ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 21 เกือบเสียชีวิต
เขาเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกชวนขนลุก เสียงพูดของเขาต่ำแหบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทำให้เกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง
“อย่าเข้ามา ไม่งั้นฉันจะฟันมือนายอีกข้างให้ขาดไปเลย!”
ผมพูดขู่เสียงแข็ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แต่จางเฉียงในร่างผีจมน้ำกลับไม่สนใจสิ่งที่ผมพูดเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เขายิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น พร้อมยกมือผีอีกข้างขึ้นมา แล้วพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว
เขาเคลื่อนไหวเร็วมาก ผมรู้ดีว่าหากคิดจะวิ่งหนี คงไม่มีทางหนีทัน
เมื่อหลบก็ไม่ได้ ส่งไปสู่สุคติก็ไม่สำเร็จ ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้ให้ถึงที่สุด
ผมรวบรวมความกล้า กำมีดหัวมังกรในมือแน่น แล้วตะโกนลั่นเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง “อย่าเข้ามานะโว้ย!”
จากนั้นผมเหวี่ยงมีดอย่างสุดแรง ฟันลงไปที่จางเฉียงอีกครั้ง!
แต่คราวนี้ เขากลับหายวับไปต่อหน้าผมอย่างกับล่องหน มีดของผมจึงฟันลงไปในความว่างเปล่า
พอเขาปรากฏตัวอีกครั้งกลับโผล่มาข้างตัวผม พร้อมด้วยสีหน้าซีดขาวแข็งทื่อ และบาดแผลลึกบนใบหน้าที่ผมฟันไว้ก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัวจนขนลุก
“ไปกับฉัน ไปเจออาจารย์ด้วยกัน!”
เสียงที่ยืดยาวและหนักอึ้งของเขายังคงดัง มันกดดันจนทำให้ใจผมสั่น
ผมหน้าซีดด้วยความตกใจ แต่ยังพยายามพลิกมือกลับมาแล้วฟันไปที่ลำคอของเขาหวังจะฟันให้ขาด
แต่จางเฉียงยกมือขึ้นมาจับข้อมือที่ถือมีดของผมไว้แน่นจนผมขยับไม่ได้
ผมใช้มืออีกข้างกำหมัดแน่น ก่อนจะต่อยไปที่หน้าของเขาเต็มแรง
“ปักๆๆ!” ผมต่อยเขาไปหลายหมัดติดต่อกัน
แต่หน้าของเขาแข็งราวกับน้ำแข็ง ไม่มีทีท่าจะเจ็บหรือสะทกสะท้าน ขณะที่หมัดของผมกลับเจ็บไปหมดเหมือนต่อยก้อนหิน
สิ่งที่ทำให้ผมยิ่งตกใจคือ มือที่เขาเคยถูกผมฟันขาดไป กลับงอกขึ้นมาใหม่อย่างน่าขนลุก
จากนั้นเขาใช้มือข้างนั้นคว้าคอผมอีกครั้ง คราวนี้แรงของเขามากกว่าเดิมจนทำให้ผมหายใจไม่ออกและรู้สึกเหมือนกระดูกคอกำลังจะหัก…
ผมรู้สึกได้ว่าแรงบีบของเขาสามารถบดขยี้ลำคอของผมให้แหลกได้ในครั้งเดียว แต่เขาไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาเพียงบีบคอผมแน่น แล้วเริ่มลากผมลงไปในทะเลสาบ
ใบหน้าที่แข็งทื่อของเขายังคงจ้องมองผมตลอดเวลา พร้อมกับเสียงพูดที่น่าขนลุก เขาเอ่ยประโยคเดิมซ้ำไปมา “ไปกับฉัน กลับไปหาอาจารย์ด้วยกัน…”
ระหว่างพูด เขาก็ลากผมห่างออกจากริมทะเลสาบมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมพยายามดิ้นรน ขัดขืนเต็มที่ แต่แรงของเขามากเกินไป มีดหัวมังกรในมือผมถูกกระแทกหลุดตกลงบนฝั่ง
เสียงน้ำ “ซ่าๆๆ” ดังขึ้น และในพริบตาร่างของผมส่วนใหญ่ก็จมลงไปในน้ำ
แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่ผมกลับรู้สึกว่าน้ำในทะเลสาบคืนนี้เย็นเยียบจนแทงลึกถึงกระดูก
ผมหันไปเห็นวิญญาณชายชราที่ศาลายังยืนยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมใส่ผม
ในใจผมคิดว่า ‘จบแล้ว คราวนี้คงไม่รอดจากชะตากรรมนี้แน่’
เมื่อใดที่น้ำปกคลุมศีรษะของผม ผมคงต้องกลายเป็นตัวตายตัวแทนของใครบางคน
ถึงจะไม่ยอมแพ้ แต่ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เสียง “ตูม!” ดังขึ้น เมื่อทั้งตัวของผมถูกกดลงไปในน้ำ
ก่อนที่ร่างผมจะจมหายไป ผมยังได้ยินเสียงจางเฉียงพูดว่า “เราต้องรีบหน่อย อาจารย์เร่งอยู่!”
