ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 209 ขุดหลุมศพ เผาแล้วนึ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นหลุมศพที่เต็มไปด้วยแมลงและไข่จำนวนมหาศาลเช่นนี้
พวกมันอัดแน่นอยู่ในดินจนชวนให้ขนลุก
ผมสูดหายใจลึก ตั้งสติชั่วครู่ ก่อนจะยกจอบขุดต่อไป
ดินข้างล่างยังคงชื้นและเป็นสีดำสนิท ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงออกมา
ขุดลงไปหลายชั้น ในที่สุดพวกเราก็เจอโกศอัฐิที่ฝังอยู่ข้างใต้
ครั้งนี้โกศอัฐิไม่ได้เป็นสีแดง แต่เป็นสีดำแบบปกติ ทว่าสิ่งที่แปลกคือ บนโกศอัฐิมีไส้เดือนตัวใหญ่มากมายพันอยู่ พวกมันเลื้อยไปมาท่ามกลางโคลนสีดำ
พวกเราสามคนเห็นแล้วรู้สึกขยะแขยงไม่น้อย
แต่ก็ทำเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ โรยขี้เถ้าหญ้าแห้งลงไปบนโกศ จากนั้นใช้ตะขอเกี่ยวศพยกมันขึ้นมาวางบนพื้น นำไปตากแดด ขณะเดียวกัน พานหลิงก็เริ่มเผาหินเพื่อนำไปถมหลุมศพ
ส่วนผมกับเม่าจิ้งไปขุดหลุมศพอาฆาตแห่งที่สองต่อ
ในตอนนั้นเอง เสียงของเหลียงโหย่วชีดังมาจากที่ไกลๆ “อาจารย์เจียง อาจารย์เม่า คุณหนูพาน พวกคุณยังไหวกันอยู่ไหม”
เมื่อได้ยินเสียง เราหันไปมอง เห็นเหลียงโหย่วชียืนอยู่ไกลๆ ข้างๆ เขามีชาวบ้านสวมหมวกฟางถือจอบกับมีดตัดไม้สองคน
เขากลับมาหาพวกเรา แต่ยังไม่กล้าเข้าใกล้
“ไม่เป็นไร แต่คุณกลับไปเอาแอลกอฮอล์มาให้พวกเราหน่อย แล้วก็อย่าให้ชาวบ้านขึ้นมาบนเขานี้ งานของพวกเรายังไม่เสร็จดี” ผมตะโกนกลับไป
ตอนนี้รอยกัดของตั๊กแตนทำให้ตุ่มเหล่านั้นบวมขึ้นมาก จึงต้องใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อก่อน
ส่วนที่ห้ามไม่ให้ชาวบ้านขึ้นมาก็เพราะกลัวว่าไฟป่าจะลุกลาม และพวกเขาอาจถูกพามายังหลุมศพอาฆาตโดยไม่ตั้งใจ
ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดี แต่หากมีเรื่องไม่คาดคิดขึ้นมา แล้วมีคนต้องสังเวยชีวิตเพิ่มอีก นั่นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
เหลียงโหย่วชีพยักหน้าหงึกๆ ทันทีที่ได้ยิน
“ได้ๆ ผมจะรีบไปเอามาให้!” พูดจบ เขาหันไปพูดคุยกับชาวบ้านสองคนข้างๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ชาวบ้านทั้งสองมองมาทางพวกเราอยู่พักหนึ่ง แล้วเดินตามเหลียงโหย่วชีลงเขาไปอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกเราก็กลับมาทำงานต่อ
ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันหมด ทุกหลุมศพมีตัวอ่อนแมลงและไข่แมลงอยู่เต็มไปหมด
แมลงพวกนี้เป็นพวกแมลงวิญญาณชั้นต่ำ ถ้าโดนแดดเผาไปสักพักก็จะตายเอง พวกมันไม่ได้เป็นภัยอะไรต่อพวกเรา แค่ดูแล้วชวนขยะแขยงเท่านั้น
