ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 197 การเตรียมตัวครั้งสุดท้าย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 197 การเตรียมตัวครั้งสุดท้าย
ข้างนอก วิญญาณทั้งสามยังคงกระหน่ำทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง
“ปังๆๆ!” เสียงทุบประตูดังกึกก้อง
ตามมาด้วยเสียงคร่ำครวญ “ฮือๆ” และเสียงเล็บขูดกระจกดังสลับกันไปมาไม่หยุด
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงทุกขณะ ยันต์ที่ติดอยู่บนประตูก็เหลือน้อยลงทุกที
พลังอาฆาตยังคงแทรกซึมเข้ามาในบ้านอย่างต่อเนื่อง ความเย็นยะเยือกและบรรยากาศที่กดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เหลียงโหย่วชีหายใจแทบไม่ออก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านถึงขั้นคลื่นไส้
เม่าจิ้งโยนไก่ทั้งหมดลงกับพื้น เขายังมีกระเป๋าผ้าห้อยอยู่ที่เอว ข้างในเต็มไปด้วยขี้เถ้า
ผมนำยันต์ตัวแทนที่เขียนเสร็จแล้วมาห่อเส้นผมกับเล็บของเหลียงโหย่วชี
แต่เม่าจิ้งยังไม่รีบยัดยันต์ลงไปในตัวไก่
เขาหยิบธูปขึ้นมาดอกหนึ่ง จุดไฟ ปักลงไปบนหัวมันเทศ แล้วตั้งไว้ตรงหน้าไก่ทั้งห้าตัว
จากนั้น เขาใช้มือซ้ายผสานมุทรา ก่อนจะกล่าวต่อหน้าไก่ที่ยังส่งเสียง “กุ๊กๆ” อย่างต่อเนื่อง
“ฟ้ากว้างใหญ่ ดินกว้างไกล เจ้าไก่เอ๋ย เจ้าได้รับพรแห่งโชค ข้าขอยืมชีวิตเจ้าแทนชะตาที่ยากลำบาก ชาติหน้าจงได้เกิดเป็นมนุษย์ ประสบความสุขและอายุยืนยาว…”
เมื่อกล่าวจบ เม่าจิ้งเปลี่ยนรูปแบบมุทรา แล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่หัวของไก่ทั้งห้าตัว ก่อนเป่าลมหายใจเบาๆ ไปที่พวกมัน
ควันจากธูปลอยอวลรอบตัวพวกมัน ไก่ทั้งห้าที่ก่อนหน้านี้กำลังดิ้นรนและส่งเสียงดัง “กุ๊กๆ” อยู่ตลอดสงบนิ่งทันที
พวกมันเชิดคอขึ้น ลืมตาโตอย่างมีพลัง ไม่ส่งเสียงร้อง ไม่วิ่งหนี ไม่แม้แต่จะขยับ พวกมันยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาจับจ้องเม่าจิ้งเขม็ง ราวกับว่าในช่วงเวลานั้น พวกมันมีจิตสำนึกขึ้น
มันเป็นสายตาที่คนธรรมดาไม่สามารถจ้องตอบได้
ภาพนี้ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่ตึกเก้าศพ ตอนที่เม่าจิ้งใช้ไก่นำทางวิญญาณพาผมกับวิญญาณหวังชุ่ยหลบหนีออกมา
ผมเฝ้าดูทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้หยุดมือ หยิบยันต์ตัวแทนทั้งห้าซึ่งห่อเส้นผมกับเล็บเรียบร้อยแล้วยื่นให้เม่าจิ้ง
เม่าจิ้งรับยันต์ทั้งห้าไป
ผมคิดว่าเขาจะบังคับให้ไก่กลืนมันลงไป
แต่ผมคิดผิด…
เขากลับทำให้ไก่กินมันเข้าไปเองอย่างเต็มใจ มันเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
เม่าจิ้งผสานมุทราด้วยมือขวา ก่อนจะกล่าวกับไก่ทั้งห้าตัวว่า “เชิญท่านลิ้มรส ปลดเปลื้องรอยอดีต เริ่มวัฏแห่งการเกิดดับ ณ บัดนี้!”
