบ
ในฐานะที่พวกเธอเป็นวิญญาณอาฆาตที่เต็มไปด้วยราคะ มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเธอยึดติด ‘การเรียกร้อง’
เหลียงโหย่วชีเป็นสามีโดยชอบธรรมของพวกเธอ และเขาเองก็เป็นปัจจัยโดยตรงหรือโดยอ้อมที่ทำให้พวกเธอต้องตาย
เมื่อพวกเธอกลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่เต็มไปด้วยราคะ เป้าหมายหลักของพวกเธอเป็นการกลับมาเรียกร้องสิ่งที่พวกเธอต้องการ
“ขอร้องล่ะ ไปสู่สุขคติเถอะ! ไปสู่สุขคติซะ!” เหลียงโหย่วชีร้องขอพลางสะอื้นไห้ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่า และโขกศีรษะลงต่อหน้าภรรยาทั้งสามที่อยู่ด้านนอก
แต่ถ้าการโขกศีรษะอ้อนวอนสามารถแก้ปัญหาได้ จะมีพวกเรานักพรตไว้ทำไม
ผมไม่ได้สนใจการกระทำของเขา หันไปยืนรวมกับเม่าจิ้งและพานหลิง แล้วกระซิบปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด
พานหลิงเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น “ศิษย์พี่ พี่เจียง วิญญาณสามตนนี้เคยทำร้ายคนแน่นอน พลังอาฆาตของพวกเธอรุนแรงมาก แม้จะสูดธูปเซ่นไหว้และกินของเซ่นไหว้ไปมากมาย ซ้ำพวกเรายังติดยันต์ใหม่ไปเยอะซะขนาดนี้ก็ยังไม่สามารถลดทอนพลังอาฆาตของพวกเธอลงได้ โชคดีที่พวกเรามาในคืนนี้ มิฉะนั้น คุณเหลียงคงไม่รอดแน่!”
เม่าจิ้งพยักหน้าเห็นด้วย “ถูกต้อง พลังอาฆาตของพวกเธอรุนแรงขึ้นมากจริงๆ แต่ในตอนนี้ พวกเรายังได้เปรียบอยู่ แค่ต้องเสริมความแข็งแกร่งของยันต์บนประตูและหน้าต่างให้มากขึ้น อีกหนึ่งชั่วโมง หากเราต้านทานไหวก็จะผ่านพ้นคืนนี้ไปได้”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย
ตอนนี้ พลังอาฆาตของวิญญาณทั้งสามตนรุนแรงมาก แม้จะยังเทียบกับวิญญาณหญิงระดับอาภรณ์แดงที่ทะเลสาบหนานเทียนไม่ได้ ทว่าตอนนั้นผมมีอาจารย์อยู่ด้วย แต่ตอนนี้ผมต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณทั้งสามกับพวกเม่าจิ้ง อีกทั้งพวกเธอยังใกล้จะกลายเป็นวิญญาณระดับอาภรณ์เหลืองเต็มตัว
หากพวกเราบุ่มบ่ามพุ่งออกไปสู้ตรงๆ อาจจะเป็นฝ่ายแพ้เสียเอง
“ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็ทำได้เพียงเสริมการป้องกันให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันมียันต์อีกยี่สิบกว่าแผ่น สามารถใช้เสริมพลังการป้องกันให้กับประตูและหน้าต่างได้”
เม่าจิ้งและพานหลิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าตอบรับ
จากนั้น พวกเราสามคนเริ่มลงมือทันที เราหยิบยันต์ออกมา แล้วเดินไปรอบๆ บ้าน เสริมยันต์บนประตูและหน้าต่างเพิ่มขึ้นอีก
ส่วนเหลียงโหย่วชียังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หน้าประตู เขายังคงคุกเข่าอ้อนวอนภรรยาทั้งสามของเขาให้จากไป…
แต่การอ้อนวอนมีประโยชน์อะไร
พวกเธอเป็นวิญญาณอาฆาต ไม่ใช่วิญญาณธรรมดาที่จะถูกทำให้ซาบซึ้งใจได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยาทั้งสามนั้นล้วนเกิดขึ้นจากเงินทองเป็นหลัก…
พวกเราติดยันต์เพิ่มทั้งชั้นล่างและชั้นบน รวมถึงประตูทางขึ้นดาดฟ้า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกทางเข้าของบ้านนี้จะถูกปิดผนึกด้วยพลังของยันต์
เว้นเสียแต่ว่าวิญญาณทั้งสามตนจะแข็งแกร่งพอจะทำลายยันต์ทั้งหมดได้ ไม่เช่นนั้นพวกเธอก็จะไม่มีทางเข้ามาในบ้านได้
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงตีสามสิบนาที เสียงเคาะประตูยังคงดังต่อไป
ส่วนเหลียงโหย่วชียังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น “พวกเธอไปเถอะนะ… ไปเถอะ! ได้โปรด อย่ามาหลอกหลอนฉันอีกเลย…”