ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 22 ชุมชนเก่า มุ่งหน้าสู่ห้องอาถรรพ์
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 22 ชุมชนเก่า มุ่งหน้าสู่ห้องอาถรรพ์
ทุกสิบวินาที ผมจะโรยเม็ดข้าวคั่วพิเศษนี้ลงบนพื้นหนึ่งกำมือ
เม็ดข้าวที่โรยลงพื้นดึงดูดวิญญาณเร่ร่อนและผีไม่มีเจ้าของมาเป็นจำนวนมาก พวกมันหมอบลงกับพื้น กินเม็ดข้าวอย่างกระหาย บางครั้งก็แลบลิ้นสีแดงสดออกมาเลียข้าวที่ตกอยู่
เสียง “แหมะๆ” ของน้ำลายไหลเลอะพื้น และเสียงร้องแปลกๆ ที่ฟังดูเหมือนพวกมันกำลังตื่นเต้นดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมลุงอวี๋ต้องให้ผมทำแบบนี้ จึงถามออกไปว่า “ลุงอวี๋ ทำไมต้องโรยข้าวด้วย”
ถามจบ ผมก็โรยข้าวอีกกำลงพื้น
ลุงอวี๋ที่กำลังขี่รถจักรยานไฟฟ้าอยู่เร่งความเร็วขึ้นและตอบว่า “สิ่งที่เกาะติดนายอยู่น่ะ มันทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวนาย มันสามารถตามกลิ่นของนายมาได้ การที่โรยข้าวพวกนี้ออกไป ก็เพื่อให้พวกสิ่งชั่วร้ายรอบๆ ดูดกลิ่นที่เราทิ้งไว้แทน มันจะช่วยถ่วงเวลาให้วิญญาณนั่นเจอตัวนายช้าลง”
พอฟังคำอธิบายของลุงอวี๋ ผมก็ถึงบางอ้อ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องโรยข้าวแบบนี้
ผมพยักหน้ารับ “อืม” ก่อนจะนับเวลาในใจต่อ และโรยข้าวออกไปเรื่อยๆ ทีละกำ
ข้าวในถุงไม่ได้มีมากนัก เพียงไม่นานก็หมดลง
ลุงอวี๋ขี่รถจักรยานไฟฟ้าพาผมไปข้างหน้าอีกประมาณสิบกว่านาที ก่อนจะหยุดรถที่หน้าชุมชนเก่าแห่งหนึ่ง
ที่นี่เป็นย่านอาคารเก่าจากยุคแปดศูนย์ บรรยากาศรอบๆ ดูทรุดโทรมและเก่าคร่ำคร่า
ทันทีที่ลงจากรถ ลุงอวี๋ก็พูดขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง ถอดเสื้อผ้ากับกางเกงออกให้หมด”
เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม หลังจากพูดจบก็มุ่งหน้าไปยังกล่องบริจาคเสื้อผ้าเก่าใบหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
กล่องนั้นเป็นกล่องเหล็กสีเขียวสำหรับใส่เสื้อผ้าเก่าของคนที่มาบริจาค
ผมไม่เข้าใจว่าลุงอวี๋กำลังจะทำอะไร แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครให้ผมพึ่งพาได้อีกนอกจากลุงอวี๋
ผมไม่ลังเล รีบถอดเสื้อผ้าและกางเกงที่เปียกโชกของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว
ผมยืนหนาวอยู่ริมถนนในสภาพตัวเปล่าเปลือย
ลุงอวี๋เองก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา เขาเริ่มคุ้ยหาชุดเก่าจากกล่องบริจาคอย่างรวดเร็ว และหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมา
ลุงอวี๋โยนชุดหนึ่งมาให้ผมพร้อมพูดว่า “เอาชุดนี้ไปใส่ซะ”
ผมรับชุดนั้นมา มันเป็นเสื้อผ้าเก่าๆ ของคนวัยกลางคนที่ดูทรุดโทรมไม่น้อย
ในสถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผมไม่มีเวลาคิดมาก รีบสวมใส่ชุดนั้นทันที
ลุงอวี๋เองก็หาเสื้อผ้าชุดหนึ่งมาสวมใส่ให้ตัวเองเหมือนกัน