พูดจบ เขาก็บีบคอผมแน่นและกดตัวผมให้จมลงในน้ำด้วยแรงมหาศาล…
เขาตั้งใจจะกดให้ผมจมน้ำจนตาย…
ผมดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามแกะมือของเขาที่บีบคอผมออก พร้อมกับใช้เท้าถีบไปที่ท้องของจางเฉียง
แต่เขาเหมือนกับแผ่นไม้แข็งทื่อ ไร้ความรู้สึกต่อความเจ็บปวด การโจมตีของผมไม่มีผลอะไรเลย
“อึก!” ผมเผลอกลืนน้ำเข้าไปคำหนึ่ง ความรู้สึกนั้นแย่มาก ความเจ็บแปลบพุ่งตรงไปที่ท้ายทอย
ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนทำให้ทั้งร่างกายรู้สึกทรมาน ริมฝีปากและนิ้วมือเริ่มชาจนแทบไม่มีความรู้สึก การเคลื่อนไหวของผมก็เริ่มไม่ประสานกันและควบคุมไม่ได้
ผมรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เพราะขาดอากาศหายใจและจะจมน้ำตายอยู่ในทะเลสาบนี้…
แต่ในวินาทีที่ผมเกือบหมดสติ และกำลังจะสิ้นใจในน้ำ ผมกลับรู้สึกว่ามือที่บีบคอผมอยู่ได้ปล่อยออกอย่างกะทันหัน
ทันใดนั้นก็มีใครบางคนคว้าผมจากด้านหลัง ดึงตัวผมขึ้นอย่างแรง
เสียง “ซ่าๆๆ” ของน้ำดังขึ้น ร่างของผมทั้งตัวถูกดึงขึ้นมาจากผิวน้ำ
เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านหลัง “ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน วิญญาณมาจากที่ใด จงกลับสู่ที่นั่น”
จากนั้นผมเห็นเม็ดข้าวสีขาวจำนวนหนึ่งถูกโปรยลงไปในน้ำ พร้อมเสียง “ซู่ๆๆ” คล้ายกับอะไรบางอย่างกำลังมอดไหม้…
แสงสะท้อนจากผิวน้ำในทะเลสาบที่เคยส่องประกาย กลับกลายเป็นสีดำสนิทเหมือนน้ำหมึกหลังจากที่เม็ดข้าวถูกโปรยลงไป
ผมถูกดึงขึ้นฝั่งอย่างรุนแรงจนตัวกระแทกลงกับพื้น เริ่มไออย่างหนักและพ่นน้ำออกมาจากปากหลายครั้ง
หายใจหอบอย่างแรงเหมือนจะขาดใจ
“เสี่ยวเจียง…เสี่ยวเจียง!”
ผมลืมตาขึ้นมาช้าๆ และมองเห็นคนที่ช่วยผมไว้
ปรากฏว่าเป็น ลุงอวี๋
เขามาทันเวลาพอดี ดึงผมขึ้นจากน้ำในจังหวะวิกฤตและช่วยชีวิตผมไว้
“ลุง…ลุงอวี๋!”
