ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 210 ดินกวนอิม ใต้หน้าผาหลังภูเขา
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 210 ดินกวนอิม ใต้หน้าผาหลังภูเขา
หลังจากได้ยินคำพูดของอาจารย์ หัวใจของผมพลันกระตุกวูบ
แผลบวมแดงบนร่างกายสามารถเน่าเปื่อยได้จริงๆ เหรอ
ผมนับดูคร่าวๆ พบว่าตามร่างกายมีตุ่มแดงไม่ต่ำกว่ายี่สิบจุด ตั้งแต่ช่วงน่องไปจนถึงลำคอ ถ้าพวกมันเริ่มเน่าขึ้นมา ผมคงต้องตายอนาถแน่ๆ
เม่าจิ้งและพานหลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินบทสนทนาของผมกับอาจารย์เช่นกัน เม่าจิ้งยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่พานหลิงกลับไม่สามารถซ่อนความกังวลได้เลย เธอเป็นผู้หญิง แถมยังถูกตั๊กแตนกัดจนใบหน้าบวมเป่งแทบไม่ต่างจากหัวหมู พอได้ยินว่าแผลพวกนี้อาจเน่าเปื่อยได้ เธอก็ยิ่งหวาดหวั่น
โชคดีที่อาจารย์เสริมขึ้นมาอีกประโยคว่า เขาจะกลับมาในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ และจะปรุงยาให้พวกเรา ดังนั้นไม่ต้องวิตกกังวลเกินไป แค่จัดการเรื่องคืนนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนก็พอ
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ผมจึงวางสาย
ทันทีที่วางสาย พานหลิงก็เอ่ยถามเหลียงโหย่วชีที่กำลังนั่งเผาไฟอยู่ “คุณเหลียง ดินกวนอิมหาที่ไหนได้บ้างคะ”
ผมกับเม่าจิ้งรีบหันไปมองเหลียงโหย่วชีเช่นกัน
เหลียงโหย่วชีชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบ “ดินกวนอิม? พวกคุณจะเอาไปทำอะไร”
“ใช้รักษาอาการบวมของพวกเราน่ะ คุณเหลียงช่วยดูหน่อยว่าหาที่ไหนในหมู่บ้านได้บ้าง พาเราไปขุดก่อนฟ้าจะมืดที” ผมกล่าวเสริมขึ้น
ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว
หากหาดินกวนอิมมาได้ก่อนฟ้ามืดจะช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับวิญญาณอาฆาตที่อาจจะปรากฏตัวก่อนกำหนด
“มีอยู่นะ แต่ต้องไปไกลหน่อย ถ้าเดินเร็วๆ ก็ราวๆ สามสิบนาที มันอยู่ตรงหน้าผาหินหลังเขา ปู่ของผมเคยบอกว่า ในอดีตคนเฒ่าคนแก่ใช้ดินพวกนี้ประทังชีวิต ที่นั่นจึงมีเยอะมาก”
เหลียงโหย่วชีลุกขึ้น พร้อมชี้นิ้วไปทางหลังเขา
พวกเรามองตามไป ก่อนที่ผมจะหันกลับมาพูดกับเขาว่า “ตกลง พาผมไปเดี๋ยวนี้เลย จะได้กลับให้เร็วที่สุด เม่าจิ้ง พานหลิง พวกนายอยู่เฝ้าไฟ คอยระวังพวกวิญญาณอาฆาตที่อาจกลับมาแย่งโกศอัฐิไป ฉันไปไม่นาน จะรีบกลับมา”
เม่าจิ้งพยักหน้า
ส่วนพานหลิงที่กำลังปิดหน้าที่บวมของตัวเองพึมพำออกมาสั้นๆ “อืม”
เวลาไม่คอยท่า ผมเตรียมอุปกรณ์ คว้าถุงผ้าและพลั่วขึ้นมา ก่อนจะให้เหลียงโหย่วชีเดินนำไป
“ระวังตัวด้วย รีบไปรีบกลับ!”
“ติดต่อกันตลอดเวลา”
พานหลิงและเม่าจิ้งกำชับอีกครั้ง
ผมพยักหน้ารับ
เหลียงโหย่วชีเองก็ไม่พูดอะไรให้เสียเวลา รีบนำทางออกจากลานบ้านทันที
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราจึงเลือกที่จะวิ่งไป
ตอนนี้หมู่บ้านอู๋เป่ยข่านเงียบสงัด บ้านทุกหลังปิดประตูสนิท หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านค่อยๆ จมลงสู่ความมืดของค่ำคืน
พวกเราตรงไปยังหลังเขาอย่างเร่งรีบ...
