ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 198 บุกเข้าบ้านได้แล้ว...ไก่กลับตายแทน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 198 บุกเข้าบ้านได้แล้ว...ไก่กลับตายแทน
ใต้เตียงที่คับแคบนี้มีคนซ่อนอยู่ถึงสี่คน เหลียงโหย่วชีหลบอยู่ลึกที่สุด ขดตัวแน่น
ส่วนผม เม่าจิ้ง และพานหลิงอยู่ด้านนอกสุด นอนหมอบนิ่งไม่ไหวติง
พวกเราไม่มีใครพูดอะไร แม้แต่ลมหายใจก็พยายามกดให้เบาที่สุด เพียงแค่เงี่ยหูฟังเสียงจากภายนอก ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดๆ ออกไป
อีกไม่ถึงยี่สิบนาทีจะถึงตีสี่
แต่แม้จะเป็นเพียงไม่กี่นาที ทว่ามันกลับยาวนานจนแทบทนไม่ไหว
หลังจากช่วงเวลาที่เงียบสงบผ่านไป
ทันใดนั้นเสียง “กุ๊กๆ” ดังขึ้นจากชั้นล่าง ตามมาด้วยเสียงแหบพร่าของวิญญาณ
“ไก่? ทำไมกลายเป็นไก่”
“โหย่วชี คุณกล้าใช้ไก่มาหลอกฉันงั้นเหรอ…”
“เหลียงโหย่วชี! ไอ้คนโกหก อย่าให้ฉันหาเจอนะ…!”
เสียงคำรามโกรธเกรี้ยวดังสนั่นไปทั่วชั้นล่าง พลังอาฆาตพลันแผ่ซ่านขึ้นมายังชั้นสอง
พวกเราทั้งสี่ที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงสบตากัน
ก่อนที่พานหลิงจะกระซิบเบาๆ “ไก่ตัวแรกถูกพบแล้ว หากเป็นแบบนี้ พวกเราน่าจะรอดคืนนี้ไปได้ไม่ยาก!”
แต่ผมยังคงไม่วางใจ ตราบใดที่วิญญาณทั้งสามตนยังไม่ไปไหน พวกเราก็ยังตกอยู่ในอันตราย
ผมกระซิบเสียงต่ำเตือนพวกเขา “อย่าพูด และอย่าประมาท ห้ามให้พวกมันได้กลิ่นมนุษย์เด็ดขาด”
พานหลิงพยักหน้ารับ และเงียบไปทันที
เม่าจิ้งยังคงนิ่งเฉย ไม่พูดอะไรเช่นกัน
ส่วนเหลียงโหย่วชีที่ซ่อนตัวอยู่ลึกที่สุดกำขนไก่ในมือแน่น พร้อมกับกุมหัวตัวเอง ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด
ผ่านไปไม่ถึงนาที เสียง “กุ๊กๆ” ดังขึ้นอีกครั้ง และเสียงแหบพร่าของวิญญาณหญิงทั้งสามตนก็ดังขึ้นตาม
“ที่รัก ทำไมคุณไปซ่อนอยู่ในเล้าไก่ล่ะ”
“คิดว่าหลบอยู่ในเล้าไก่แล้วเราจะหาไม่เจอเหรอ”
“พี่เหลียง มาให้ฉันจูบหน่อยสิ! ขึกๆ…”
เสียงพูดเบาๆ ปะปนกับเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกดังขั้น
เราต้องตั้งสมาธิและกลั้นลมหายใจถึงจะได้ยินชัด แต่แล้วในวินาทีถัดมา เสียงไก่ “กุ๊กๆ” ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนแสบแก้วหู
วิญญาณทั้งสามตนคำรามลั่นด้วยโทสะ
“น่ารังเกียจ! ทำไมถึงเป็นไก่อีกแล้ว!”
“คุณหลอกฉันอีกแล้ว! หลอกฉันอีกแล้ว!”
“ถ้าฉันเจอคุณ ฉันจะสูบวิญญาณของคุณให้หมด!”
ไก่ตัวแทนตัวที่สองถูกพบแล้ว แต่เวลาเพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น
ไม่ทันให้พวกเราได้ตั้งตัว เสียง “โครม!” พลันดังขึ้นจากชั้นล่าง มันเป็นเสียงกล่องไม้แตกกระจาย ตามมาด้วยเสียงไก่ร้องแหลมสูง แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็เงียบลง
“อีกแล้ว…เป็นของปลอมอีกแล้ว…”
“คุณโกหกฉัน หลอกฉัน คุณยังกล้าหลอกฉันอีกงั้นเหรอ…!”
