ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 201 แผนซ้อนแผน ใครกันแน่ที่เป็นผู้วางกับดัก
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 201 แผนซ้อนแผน ใครกันแน่ที่เป็นผู้วางกับดัก
พวกเราสามคนต้านการโจมตีจากผีทั้งสี่ไปแล้วสี่ห้ารอบ นอกจากฝ่ามือกับแขนจะรู้สึกชาเล็กน้อย ก็ไม่มีปัญหาใดๆ
ตามที่ผมคาดการณ์ไว้ ตอนนี้น่าจะถึงเวลาแล้ว การสลับเปลี่ยนของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้เริ่มขึ้นแล้ว
ผีทั้งสี่ตนตรงหน้า คงทนได้อีกไม่นาน เพราะเมื่อการผลัดเปลี่ยนสิ้นสุด เวลาที่เหลือจะอยู่ภายใต้การครอบงำของ ‘สุริยัน’ พลังหยินจะถูกกดทับโดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าวิญญาณอาฆาตจะทรงพลังแค่ไหน หากไม่ใช่ในสถานที่ที่มีพลังอาฆาตเข้มข้นพลังของพวกมันจะลดลงกว่าครึ่ง และหากพวกมันยังไม่ยอมจากไปเมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาถึง ไม่จำเป็นต้องให้พวกเราลงมือด้วยซ้ำ เพียงแสงแดดก็สามารถทำให้พวกมันมลายหายไปได้ทันที
“ตายซะ!”
“คืนสามีฉันมา!”
“….”
วิญญาณหญิงทั้งสามตนยังคงกรีดร้อง ก่อนพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
ร่มปรภพของผมสะท้อนพวกมันออกไปสองตน
ขณะที่ผม เม่าจิ้ง และพานหลิงร่วมมือกันต้านรับการโจมตีของอีกสองตนที่เหลือ
เหล่าวิญญาณอาฆาตคำรามอย่างคับแค้นใจ
แต่พวกมันทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ และในตอนนั้นเอง…
เสียงไก่ขันตัวแรกก็ดังก้องไปทั่วหมู่บ้านอูเป่ยข่าน
“เอ้กอีเอ้กเอ้ก”
เสียงของมันสะท้อนก้องไปทั่วความมืดมิด ประกาศการมาถึงของรุ่งอรุณ
เมื่อเสียงขันของไก่ดังขึ้น วิญญาณอาฆาตทั้งสี่ตนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พวกมันชะงักค้างกลางอากาศ หยุดการเคลื่อนไหวในทันที
และในช่วงเวลานั้นเอง
เสียงไก่ขันทั่วทั้งหมู่บ้านก็ดังขึ้นพร้อมกัน
“เอ้กอีเอ้กเอ้ก”
“เอ้กอีเอ้กเอ้ก”
มันนดังขึ้นเป็นทอดๆ ไม่ขาดสาย
วิญญาณหญิงทั้งสามตนดูเหมือนจะยังทนไหว แต่พ่อของเหลียงโหย่วชีกลับมีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด
ทุกครั้งที่เสียงขันดังขึ้น ร่างของเขาจะกระตุกแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับว่าเสียงขันของไก่แต่ละครั้งทำให้เขาหวาดกลัวสุดขีด
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังจ้องมองไปยังเตียงที่เหลียงโหย่วชีซ่อนตัวอยู่
ก่อนจะพูดด้วยเสียงแหบพร่า “โหย่วชี… ลูกพ่อ… พ่อต้องไปแล้ว ลูกจะไม่ออกมาหน่อยหรือ”
ทันทีที่เขาพูดจบ วิญญาณหญิงทั้งสามตนก็เอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“ที่รัก…ฉันง่วงแล้ว…”
“โหย่วชี พรุ่งนี้ฉันจะกลับมาอีก!”
“พี่เหลียง พรุ่งนี้ฉันไม่อยากเห็นสามคนนี้อีก!”
หลังจากพูดจบ วิญญาณอาฆาตทั้งสี่ก็มองไปที่ใต้เตียงพร้อมกัน จากนั้นพวกมันก็ถอยหลังออกไปอย่างเป็นระเบียบ
เหลียงโหย่วชีที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงไม่กล้าแม้แต่จะตอบอะไรออกมา ทำได้เพียงกุมศีรษะตัวเอง หอบหายใจอย่างหนัก
พวกเราไม่ขยับเขยื้อน เพียงแค่เฝ้าระวังพวกมันอย่างใกล้ชิด
การจากไปของพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เราคาดการณ์ไว้
หนึ่งก้าว…
สองก้าว…
สามก้าว…
เมื่อพวกมันถอยไปได้สามก้าว พวกมันก็หันมาจ้องมองพวกเราด้วยสายตาอาฆาตเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นร่างของพวกมันก็แตกสลายกลายเป็นกลุ่มควันดำลอยออกไปทางหน้าต่าง ก่อนจะจางหายไปในอากาศ
พลังอาฆาตภายในห้องเริ่มสลายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็จางหายไปหมดสิ้น
“พวกมันไปแล้ว” เม่าจิ้งกล่าวขึ้น
ผมถอนหายใจโล่งอก คิดว่าเรื่องคงจบลงเพียงเท่านี้
แต่ในจังหวะนั้นเอง
พานหลิงกลับขมวดคิ้ว ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นเธอหันขวับกลับมาส่งสัญญาณมือให้พวกเรา แล้วชี้ไปที่หน้าต่างตรงหน้า
เธอไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่ท่าทางของเธอดูตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
สัญญาณมือของเธอสื่อความหมายชัดเจน
วิญญาณร้ายทั้งสี่ตนยังไม่ได้จากไป! พวกมันกำลังซ่อนตัวอยู่ข้างหน้าต่างแล้วกดพลังอาฆาตของตัวเองให้ต่ำที่สุดเท่าที่พวกมันจะทำได้ ทำให้เราหลงคิดว่าพวกมันจากไปแล้ว
พวกมันกำลังรอให้พวกเราลดความระมัดระวังลง แล้วโจมตีแบบไม่ทันให้ตั้งตัวก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น!