ดินกวนอิม หรือที่รู้จักกันในชื่อดินขาว เป็นแร่เคโอลิไนต์ที่สามารถดูดซับสารพิษได้ดี
ในอดีต ชาวบ้านที่ยากจนมักใช้ดินชนิดนี้เป็นอาหารประทังชีวิตในช่วงขาดแคลนหรือช่วงที่เกิดภัยพิบัติ แต่มันให้เพียงความอิ่มท้อง ไม่มีสารอาหาร และหากกินมากเกินไปอาจทำให้เสียชีวิตได้
ปัจจุบัน ดินชนิดนี้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นหลัก
ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่ามันจะมีคุณสมบัติในการยับยั้งพิษอาฆาตได้ด้วย ผมจดจำข้อมูลนี้ไว้ในใจ ถือว่าได้เรียนรู้อะไรเพิ่มมาอีกอย่าง
เส้นทางขึ้นหลังเขาของหมู่บ้านนี้ไม่ใช่ทางที่ง่ายต่อการเดิน เมื่อเรามาถึงบริเวณเชิงเขา ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
พื้นที่รกร้างและป่าลึก ลมภูเขาพัดมาวูบใหญ่ ทำให้บรรยากาศดูน่าขนลุกยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณนี้เพิ่งวิญญาณอาฆาตปรากฏขึ้นไม่นานมานี้
ผมเร่งฝีเท้าพร้อมกับเปิดตาทิพย์ หนึ่งคือเพื่อให้มองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนขึ้น สองคือเพื่อป้องกัน เผื่อมีสิ่งชั่วร้ายเข้ามาก่อกวน
ร่างกายของเหลียงโหย่วชีค่อนข้างอ่อนแอ เขาวิ่งจนเหนื่อยหอบ และพยายามจะหยุดพักหลายครั้ง แต่ผมห้ามไว้เพราะที่นี่ไม่ปลอดภัย เขาจึงต้องอดทนวิ่งๆ เดินๆ ต่อไป
หลังจากเราข้ามเนินเขาลูกหนึ่ง ในที่สุดก็เห็นหน้าผาหินอยู่ไกลๆ
เหลียงโหย่วชีใช้มือข้างหนึ่งเท้าเอว ส่วนอีกข้างชี้ไปที่หน้าผาหิน พลางหอบหายใจหนัก
“ตรงนั้น ใต้หน้าผามีดินกวนอิมอยู่เยอะเลย อาจารย์เจียง ผมไม่ไหวแล้ว วิ่งต่อไม่ไหวจริงๆ คุณลงไปเอาเองเถอะ! ผมจะรออยู่ตรงนี้!”
“ไม่ได้ คุณต้องอยู่ข้างๆ ผม ฟ้ามืดแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่แน่ว่าอาจมีบางอย่างโผล่มา” ผมพูดเสียงจริงจัง พลางดึงแขนเหลียงโหย่วชีให้เดินต่อ
เมื่อเดินตามทางเล็กๆ มาถึงเชิงหน้าผา เหลียงโหย่วชีก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หอบหายใจอย่างหนัก แม้อยู่ไกลก็ยังได้ยินเสียงหายใจแรงของเขา
ใต้หน้าผามีหญ้ารกชัฏขึ้นปกคลุม ผมหยิบจอบขึ้นมาขุดและพลิกดินสองสามครั้ง
ไม่นานนักก็พบดินกวนอิมสีเหลืองปนขาว ผมหยิบถุงขึ้นมา แล้วเริ่มตักดินใส่ลงไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปสักพักผมเก็บดินได้ครึ่งถุง
แต่แล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ สายลมเย็นเยียบพัดมาจากด้านหลังพร้อมกับกลิ่นอายของวิญญาณ
ผมหันกลับไปทันที ความเงียบปกคลุมไปทั่วป่าอันมืดมิด เสียงแมลงที่ร้องระงมเมื่อครู่กลับเงียบลงกะทันหันราวกับว่าถูกตัดขาดไปในพริบตา
ผมตื่นตัวขึ้นมาในทันที สัญชาตญาณบอกว่ามีบางสิ่งปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆ
ดินกวนอิมครึ่งถุงน่าจะเพียงพอสำหรับพวกเราแล้ว ผมรีบรัดปากถุงให้แน่น แล้วแขวนไว้ที่เอว จากนั้นหันไปบอกเหลียงโหย่วชีที่ยังนั่งหอบอยู่
“อย่าหายใจแรง รอบๆ นี้มีบางอย่างอยู่” ผมกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ขณะที่กวาดตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง
เหลียงโหย่วชีได้ยินว่า ‘มีบางอย่าง’ ก็หน้าซีดเผือดทันที
“อะ อะไรนะ! อย่าบอกนะว่า…เป็นพวกภรรยาของผม!?”