“ไอ้ผู้ชายสารเลว น่ารังเกียจ…!”
ไก่ตัวแทนตัวที่สามถูกพบแล้ว ตอนนี้ชั้นล่างถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น พวกเราที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้นสองเริ่มสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา
พวกเธอค้นหาได้เร็วกว่าที่คิดมาก
ผมหันไปมองประตูห้อง พลังอาฆาตเย็นยะเยือกกำลังไหลทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไอเย็นที่แผ่ปกคลุมไปทั่วร่างทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งสู่ห้วงน้ำแข็ง
“ชั้นสอง…คุณต้องอยู่บนชั้นสองแน่ๆ?”
“ฉันได้กลิ่นของคุณแล้ว…”
“อย่าซ่อนเลย ที่รักของฉัน…”
เสียงแหบพร่าของวิญญาณดังขึ้นทีละคน
เสียงแหลมบาดหูของมันฟังดูเหมือนเสียงฉีกกระชากอะไรบางอย่าง ยิ่งฟังยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ
เหลียงโหย่วชีที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเราตัวสั่นอย่างรุนแรง เขากำลังจะถึงขีดจำกัดแล้ว
พวกเราทุกคนจับจ้องไปที่ประตูอย่างระมัดระวัง ในขณะที่พลังอาฆาตไหลผ่านช่องประตูเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
บานประตูที่ปิดสนิทค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกทีละนิด เงาร่างในชุดขาวค่อยๆ ก้าวเข้ามา
เธอเดินเขย่งปลายเท้า ร่างกายแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาโดยรอบ
พวกเราตัวแข็งทื่อทันที ดวงตาเบิกกว้าง
ด้วยมุมที่เราซ่อนอยู่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นดวงตาเธอได้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือริมฝีปากสีแดงสด
มือของผมกำกระบี่กระดูกปลาบริเวณเอวแน่นโดยไม่รู้ตัว เม่าจิ้งและพานหลิงเองก็จับกระบี่ไม้ท้อของพวกเขาแน่นเช่นกัน
หากมีสิ่งใดผิดปกติ พวกเราต้องลงมือทันที
เธอเริ่มกวาดตาไปรอบๆ ห้อง แล้วสูดลมหายใจลึกๆ คล้ายกับกำลังดมกลิ่นอะไรบางอย่าง
จากนั้น ริมฝีปากสีแดงสดของเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มประหลาด
“อืม…ฉันได้กลิ่นของคนแปลกหน้า ที่รัก บ้านของเรามีแขกมาเยี่ยมเหรอ”
“ฉันได้กลิ่นของพวกแกหมดแล้วนะ…”
“พวกแกซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันนะ ให้ฉันลองเดาดูสิ…”
เสียงนั้นแผ่วต่ำและแหบพร่า ฟังแล้วให้ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
วิญญาณตนนั้นเขย่งปลายเท้า ค่อยๆ เดินวนรอบห้อง ท่าทางของเธอดูผิดธรรมชาติและตอนเดินก็ไร้ซึ่งเสียงใด
และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เธอกำลังเข้าใกล้ใต้เตียงที่พวกเราซ่อนตัวอยู่ทุกขณะ…
ในตอนนี้ หัวใจของพวกเราทุกคนเต้นรัวจนแทบทะลักออกมาจากอก
ผม เม่าจิ้ง และพานหลิงสบตากันเพียงแวบเดียว แต่มันเพียงพอให้เราตัดสินใจร่วมกัน
หากเธอเข้าใกล้เกินไป พวกเราจะเป็นฝ่ายลงมือก่อนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ
ถ้าไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไปก็ต้องสู้สุดกำลัง เราต้องถ่วงเวลาอีกแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น