ขณะกำลังขุดหลุมศพที่สอง เหลียงโหย่วชีก็กลับมาพร้อมกับเหล้าขาวสองขวด
เมื่อเห็นว่าพวกเรามีตุ่มบวมแดงขึ้นเต็มตัว เขาก็ถามด้วยความกังวล “พวกคุณเป็นอะไรกัน ถูกตั๊กแตนกัดใช่ไหม”
พวกเราพยักหน้ารับ โดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็เทเหล้าขาวลงบนตัวเพื่อฆ่าเชื้อ
ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาในทันที แต่หลังจากนั้นก็รู้สึกเย็นสบายขึ้นมาก แม้ว่าตุ่มบวมแดงยังไม่หายไปก็ตาม
เหลียงโหย่วชีดูเหมือนจะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย เขาถามเราว่ายังต้องการอะไรอีกไหม ผมจึงบอกให้เขาถอยออกไปก่อน ถ้ามีอะไรจะเรียกเอง
เขามองไปยังหลุมศพของภรรยาตัวเอง ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินจากไปอีกครั้ง
หลังจากพักกันสักครู่ พวกเราก็เริ่มขุดหลุมศพอาฆาตแห่งที่สามต่อ
ใช้เวลากว่าสองชั่วโมง ในที่สุด เมื่อถึงบ่ายสอง พวกเราก็จัดการขุดหลุมศพทั้งสามเสร็จสิ้น
ตอนนี้ ตรงหน้าพวกเรามีโกศอัฐิสี่ใบวางเรียงกัน สีแดงหนึ่งใบ สีดำสามใบ
“จะเปิดตอนนี้เลยไหม” พานหลิงเอ่ยถาม
“ลองเปิดดูสักหน่อยแล้วกัน” ผมพยักหน้าพลางตอบ ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือไปจับโกศอัฐิอย่างระมัดระวัง
ตราบใดที่เถ้ากระดูกได้รับแสงแดด พลังอาฆาตของวิญญาณอาฆาตจะถูกลดทอนลง
ตอนกลางคืน จะจัดการพวกมันได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาคือ การจะเปิดโกศอัฐิพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะโกศอัฐิที่มีวิญญาณอาฆาตสิงอยู่ ไม่ต้องพูดถึงการเปิด แม้แต่ผมกับเม่าจิ้งใช้หินทุบก็ยังไม่สามารถทำให้ฝาโกศแตกได้
โกศทั้งสี่ใบแข็งเหมือนเหล็ก ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่เป็นผล
“เปิดไม่ได้ ถูกพลังอาฆาตสะกดไว้ ถ้ามีเลือดสุนัขดำน่าจะเปิดได้ง่ายขึ้น” เม่าจิ้งส่ายหน้า
พานหลิงจ้องมองโกศอัฐิอยู่นานก่อนพูดขึ้น “พลังอาฆาตในโกศรุนแรงเกินไป ต้องใช้วิธีอื่นแล้วล่ะ”
“เลือดสุนัขดำไม่มีให้ใช้แน่ หมู่บ้านนี้สุนัขถูกฆ่าจนหมดแล้ว อย่าว่าแต่จะหาเลือดเลย งั้นกลับไปทำตามที่อาจารย์ฉันเคยบอกไว้ ใช้ไฟเผาจนถึงค่ำ ถ้าเผาไม่ไหม้ก็ค่อยเอาไปนึ่งในหม้อ จนกว่าผีพวกนี้จะมาหาเราเอง”
เม่าจิ้งกับพานหลิงพยักหน้าเห็นด้วย
จากนั้น พวกเราติดยันต์สีเหลืองลงบนโกศอัฐิ ก่อนที่เม่าจิ้งจะเดินไปยังจุดที่ปักเข็มดับพลังปราณ
เขารวบรวมพลังปราณ จากนั้นออกแรงดึงเข็มเหล็กสามเหลี่ยมที่ปักลึกลงไปสองเมตรขึ้นมา สุดท้าย พวกเราหยิบตาข่ายสะกดวิญญาณ แล้วเริ่มเดินทางกลับ
เหลียงโหย่วชีที่ยืนรออยู่ไกลๆ เห็นพวกเรากลับมาก็รีบเดินเข้ามาหา
“อาจารย์เจียง อาจารย์เม่า คุณหนูพาน...”