วิญญาณอาฆาตพวกนี้ฉลาดกว่าที่เราคิด พวกมันไม่ได้เสียสติไปทั้งหมด ยังมีความสามารถในการใช้เล่ห์กลอยู่
น่าเสียดาย…พวกมันกลับต้องมาเจอกับพานหลิงที่มี ‘ดวงตาหยินหยาง’
แม้พวกมันจะลดพลังอาฆาตของตัวเองจนต่ำสุด แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาอันบริสุทธิ์ของเธอไปได้ พานหลิงยังสามารถมองเห็นไออาฆาตบางเบาที่ลอยอวลอยู่รอบหน้าต่าง
ซึ่งนั่นทำให้เธอมั่นใจได้ว่าพวกมันยังคงซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น รอคอยจังหวะที่เราหลงกล แล้วพุ่งกลับมาโจมตีอย่างฉับพลัน
เมื่อผมกับเม่าจิ้งอ่านสัญญาณมือของพานหลิงออก เม่าจิ้งก็รีบส่งสัญญาณกลับ มันเป็นสัญญาณบอกให้พวกเราอยู่เฉยๆ
เพราะรออีกไม่กี่นาทีพระอาทิตย์ก็จะขึ้นแล้ว
แต่ผมกลับมีความคิดที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย
ตอนนี้ฟ้ากำลังจะสางแล้ว พลังของพวกมันจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
พวกมันต้องการวางกับดักพวกเราใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น…ก็ควรใช้แผนหลอกล่อพวกมันกลับแทน
ผมจะเดินเข้าไปใกล้หน้าต่างโดยตั้งใจ ยืนอยู่ตรงกลาง ใช้ร่มปรภพเป็นเกราะป้องกัน เตรียมรับมือหากพวกมันพุ่งเข้ามาในบ้านกะทันหัน
เม่าจิ้งและพานหลิงยืนอยู่ด้านซ้ายและขวาพร้อมกับแสร้งทำเสียงบางอย่างขึ้นมา หลอกให้พวกมันคิดว่าพวกเราลดความระมัดระวังตัวลงแล้ว
พวกมันไม่มีตาทิพย์ที่สามารถมองทะลุผ่านกำแพงได้ และที่นี่เป็นบ้านมนุษย์ วิญญาณร้ายไม่สามารถทะลุกำแพงเข้ามาได้
ระหว่างที่เราเดินไปใกล้หน้าต่าง ผมจะแอบปิดประตูให้สนิท จากนั้นกรีดนิ้วจนเป็นแผลเล็กๆ แล้ววาดยันต์ลงบนประตู เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเข้ามาทางนี้ได้
เมื่อเหลือแค่หน้าต่างเพียงทางเดียว พวกมันจะต้องเข้าใจว่าพวกเรากำลังเสียสมาธิและเผลอเรอ เมื่อถึงตอนนั้น หากพวกมันโผล่หัวออกมาหรือพยายามพุ่งเข้ามาในบ้าน เม่าจิ้งและพานหลิงที่ซ่อนตัวอยู่ข้างๆ หน้าต่างจะโจมตีพวกมันโดยไม่ให้ตั้งตัว
หากฆ่าได้ก็ฆ่า หากฆ่าไม่ได้ แค่ทำให้พวกมันได้รับบาดเจ็บก็นับว่ากำไรแล้ว
เมื่อคิดแผนการเสร็จ ผมรีบส่งสัญญาณมืออย่างรวดเร็ว ชี้ไปที่เม่าจิ้งและพานหลิง ให้พวกเขาแยกไปประจำตำแหน่งทั้งสองข้างของหน้าต่าง
จากนั้นผมทำท่าฟันด้วยมือ แสดงให้พวกเขาเห็นว่าต้องลงมือเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม
ผมยังชี้ไปที่ร่มปรภพในมือ ก่อนจะชี้ไปยังตำแหน่งที่ผมจะยืนอยู่
ท่าทางของผมชัดเจนพอสมควร ประกอบกับสีหน้าและอารมณ์ที่ผมแสดงออกมา ทั้งเม่าจิ้งและพานหลิงจึงเข้าใจแผนอย่างรวดเร็ว
พานหลิงหรี่ตาลง ก่อนจะเผยรอยยิ้มมีเลศนัย
เธอยกมือทำเลข ‘หก[1]’ พลางแกว่งไปมา คงกำลังล้อผมว่าเป็นพวกเจ้าเล่ห์แน่ๆ
เม่าจิ้งเองก็แสยะยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับแผนเงียบๆ
เมื่อแผนพร้อมดำเนินการ ผมเป็นคนแรกที่เดินไปปิดประตูอย่างรวดเร็ว จากนั้นใช้นิ้วกรีดสร้างบาดแผลก่อนจะวาดยันต์ลงไปบนประตู เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเข้ามาทางนี้
เม่าจิ้งและพานหลิงเริ่มแสดงละครทันที
“เฮ้อ ในที่สุดพวกมันก็ไป!”