สิ้นคำ! เขาเปลี่ยนเป็นมุทราดาบ แล้วจรดปลายไปที่ธูป
ทันใดนั้น ควันธูปพลันส่องแสงสลัว พลิ้วไหวยาวต่อเนื่อง…
จากนั้น เม่าจิ้งสะบัดมือ ปล่อยยันต์ตัวแทนทั้งห้าผืนลงสู่พื้น
ไก่ทั้งห้าตัวเชิดคอขึ้นอย่างสง่างาม ดวงตาทอประกายสดใส
พวกมันดูราวกับมีสติปัญญา มองไปที่ประตูหนึ่งครั้งอย่างพร้อมเพียง แล้วหันกลับมาจ้องมองเม่าจิ้ง ก่อนจะร้อง “กุ๊กๆ” สามครั้ง
เสียงร้องนี้เหมือนเป็นคำตอบ ราวกับพวกมันกำลังตอบรับบางอย่าง
เมื่อร้องจบ พวกมันก้มลงจิกกินยันต์ตัวแทนที่ตกอยู่บนพื้น
ทันทีที่ยันต์ตัวแทนถูกกลืนลงไป ขนของไก่ทั้งห้าตัวก็สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะสยายปีกออก
แต่เมื่อนำปีกกลับเข้าตัว ดวงตาของพวกมันที่เคยสดใสกลับมืดมนลงในทันที มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง ดวงตาของพวกมันไม่แสดงอารมณ์อีกต่อไป พวกมันกลับมาเป็นสัตว์ปกติ นั่งหมอบอยู่กับพื้นโดยไม่ขยับ
ภาพนี้ทำให้ผมรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
วิชาของเม่าจิ้งน่าทึ่งจริงๆ
ขณะที่ผมยังตกอยู่ในความประหลาดใจ ก็เดินไปหาเหลียงโหย่วชีที่ยังคงตัวสั่นสะท้าน ผมจับมือเขา แล้วลากมาหยุดตรงหน้าไก่ทั้งห้าตัว ก่อนจะดึงกระบี่กระดูกปลาออกจากเอว
“อาจารย์เจียง… นี่… นี่คุณจะทำอะไร”
“ขอเลือดคุณสักหน่อย เพื่อเสริมพลังชีวิตให้กับไก่ตัวแทน” ผมตอบกลับอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้เหลียงโหย่วชีมีเวลาคิด จากนั้นกรีดฝ่ามือเขาด้วยกระบี่เบาๆ
เพียงรอยแผลตื้นๆ แต่เลือดกลับไหลออกมาอย่างรวดเร็ว
ผมจับมือของเขาแล้วละเลงเลือดลงบนไก่ทั้งห้าตัว
สุดท้าย ผมหยิบขนไก่ออกมาหนึ่งเส้น แล้วยื่นให้เหลียงโหย่วชี
“คุณเหลียง กำขนไก่นี้ไว้ในมือ จากนี้ไป ไก่ทั้งห้าตัวนี้คือร่างตัวแทนของคุณ อย่าทำขนไก่หายเด็ดขาด”
เหลียงโหย่วชีพยักหน้ารัวๆ พลางส่งเสียง “อืมๆ” ในลำคอ
“พี่เจียง เถ้ากระดาษเรียบร้อยแล้ว” พานหลิงเอ่ยขึ้น
ผมรีบพยักหน้า “ผสมขี้เถ้าเลย”
ทุกคนกำลังเร่งมือ เม่าจิ้งเองก็รีบช่วยผสมขี้เถ้าที่เขานำมาด้วย วิธีนี้ผมได้เรียนรู้มาจากพนักงานส่งของคนนั้น แต่ตอนนี้ผมได้พัฒนาให้มันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยการผสมขี้เถ้ากับเถ้าถ่านไม้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลให้ดียิ่งขึ้น
“ปังๆๆ!”
“เหลียงโหย่วชี เปิดประตู!”
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้…”
“ใครอยู่ในบ้านของฉัน…”
เสียงแหบพร่าดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงประตูสั่นสะเทือนดัง “โครมคราม!”