“ภรรยาและพ่อของคุณมีพลังอาฆาตรุนแรงมาก เปิดโกศไม่ได้ ต้องเอากลับไปเผา”
“เผา…เผาเหรอ!”
“ใช่! ไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ส่งพวกเขาไป พวกเขาก็จะส่งเรากับชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านอู๋เป่ยข่านไปแทน”
เหลียงโหย่วชีตกตะลึง สูดหายใจลึก ก่อนจะพยักหน้า “ได้ๆ…”
เขาพูดจบ ผมก็ยื่นตาข่ายสะกดวิญญาณให้เขาถือ
เมื่อพวกเราเดินออกจากหลุมศพและลงมาถึงช่วงกลางเขา พบว่ามีชาวบ้านสิบกว่าคนยืนรวมตัวกันอยู่
กลุ่มชาวบ้านที่ยืนรออยู่ล้วนเป็นคนที่เฝ้าหมู่บ้าน เมื่อเห็นพวกเราถือโกศอัฐิลงมา พวกเขาก็มีท่าทีหวาดหวั่น
หลายคนเอ่ยถามเหลียงโหย่วชี “โหย่วชี จัดการเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
“น้องชาย ภรรยาของนาย คืนนี้…จะไม่กลับมาใช่ไหม”
“ต่อไปเรายังขึ้นเขาได้อยู่ไหม”
“…”
ทุกคนต่างพูดกันเสียงเซ็งแซ่ ขณะที่เหลียงโหย่วชีไม่รู้จะตอบอย่างไร ทำได้เพียงหันมามองพวกเรา
ผมมองดูชาวบ้านเหล่านี้ก่อนกล่าวขึ้น “พี่น้องทุกท่าน เรื่องนี้ยังไม่จบ คืนนี้ทุกคนอย่าออกจากบ้าน กินข้าวเย็นเสร็จแล้วรีบพักผ่อน พวกเราจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้ ขอให้ทุกคนวางใจ…”
ผมไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น เพียงแค่กล่าวสั้นๆ แล้วส่งสัญญาณให้เหลียงโหย่วชีเดินต่อไป ทิ้งให้ชาวบ้านยืนซุบซิบกันต่อ
เสียงพูดคุยเบาๆ ยังแว่วมาให้ได้ยินจากด้านหลัง
“เด็กสามคนนั่นเป็นนักพรตเหรอ ไปล้างรังต่อแตนมาหรือไงน่ะ ดูสิ หน้าของเด็กสาวนั่นบวมจนแทบจำไม่ได้!”
“เด็กพวกนั้นดูอายุน้อยกว่าหลานฉันอีก จะไหวเหรอ”
“ใช่แล้ว อาจารย์หวงจากหมู่บ้านข้างๆ ยังทำอะไรไม่ได้ แล้วเด็กสามคนนี้จะรอดเหรอ นี่มันไปตายชัดๆ!”
“พอเถอะๆ… มันคงเป็นเวรกรรมของตระกูลเหลียง พวกเขาต้องชดใช้เอง”
“…”
ไม่นานนัก พวกเราก็กลับมาถึงบ้านของเหลียงโหย่วชี แต่ไม่ได้หิ้วโกศอัฐิเข้าไปในตัวบ้าน
พวกเราสั่งให้เหลียงโหย่วชีจุดไฟในลานบ้าน เมื่อไฟลุกโชน พวกเราก็นำโกศอัฐิทั้งสี่ใบวางลงในกองไฟ
ไฟคือพลังหยาง แม้จะเป็นไฟของมนุษย์ปุถุชน แต่เมื่อต้องใช้ปราบสิ่งอัปมงคลก็ยังคงมีประสิทธิภาพ
เปลวไฟโหมแรง ไม้แห้งแตกเสียงดัง “เปรี๊ยะๆ” ควันดำพวยพุ่งพร้อมกลิ่นเหม็นเน่าโชยหึ่ง
แม้พวกมันจะถูกเผาจนดำปี๋ แต่โกศอัฐิทั้งสี่ใบก็ยังคงไม่แตกสลาย