ผมมองดูวิญญาณที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วชูสามนิ้ว
เริ่มต้นนับถอยหลัง…
เม่าจิ้งและพานหลิงเห็นดังนั้นก็เตรียมพร้อมทันที มือของพวกเขาขยับเล็กน้อย กุมกระบี่ไม้ท้อแน่นขึ้น พร้อมรวบรวมพลังอย่างเงียบๆ
สาม…
สอง…
หนึ่ง…
ในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่ผมจะลดนิ้วลงเพื่อเริ่มโจมตี ทันใดนั้นเอง ตู้เก็บของในห้องเก็บของกลับมีเสียง “กุ๊กๆ” ดังขึ้น
เสียงนี้ทำให้วิญญาณที่กำลังเดินเข้ามาชะงักกึก เธอสะบัดศีรษะหันไปมองตู้ทันที
เมื่อเห็นว่าเธอหยุดอยู่ห่างจากเราพอสมควร ผมจึงหยุดนับถอยหลัง แล้วรีบส่งสัญญาณให้เม่าจิ้งและพานหลิงอย่าเพิ่งลงมือ
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุด
วิญญาณหญิงได้ยินเสียงดังมาจากตู้เก็บของ ใบหน้าของเธอแสดงความตื่นเต้น
“ที่รัก ที่แท้คุณแอบซ่อนอยู่ในตู้เก็บของนี่เองเหรอ” เธอเพิ่งพูดจบ แต่ยังไม่ทันได้ขยับเข้าไปใกล้ตู้ จู่ๆ ที่หน้าประตูก็มีเสียง “ฟิ้วๆ” ดังขึ้น
จากนั้น วิญญาณอีกสองตนก็พุ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนที่วิญญาณตนแรกจะลงมือ
วิญญาณหนึ่งในนั้นที่มีท้องป่องขนาดใหญ่ยื่นกรงเล็บแหลมคมออกมา แล้วแทงเข้าไปในตู้เต็มแรง
เสียง “โครม!” ดังขึ้น ไม้แตกกระจาย ตู้เก็บของทะลุเป็นรูใหญ่ ตามมาด้วยเสียงไก่ “กุ๊กๆ” ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่วิญญาณตนนั้นจะดึงบางสิ่งออกมา
ไก่ตัวแทนที่ซ่อนอยู่ในตู้ถูกกระชากออกมา ร่างของมันห้อยอยู่กลางอากาศ ถูกบีบคอแน่น
มันพยายามดิ้นรน ปีกกระพือแรง ขาเตะถีบไปมาไม่หยุด แต่เพราะลำคอถูกบีบแน่นทำให้มันส่งเสียงออกมาไม่ได้ มีเพียงดวงตาแดงก่ำที่ยังคงทอแสงเจิดจ้า
เมื่อวิญญาณอีกสองตนเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามามุงดู พวกเธอจ้องมองไก่ตัวแทนด้วยแววตาตื่นเต้น ริมฝีปากของพวกเธอแย้มออกเป็นรอยยิ้มประหลาดราวกับกำลังสนุกสนานกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ที่รัก คุณจะซ่อนตัวไปถึงเมื่อไหร่กัน”
“ตอนมีชีวิตอยู่ คุณเป็นของฉัน แม้ตายไปแล้ว คุณก็ยังเป็นของฉัน!”
“พี่เหลียง ขนบนตัวคุณนี่ทำให้ฉันคลั่งไคล้จริงๆ”
ขณะพูด หนึ่งในวิญญาณที่มีปากเปื้อนเลือดแลบลิ้นยาวสีแดงสดออกมา ลิ้นของเธอยาวเกินหนึ่งเมตร มันแกว่งไปมา ก่อนจะเลียลงไปบนร่างของไก่ตัวแทน
แต่เพียงแค่เลียไปครั้งเดียว สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที ดวงตาฉายแววเกรี้ยวกราด
“ของปลอม…นี่ก็เป็นของปลอมอีกแล้ว…!” พูดจบ เธอใช้ลิ้นสีแดงสดพันรอบตัวไก่ตัวแทน ก่อนจะรัดแน่นจนสุดแรง
เสียง “กุ๊ก!” แหลมสูงดังขึ้น แล้วร่างของมันก็ระเบิดออก เลือดกระจายไปทั่ว
มันตายลงต่อหน้าต่อตาพวกเรา
ผมมองร่างของไก่ตัวแทนที่ไร้ชีวิตด้วยความตกตะลึง
ก่อนหน้านี้มันส่งเสียงร้องออกมาในจังหวะที่พวกเรากำลังจะถูกพบ มันจงใจทำแบบนั้นเพื่อดึงความสนใจของวิญญาณหญิงที่กำลังเข้ามาใกล้เรา
มันเปิดเผยตัวเองโดยเจตนา…
มันเลือกที่จะเป็นตัวแทนรับเคราะห์แทนพวกเรา…