ผมรีบพยุงเขาขึ้นยืน พลางเพ่งมองไปรอบตัวอย่างระมัดระวัง “ไม่น่าจะใช่ แต่รอบๆ นี้มีพลังอาฆาตแผ่ซ่านออกมา รีบไปกันเถอะ เราต้องกลับเดี๋ยวนี้!”
ทันทีที่ผมพูดจบ เสียงแหบต่ำที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าก็ดังขึ้นจากป่าด้านหน้า
“โหย่วชี…โหย่วชี…” เสียงนั้นฟังดูแหบพร่าและเนิบนาบ ร้องเรียกชื่อของเหลียงโหย่วชีซ้ำไปซ้ำมา
เหลียงโหย่วชีเป็นคนที่พลังหยางต่ำ จึงได้ยินเสียงนั้นแว่วเข้าหู
“ใคร…ใครเรียกผม…” เขารีบหลบหลังผม ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ฉันเอง…เอ้อร์จู้…”
ในขณะที่เสียงนั้นดังขึ้น ผมก็เห็นร่างเงาหนึ่งปรากฏขึ้นจากป่าด้านซ้าย เงานั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ ไม่นานผมก็มองเห็นรูปร่างของมันชัดเจน
มันเป็นผู้ชาย…สวมชุดฝังศพสีดำทั้งตัว พร้อมกับสวมหมวกสำหรับใส่ในพิธีศพ ใบหน้าซีดขาวอย่างผิดธรรมชาติ ตัดกับดวงตาที่ดำสนิทว่างเปล่าอย่างน่าขนลุก มันยืนอยู่ใต้ต้นสนเก่า ห่างจากพวกเราราวยี่สิบกว่าเมตร นิ่งสนิท ไม่ไหวติง
“เอ้อร์จู้…คุณ…คุณตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ!” เหลียงโหย่วชีตกตะลึงจนเผลอร้องเสียงหลง ความหวาดกลัวฉายชัดบนใบหน้า
“โหย่วชี…ฉันหนาวเหลือเกิน ขอเสื้อของคุณให้ฉันใส่หน่อย…” เสียงโศกเศร้าดังชัด แต่ใบหน้ายังคงไร้อารมณ์
เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเป็นเพียงวิญญาณที่มีดวงตาดำสนิท ผมก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
ผมส่งสัญญาณให้เหลียงโหย่วชีหลบอยู่ข้างหลัง
“คนมีทางของคน ผีมีทางของผี แกมีโอกาสไปเกิดใหม่ จงไปตามทางของแกเถอะ อย่ามารบกวนเหลียงโหย่วชี ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน!” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด พลางส่งสัญญาณให้เหลียงโหย่วชีเดินถอยออกไป
ทว่าผีในชุดฝังศพสีดำกลับเอนศีรษะไปด้านข้างอย่างผิดธรรมชาติ ก่อนจะยกปลายเท้าขึ้น ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาขวางทางพวกเรา
เสียงแหบสั่นของมันดังขึ้นอีกครั้ง “โหย่วชี…ภรรยาของคุณเป็นคนฆ่าฉัน ฉันตายอย่างไม่เป็นธรรม! เอาเสื้อของคุณให้ฉันใส่เถอะ…ฉันหนาวเหลือเกิน…”
เหลียงโหย่วชีตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขารีบหันมาพูดกับผมด้วยเสียงสั่นเครือ “อาจารย์เจียง…นี่…นี่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของผม เมื่อสัปดาห์ก่อน เขาขึ้นเขาไปตัดฟืนแล้วเสียชีวิตที่นั่น ไม่นึกเลยว่า…ภรรยาของผมจะฆ่าเขา…งั้น…งั้น…ผมให้เสื้อคลุมเขาไป แล้วเราค่อยไปต่อได้ไหม”