“ใช่! พวกมันไปสักที!” ขณะพูด มือของพวกเขาก็กำกระบี่ไม้ท้อแน่น เตรียมพร้อมเต็มที่
เมื่อผมวาดยันต์เสร็จ ผมรีบกลับมารวมกลุ่มกับพวกเขา จากนั้นพวกเราก็เดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง พร้อมเข้าประจำตำแหน่งของตัวเอง
เวลาตีสี่ นอกจากเสียงไก่ขันเป็นระยะแล้ว ภายนอกยังคงมืดสนิท
ผมเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะพูดกับเหลียงโหย่วชีที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง “คุณเหลียง ออกมาได้แล้ว”
“อะ…อะ! ได้ๆ!” เหลียงโหย่วชีตอบ ก่อนจะเริ่มคลานออกมา
ในขณะนั้นเอง ผมรู้สึกได้ถึงพลังอาฆาตที่แทรกซึมเข้ามาทางหน้าต่าง ร่างกายของผมตึงเครียดขึ้นมาทันที
เม่าจิ้งและพานหลิงที่ซ่อนตัวอยู่ข้างหน้าต่างตื่นตัวเช่นกัน พวกเขายกกระบี่ไม้ท้อขึ้นสูง จากนั้นจึงเปล่งเสียงออกมา “ใช่เลย! ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ในที่สุดก็ผ่อนคลายได้สักที”
“ใช่…!”
ทันทีที่คำพูดของพวกเขาสิ้นสุดลง พลังอาฆาตจากภายนอกปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ศีรษะของวิญญาณร้ายทั้งสี่ตนโผล่พรวดออกมาจากหน้าต่างพร้อมกันจากสี่ทิศทาง
ใบหน้าซีดเซียวของพวกมันปรากฏให้เห็นชัดเจน ทุกตนแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม พวกมันจ้องตรงมาที่ผม ซึ่งยืนอยู่ห่างจากหน้าต่างเพียงหนึ่งเมตร รวมถึงเหลียงโหย่วชีที่เพิ่งคลานออกมาจากใต้เตียง
เมื่อเห็นว่าผมยืนอยู่ตรงหน้าต่างเพียงลำพัง พวกมันยิ่งตื่นเต้น รีบเอ่ยขึ้น
“ในที่สุดก็มีโอกาส!”
“คืนนี้ พวกแกต้องตายอยู่ที่นี่!!”
“ไม่มีใครรอดไปได้!”
“ที่รัก ฉันมาแล้ว!”
วิญญาณอาฆาตทั้งสี่แผดเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
“อ๊าก!” เหลียงโหย่วชีที่พึ่งโผล่ออกจากใต้เตียงร้องลั่น จากนั้นก็รีบคลานกลับเข้าไปซ่อนตัวอีกครั้งด้วยความตื่นตระหนก
ส่วนผมเองก็แสร้งทำเป็นหวาดกลัว ถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ แต่ในขณะเดียวกัน มือทั้งสองข้างของผมก็กำกระบี่กระดูกปลาและร่มปรภพที่อยู่ด้านหลังแน่น
เมื่อเห็นว่าผมถอยหลังไปหนึ่งก้าว วิญญาณทั้งสี่ก็เผยสีหน้ายินดี พวกมันแทบไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ต่างพุ่งตัวเข้ามาในบ้านพร้อมกัน หวังจะสังหารพวกเราก่อนที่เราจะทันได้ตั้งตัว
พวกมันหมายจะกัดผมเป็นคนแรก จากนั้นค่อยลากเหลียงโหย่วชีไปด้วย
แต่สิ่งที่พวกมันไม่รู้คือ…
แท้จริงแล้ว พวกมันต่างหากที่ตกหลุมพรางของพวกเรา…
[1]สัญลักษณ์มือ เลขหก มักใช้เพื่อสื่อถึงความลื่นไหลไม่มีสะดุด ยอดเยี่ยมไปเลย หรือ แสบใช่ย่อย บนอินเตอร์เน็ตมักจะพิมพ์ 666 เพื่อชมว่าเก่งสุดๆ หรือ เทพไปเลย