ผมพูดด้วยความตื่นเต้นจนเสียงสั่น น้ำตารื้นด้วยความโล่งใจ
ผมเกือบจมน้ำตายไปแล้วจริงๆ
แต่ลุงอวี๋ยังคงมีสีหน้าตึงเครียด เขามองไปที่ผิวน้ำในทะเลสาบอย่างระแวดระวังแล้วพูดว่า “ที่นี่ไม่ปลอดภัย รีบไปจากที่นี่เร็วเข้า”
พูดจบ เขาเก็บมีดหัวมังกรที่ผมทำหล่นไว้ขึ้นมา ก่อนจะพยุงตัวผมให้ยืนขึ้นและพาออกจากสวนสาธารณะทันที
ผมลากขาตามลุงอวี๋อย่างทุลักทุเล พลางหันไปมองข้างหลัง
เห็นจางเฉียงในร่างผีจมน้ำตัวเปียกโชกทั้งร่าง ค่อยๆ ตะกายขึ้นจากทะเลสาบอีกครั้ง
เขายืนอยู่ริมฝั่งน้ำ จ้องมาที่ผม แต่ไม่ได้ไล่ตามทันที
เพียงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบมาทางผมว่า “อย่าเพิ่งไป อาจารย์เร่งอยู่…”
ผมมองจางเฉียงและฟังเสียงเย็นยะเยือกนั้นจนรู้สึกชาไปทั้งตัว รีบวิ่งสุดกำลังตามลุงอวี๋ไป
นกฮูกและวิญญาณชายชราที่เคยเห็นก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว
ผมไม่มีอารมณ์จะสนใจสิ่งใดอีก สิ่งเดียวที่อยากทำคือออกไปจากที่แห่งนี้
เมื่อพวกเราวิ่งออกมาพ้นสวนสาธารณะได้ ในที่สุดผมก็สามารถหายใจโล่งอกได้บ้าง
แต่ลุงอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างผมกลับมีสีหน้าหนักใจ เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เรื่องนี้เกินกว่าที่ลุงคาดไว้มาก สิ่งที่นายเจอร้ายแรงกว่าที่คิดเสียอีก โชคดีที่ลุงตามมาดู ไม่อย่างนั้นนายคงถูกลากไปแล้ว”
ผมหอบหายใจหนัก เหงื่อไหลชุ่มเต็มหัว พูดด้วยความซาบซึ้งว่า “ขอบคุณ…ขอบคุณลุงอวี๋ จริงๆ ผมถูกวิญญาณชายชราทำให้แผนล่มกลางทาง”
ลุงอวี๋ไม่ได้ซักถามอะไรมาก เขาเพียงพูดต่อว่า “ตอนนี้เรื่องมันถึงขั้นนี้แล้ว เราทำได้แค่หลบภัยไปก่อน”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถามด้วยความหวาดหวั่น “ลุงอวี๋ แล้วต่อไป…ผมควรทำยังไงดี”
ลุงอวี๋เงยหน้ามองฟ้าสลัวก่อนจะตอบว่า “ตอนนี้ดึกมากแล้ว เขายังไม่ได้เอาชีวิตนายไป คงจะตามมาแน่ๆ ลุงเองก็เป็นแค่พ่อครัวคนตาย ไม่มีฝีมืออะไรมากมาย ถ้าต้องสู้กัน พวกเราคงได้ตายกันหมดแน่ มีทางเดียวคือต้องหลบ รอดคืนนี้ไปก่อนแล้วค่อยคิดหาทาง”
ผมพูดด้วยความหวาดกลัว “แต่เขาสามารถตามกลิ่นของผมมาได้”
ลุงอวี๋หันไปมองข้างหลังแล้วตอบอย่างมั่นใจ “งั้นก็ทำให้เขาดมกลิ่นของนายไม่เจอ แล้วหาที่ที่เขาไม่กล้าตามไป ลุงมีทางออก...ตามลุงมา”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็วิ่งไปยังรถจักรยานไฟฟ้าคันเล็กที่จอดอยู่ไม่ไกล พร้อมส่งสัญญาณให้ผมตามไปทันที
ผมครุ่นคิดถึงคำพูดของลุงอวี๋ แต่ก็รีบเดินตามไปขึ้นรถทันที
พอขึ้นรถได้ ลุงอวี๋ก็ยื่นถุงข้าวมาให้ผม พร้อมสั่งว่า “ทุกๆ สิบวินาทีให้โรยข้าวหนึ่งกำ จนกว่าจะหมด”
“ได้ครับ!”
ผมรับถุงข้าวมาโดยไม่ถามเหตุผลว่าทำไมต้องทำแบบนี้
แต่ทันทีที่สัมผัสเม็ดข้าว ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา ข้าวพวกนี้ผ่านการคั่วจนมีกลิ่นหอม
แม้จะสงสัย แต่ผมก็ไม่คิดอะไรมาก เริ่มโรยข้าวตามทางข้างหลังทันที เม็ดข้าวร่วงลงพื้นพร้อมเสียง “กราวๆ”
รถวิ่งไปได้ไม่ไกล ผมก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ บริเวณสองข้างทางเริ่มมีเงาดำๆ ปรากฏขึ้น บางตัวเดินออกมาจากเงามืด บางตัวคลานออกมา
ร่างเหล่านั้นมีควันดำลอยออกมาทั่วตัว พวกมันพากันล้อมรอบเม็ดข้าวที่กระจายอยู่บนพื้น ก่อนจะยื่นมือออกไปหยิบข้าวมากิน
ผมมองภาพนั้นด้วยความหวาดผวา ‘นี่มันไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหรอกเหรอ’
หากผมต้องโรยข้าวตลอดเส้นทางนี้ มันจะไม่กลายเป็นการเชิญผีตามทางไปทั้งถนนเหรอ
นี่ลุงอวี๋กำลัง ‘โรยข้าวเรียกผี’ อยู่รึเปล่า