หลังจากแต่งตัวเสร็จ ลุงอวี๋ยังใช้เสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ มาพันสร้างเป็นหุ่นจำลอง ก่อนจะนำเสื้อผ้าและกางเกงเปียกของผมไปสวมไว้บนหุ่นนั้น
ผมมองดูสิ่งที่ลุงอวี๋กำลังทำด้วยความตกใจ และถามออกไปว่า “ลุงอวี๋ นี่ลุงกำลังจะทำตัวแทนให้ผมใช่ไหม”
ลุงอวี๋พยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบว่า “หัวไวดีนี่! แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก ตามลุงมา…”
“จะไปไหนเหรอครับ” ผมถามต่อด้วยความสงสัย
ลุงอวี๋ยกมือขึ้นชี้ไปทางอาคารแห่งหนึ่งก่อนพูดว่า “ห้องบนอาคารนี้ ชั้นเจ็ดห้องที่สาม”
เมื่อมองตามแสงจันทร์ไป ผมเห็นหน้าต่างห้องบนชั้นเจ็ดของอาคารนั้นถูกปิดด้วยไม้กระดานทั้งหมด ดูแปลกประหลาดมาก บ้านปกติที่ไหนจะใช้ไม้ปิดหน้าต่างจนมิดแบบนี้ ผมเดาว่าห้องนั้นอาจมีอะไรไม่ปกติ
“ลุงอวี๋ ห้องนั้นมีอะไรแปลกหรือเปล่า ถึงต้องปิดหน้าต่างด้วยไม้” ผมถามขณะเดินตามเขาไป
ลุงอวี๋อธิบายพลางเดินนำหน้า “ห้องนั้นเคยมีคนแขวนคอตาย ตอนนี้กลายเป็นห้องอาถรรพ์ เราจะไปซ่อนตัวที่นั่นคืนนี้”
“ห้องอาถรรพ์?” ผมพูดด้วยความตกใจ และหันไปมองห้องนั้นอีกครั้ง
ในเมื่อถูกเรียกว่าห้องอาถรรพ์ ภายในคงไม่มีอะไรสะอาดหรือปลอดภัยแน่นอน
ผมคิดในใจว่า ‘ถึงจะรอดจากจางเฉียงผีจมน้ำ แต่จะไม่ไปเจอสิ่งชั่วร้ายอื่นในห้องอาถรรพ์นั้นแทนหรือ’
ลุงอวี๋ดูเหมือนจะอ่านความคิดของผมออก เขาจึงพูดต่อว่า “อย่ากังวลไป ผีน้ำนั้นยากจะหลบเลี่ยง แต่ห้องอาถรรพ์กลับเป็นที่หลบภัยได้ บ้านหลังนั้นลุงเคยเข้าไปตั้งสำรับให้พวกมันมาแล้ว ข้างในมีสิ่งชั่วร้าย แต่ไม่ดุร้ายมาก ขอแค่เราทำตามกฎ เข้าไปอย่างระมัดระวัง และทำตามที่ลุงบอก หลบซ่อนอยู่หนึ่งคืน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
ลุงอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาบ้าง จากนั้นลุงอวี๋ก็พาผมเดินขึ้นอาคาร
อาคารนี้ไม่มีลิฟต์ เราจึงต้องวิ่งขึ้นบันไดไปทีละขั้น
ทางเดินในอาคารไม่มีแม้แต่หลอดไฟสักดวง บรรยากาศรอบด้านมืดสนิท
เมื่อเรามาถึงชั้นหก ผมก็ได้กลิ่นเหม็นคาวที่ชวนสะอิดสะเอียน คล้ายกลิ่นปลาที่เน่าเปื่อย
กลิ่นนี้มาอย่างกะทันหัน ทำให้ผมขนลุกชันและหัวใจเต้นแรง
ผมกับลุงอวี๋ต่างก้มมองลงไปข้างล่างโดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่เราเห็นทำให้รู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง…
ลุงอวี๋อุทานออกมาอย่างตกใจ “เวรเอ๊ย! ทำไมมันตามมาเร็วขนาดนี้ ข้าวที่โรยไว้ก็เสียเปล่า รีบขึ้นไปเร็วเข้า!”
พูดจบ เขาเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ลุงอวี๋จะรูปร่างท้วม ดูเหนื่อยล้า แต่เขาก็ไม่หยุดเลยแม้แต่น้อย
เราสองคนรีบวิ่งขึ้นมาจนถึงชั้นเจ็ด และมายืนอยู่หน้าห้อง ‘7-3’
ห้องนี้ดูแปลกมาก บนประตูติดยันต์กระดาษสีเหลืองที่พันขนไก่ด้วยด้ายแดงเอาไว้ ดูแล้วชวนให้ขนลุก
ลุงอวี๋มองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “มือสมัครเล่นที่ไหนวะ! ยันต์อะไรเนี่ย คาถาเริ่มต้นยังวาดผิด!”