พลังอาฆาตค่อยๆ แผ่เข้ามา ประตูหน้าถูกผลักจนเปิดออกเป็นช่องแคบๆ มีนิ้วมือซีดขาวยื่นลอดช่องประตูเข้ามา กวาดตะปบไปมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
ตอนนี้บนประตูเหลือยันต์เพียงแผ่นเดียว และมันกะพริบติดๆ ดับๆ
หากยันต์นี้ถูกเผาทำลายลง ประตูจะเปิดออก และวิญญาณทั้งสามตนจะพุ่งทะลวงเข้ามาได้ทันที
“พวกเธอกำลังจะเข้ามาแล้ว…!” พานหลิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
“เร็วเข้า…!” ผมเร่งเร้า ก่อนจะคว้าขี้เถ้าขึ้นมาแล้วเริ่มละเลงลงบนตัวเหลียงโหย่วชี
เม่าจิ้งและพานหลิงก็ช่วยกัน
เราสามคนลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่นานร่างของเหลียงโหย่วชีก็ถูกปกคลุมไปทั่วด้วยเถ้าถ่าน
จากนั้นพวกเราก็เริ่มป้ายเถ้าถ่านลงบนตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ช่องว่างที่ประตูถูกผลักเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ มีนิ้วมือซีดขาวมากกว่าสิบนิ้วสอดเข้ามา และพยายามงัดประตูให้เปิดออก
ยันต์บนประตูเริ่มสูญเสียพลัง เกิดควันขึ้นก่อนจะลุกเป็นเปลวไฟ
“เร็วเข้า!” ผมร้องเร่งอีกครั้ง
พวกเราสามคนเร่งมือสุดกำลัง ละเลงเถ้าถ่านทั่วร่างตัวเองเสร็จก่อนที่พลังของยันต์จะหมดลง
ตอนนี้พวกเราดูดำปี๋ไปหมด แต่ไม่มีใครใส่ใจ ในสายอาชีพนี้ ความเป็นและความตายถูกคั่นด้วยเส้นบางๆ
เปรอะเปื้อนเถ้าถ่านบ้าง ใครจะสนใจ
เมื่อเสร็จแล้ว ผมจึงออกคำสั่งต่อไปว่า “ซ่อนไก่ให้หมด แล้วไปที่ชั้นสอง”
เม่าจิ้งกับพานหลิงพยักหน้า พวกเราทั้งสามเริ่มซ่อนตัวแทน
เราซ่อนไก่สามตัวไว้ที่ชั้นล่าง ตัวหนึ่งในเล้าไก่ ตัวหนึ่งในห้องอาหาร และอีกตัวในห้องนอนด้านข้าง
ส่วนไก่อีกสองตัว เราพาขึ้นไปที่ชั้นสอง
และทันทีที่พวกเรามาถึงชั้นสอง
เกิดเสียง “โครม!” ดังสนั่น…ประตูหน้าถูกกระแทกจนเปิดออก พลังอาฆาตพุ่งเข้ามาเป็นสายหมอกเย็นยะเยือก
พวกเราที่ยืนอยู่บนชั้นสองได้ยินเสียงนี้เต็มสองหู
หัวใจเต้นระส่ำ
ผมเร่งส่งสัญญาณให้เม่าจิ้งและพานหลิงเข้าไปในห้องเก็บของด้านข้าง
ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยของกระจัดกระจาย มีทั้งตู้เก็บของและเตียงเก่า
ผมกวาดตามองไปรอบๆ แล้วชี้ไปที่ใต้เตียง เป็นสัญญาณให้ทุกคนซ่อนตัวตรงนั้น
เม่าจิ้งและพานหลิงรีบผลักเหลียงโหย่วชีเข้าไปก่อน จากนั้นพวกเขาก็ตามเข้าไปซ่อน
ผมหยิบไก่สองตัวสุดท้าย ตัวหนึ่งซ่อนในตู้เก็บของเก่าภายในห้องที่พวกเราอยู่ ส่วนอีกตัวถูกซ่อนไว้ในห้องฝั่งตรงข้าม
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ ผมกลับมาที่ห้องเก็บของ
ขณะเดียวกัน ผมสัมผัสได้ถึงพลังอาฆาตที่แผ่ขึ้นมาจากชั้นล่าง และเสียงของวิญญาณที่ดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ที่รัก คุณไปซ่อนในตู้กับข้าวทำไม”
“ฉันได้กลิ่นคุณแล้วนะ…”
“ฉันจับขาคุณได้แล้ว…”
เสียงเย็นเยียบและชวนขนลุกดังลอดขึ้นมา ทำให้ผมต้องสูดลมหายใจลึก
ดูเหมือนว่าไก่ตัวแทนที่ซ่อนไว้ในตู้กับข้าวจะถูกพบแล้ว วิญญาณทั้งสามตนค้นหาได้รวดเร็วกว่าที่คิด
ผมไม่กล้าเงี่ยหูฟังนานนัก หลังจากได้ยินเพียงไม่กี่คำก็รีบกลับเข้าไปในห้องเก็บของ แล้วคลานเข้าไปซ่อนตัวใต้เตียงทันที
เตียงคับแคบ ภายในมีของเก่าเก็บจำนวนมาก ประกอบกับพวกเราสี่คนที่เบียดเสียดกันอยู่ข้างใน ทำให้ภายในดูอึดอัดมาก ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอับชื้นจากฝุ่นและเชื้อราก็รุนแรงจนทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
แต่เราทำได้เพียงอดทน
ตอนนี้เหลืออีกไม่ถึงยี่สิบนาทีจะถึงตีสี่ ขอแค่เรายื้อผ่านช่วงสิบกว่านาทีสุดท้ายนี้ไปได้ คืนนี้เราก็จะรอดปลอดภัย…