อย่างไรก็ตาม พานหลิงสังเกตเห็นว่าพลังอาฆาตที่แผ่ออกมารอบโกศอัฐิเริ่มอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ
พวกเราจุดไฟเผาตั้งแต่บ่ายสามโมงจนถึงราวหนึ่งทุ่ม จากนั้นก็นำหม้อใบใหญ่มาตั้งไว้หน้าประตู โยนโกศอัฐิทั้งสี่ลงไป แล้วเริ่มนึ่ง
ภายในน้ำที่ใช้ต้มนั้นผสมด้วยผงชาดปริมาณมาก
ไอน้ำที่พวยพุ่งออกมาไม่ใช่สีขาวเหมือนปกติ แต่กลับเป็นสีเหลืองเข้ม…
ระหว่างนั้น ผมโทรศัพท์กลับไปหาอาจารย์
หนึ่งคือเพื่อรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน สองคือแจ้งว่าเราถูกตั๊กแตนจากหลุมศพอาฆาตกัด พวกเราทั้งสามไม่มีความรู้เกี่ยวกับตั๊กแตนพวกนี้เลย แม้ตอนนี้ดูเหมือนเป็นเพียงอาการบวมแดงจากอาการแพ้ แต่ใครจะรู้ว่าในอนาคตจะมีผลข้างเคียงอะไรตามมา
ท้ายที่สุดแล้ว ตั๊กแตนพวกนี้ไม่ได้เป็นแมลงที่กินเมล็ดข้าวสาลีทั่วไป แต่มันไต่ออกมาจากหลุมศพอาฆาต
เมื่ออาจารย์ได้ยินเรื่องราวของพวกเรา เขาถึงกับสูดลมหายใจลึกและดูตกใจเล็กน้อย
เขากล่าวว่า หลุมศพอาฆาตที่มีแมลงร้ายระบาดเช่นนี้มักเป็นสัญญาณว่าวิญญาณอาฆาตกำลังจะพัฒนาไปอีกขั้น ตราบใดที่พลังปราณของสถานที่นั้นยังไหลเวียน ฝูงตั๊กแตนก็สามารถกำเนิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ
อาจารย์ชื่นชมที่พวกเราตัดเส้นพลังของหลุมศพล่วงหน้าก่อน นอกจากนี้ยังเตือนว่า หากไม่จัดการวิญญาณหญิงทั้งสามภายในระยะเวลาอันสั้น พวกเธอจะพัฒนาเป็นวิญญาณอาฆาตระดับ ‘อาภรณ์เหลือง’ ซึ่งจะกลายเป็นภัยใหญ่หลวงต่อพื้นที่โดยรอบ
และหากถึงตอนนั้น แม้แต่พวกเราสามคนก็ไม่มีทางรับมือได้อีกต่อไป
โชคดีที่ยังไม่สายเกินไป
อาจารย์สั่งให้พวกเราดำเนินการต่อไปตามแผนที่วางไว้ นึ่งโกศอัฐิไปจนกว่าพวกมันจะมาหาเราเอง เมื่อถึงเวลานั้น จัดการให้เด็ดขาด อย่าได้ลังเล!
สำหรับอาการบวมแดงตามร่างกาย อาจารย์กำชับว่าอย่ามองเป็นเพียงอาการแพ้ธรรมดา เพราะหากถูกแมลงที่หล่อเลี้ยงจากพลังอาฆาตกัดเข้าไปจะได้รับพิษอาฆาตไปด้วย
แม้ตอนแรกจะดูเหมือนเป็นแค่ผื่นแดง แต่พอเข้าวันที่สอง บริเวณที่บวมแดงจะเริ่มเน่าเปื่อย และหากเลยเจ็ดวัน ต่อให้เป็นเทพเจ้าก็ช่วยไม่ได้!
เขาแนะนำให้พวกเราหา ‘ดินกวนอิม[1]’ ในละแวกนี้มาทาแผลเพื่อยับยั้งพิษไม่ให้ลุกลามไปก่อน หลังจากจัดการวิญญาณอาฆาตคืนนี้เสร็จให้รีบกลับทันที อาจารย์จะกลับมาปรุงยาถอนพิษให้พวกเรา…
[1] ดินกวนอิม คือ แร่เคโอลิไนต์ มีลักษณะเป็นดินขาว เนื้อละเอียด ใช้ในการรักษาทางการแพทย์แผนจีน