พูดจบ เขาก็ฉีกยันต์กระดาษเหลืองนั่นออกจากประตูแล้วโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี
ลุงอวี๋มองว่ายันต์ที่ติดอยู่เป็นเพียงยันต์ปลอม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ในขณะเดียวกันกลิ่นคาวปลาที่เหม็นจนสะอิดสะเอียนก็ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จางเฉียงในร่างผีจมน้ำคงใกล้ตามเราทันแล้ว
ลุงอวี๋ไม่รอช้า ยกมือขึ้นเคาะประตูทันที
“ก๊อกๆๆ…ตึงๆๆๆ…”
เคาะสามครั้งเบา สี่ครั้งแรง สลับกันอย่างมีจังหวะและเป็นลำดับ
วิธีการเคาะแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นรูปแบบเฉพาะเจาะจงบางอย่าง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของทางเดินในอาคาร ยิ่งทำให้บรรยากาศชวนให้ขนลุก
หลังจากเคาะครบสี่รอบ...
จู่ๆ ก็มีเสียงแหบพร่าของหญิงชราเอ่ยขึ้นมาเบาๆ จากในห้อง
“ใครน่ะ”
เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินหากไม่ตั้งใจฟัง
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ลุงอวี๋ก็ตอบกลับคนในห้องว่า “คุณป้าครับ ครั้งที่แล้วผมเคยมาส่งข้าวให้คุณ”
ทันทีที่ลุงอวี๋พูดจบ ประตูที่เคยล็อกไว้กลับดัง “แกร๊ก” แล้วเปิดออกเองอย่างน่าประหลาด
ลุงอวี๋เห็นประตูเปิด ก็ไม่พูดอะไรมาก รีบคว้าข้อมือผมแล้วลากเข้าไปในห้องทันที
ภายในห้องมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างแม้แต่นิดเดียว
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ผมก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ผมมองเห็นเพียงเงาร่างของลุงอวี๋ที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น นอกจากนั้นก็มืดมิดจนมองอะไรไม่เห็นเลย
เมื่อเข้ามาในห้อง ลุงอวี๋ก็ปิดประตูทันที ก่อนจะหันมาบอกผมว่า “จับมือลุงไว้ อย่าปล่อยเด็ดขาด”
ตอนนี้ผมรู้สึกใจคอไม่ดี รีบตอบไปอย่างรวดเร็ว “เข้าใจแล้วครับ ลุงอวี๋”
หน้าต่างทุกบานของห้องนี้ถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้ แสงจันทร์จากด้านนอกจึงลอดเข้ามาไม่ได้
เมื่อประตูถูกปิดลง ความมืดก็ปกคลุมไปทั่วห้องจนมองอะไรไม่เห็นแม้แต่นิดเดียว
ผมไม่รู้เลยว่าภายในห้องมีอะไรบ้าง นอกจากกลิ่นเหม็นอับชื้นที่ลอยโชยมา
ผมจับมือของลุงอวี๋ไว้แน่น เดินตามเขาไปอย่างเก้ๆ กังๆ
ระหว่างทางผมเผลอเตะเข้ากับอะไรบางอย่างที่เหมือนกับอ่าง
เสียง “ก๊องๆๆ” ดังสะท้อนขึ้นในความเงียบ ทำให้บรรยากาศยิ่งชวนขนลุกมากขึ้นไปอีก
ลุงอวี๋หันไปพูดกับบางสิ่งในห้องอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมว่า “คุณป้าครับ ขออภัยจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจ”
พูดจบ เขาก็ลากผมเดินต่อ ดูเหมือนว่าเราจะเข้าไปในห้องหนึ่ง
ลุงอวี๋พูดด้วยเสียงเบา “ตอนนี้เราอยู่ในห้องน้ำ นายไปนั่งย่อตัวอยู่ที่มุม อย่าส่งเสียง ถ้าทุกอย่างราบรื่น เราน่าจะหลบอยู่ที่นี่ได้ทั้งคืน”
ผมพยักหน้าและตอบรับว่า “เข้าใจแล้วครับ”
หากลุงอวี๋ไม่มาช่วยคืนนี้ ผมคงจมน้ำตายไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ผมจึงเชื่อใจเขาอย่างหมดใจ
แต่หลังจากที่เราซ่อนตัวได้ไม่นาน ผมก็ได้กลิ่นคาวปลาแรงขึ้นเรื่อยๆ
และทันใดนั้น เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังขึ้นจากด้านนอกประตู
“ตึกๆๆ…ตึกๆๆ…”
เสียงฝีเท้าแผ่วเบานั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที…