ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 212 อายุขัยของวิญญาณ
พวกเราเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงพวกวิญญาณชาวบ้านพูดกันว่ากำลังจะไปที่บ้านของเหลียงโหย่วชี
“เอาสิ ตอนนี้เพิ่งมืดเอง ภรรยาของเขาคงยังไม่กลับมาหรอก”
“ไปเถอะ! ยังไงซะ พวกเธอก็กินแต่คนเป็น ไม่กินพวกเราอยู่แล้ว”
“…”
ได้ยินแบบนั้น ผมหยุดเดินทันที ก่อนจะหันกลับไป
สายตาของผมฉายแววดุดัน ขณะที่มองไปยังกลุ่มวิญญาณชาวบ้านเหล่านั้น
เมื่อพวกมันเห็นผมจ้องเขม็งก็รู้สึกขนลุก แต่ก็ยังมีวิญญาณชาวบ้านสูงวัยบางคนที่หันมาพูดกับผม
“เฮ้ย! แกมองเห็นพวกเราเหรอ”
“เห็นแล้วมันทำไม คิดว่าฉันจะกลัวพวกแกหรือไง”
“นั่นสิ! พวกเราก็แค่จะไปเที่ยวเล่น นายจะจ้องพวกเราทำไม”
“…”
เหล่าวิญญาณชาวบ้านดูจะไม่กลัวผมเลย แถมยังมีวิญญาณป้าๆ บางคนพับแขนเสื้อขึ้น ทำท่าจะเข้ามาต่อปากต่อคำกับผมอีกต่างหาก
ตอนนี้แค่รับมือกับสามวิญญาณหญิงก็วุ่นวายพอแล้ว ผมไม่อยากเสียเวลากับพวกวิญญาณชาวบ้านพวกนี้ ต่อให้พวกมันจะไม่มีพิษภัยก็ตาม
ดังนั้น ผมจึงยังคงสีหน้าเคร่งขรึมและกล่าวเสียงเย็นชา “พวกแกรีบกลับไปที่หลุมศพของตัวเองซะ ไม่อย่างนั้น อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” พูดจบ ผมสะบัดแส้กระดูกงูฟาดพื้น
“เพียะ!” เสียงดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่ว
พลังอาคมบนแส้กระดูกงูแผ่กระจายออกมา ทำให้พวกวิญญาณชาวบ้านถอยกรูดไปหลายก้าวด้วยความตกใจ
“โอ๊ย! หมอนี่ดุจริงๆ!”
“ช่างเถอะๆ เดี๋ยวมันเอาแส้ฟาดพวกเรา”
“ไม่มีความเคารพผู้อาวุโสเลย! ถุย!”
“…”
ผมฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเหนื่อยใจ แต่ก็ไม่ได้เสียเวลาไปเถียงกับพวกมัน เพราะรังแต่จะเสียเวลาเปล่า
เมื่อเห็นว่าพวกมันเลิกคิดจะไปบ้านเหลียงโหย่วชีแล้ว ผมก็หันกลับมาเดินต่อ รีบมุ่งหน้ากลับบ้านของเขา
ไม่นานนัก พวกเราก็กลับมาถึงลานบ้านของเหลียงโหย่วชี
พานหลิงที่รออยู่หน้าประตูมานาน เมื่อเห็นพวกเรากลับมาก็ยิ้มอย่างโล่งใจ
“พี่เจียง! ในที่สุดก็กลับมาสักที”
“กลับมาแล้ว ดินกวนอิมก็ได้มาแล้ว” ผมพยักหน้า พูดจบก็วางถุงผ้าลงกับพื้น
เหลียงโหย่วชีที่ยืนอยู่ตรงประตูรั้วบ้านเหลือบมองไปทางลานหินที่พวกเราเดินผ่านมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อาจารย์เจียง… เมื่อกี้พวกนั้นดูเหมือนจะเป็นชาวบ้านของหมู่บ้านเรา คนที่บอกว่าคุณดุน่ะ ผมว่าคล้ายๆ อาสามของผมเลย เธอตายไปสี่ห้าปีแล้วนะ ทำไมยังอยู่ในหมู่บ้านล่ะ เธอเป็นคนดีแท้ๆ ทำไมถึงยังไม่ได้ไปเกิดใหม่”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ผมเองก็หาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ จึงไม่รู้จะตอบเขาอย่างไรดี
การที่วิญญาณยังคงวนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์มีหลายสาเหตุ
บางดวงมีห่วงเยอะจึงไม่อยากจากไป บางดวงพลาดช่วงเวลาที่ควรจะไป เลยไม่สามารถเดินทางไปเองได้
ผมหันไปมองเม่าจิ้งกับพานหลิง
พานหลิงกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมดินกวนอิมไม่ได้หันมามองผมเลย ส่วนเม่าจิ้งที่กำลังสูบบุหรี่พลางเผาไฟอยู่ เมื่อเห็นผมหันไปมองก็พ่นควันออกมาก่อนพูดขึ้น “เหตุผลที่วิญญาณยังคงอยู่บนโลกมีสามแบบ แบบแรก มันไม่อยากไป แบบสอง มันไปเองไม่ได้ แบบสาม คือมันได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อได้”
“ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่องั้นเหรอ!” คราวนี้เป็นผมเองที่เผลออุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
เม่าจิ้งพยักหน้า “มนุษย์มีอายุขัย วิญญาณก็มีอายุขัยของมันเช่นกัน อายุขัยของมนุษย์กำหนดว่า คนคนนั้นจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน
“ส่วนอายุขัยของวิญญาณกำหนดว่า วิญญาณดวงหนึ่งจะคงอยู่ได้นานเท่าไหร่ก่อนจะเข้าสู่วัฏสงสาร วิญญาณที่มีอายุขัยยาวนานมักเป็นวิญญาณที่มีบุญเก่า และมีหลุมศพอยู่บนโลกมนุษย์ พวกมันได้รับอนุญาตให้อยู่ในโลกมนุษย์ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้แต่ยมทูตก็ไม่มาพาพวกมันลงไป
“พูดง่ายๆ ก็คือ พวกมันได้รับ ‘ใบอนุญาตพักอาศัยชั่วคราว’ จากปรโลก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมเผลอสูดหายใจลึกด้วยความตกใจ
ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วย
เหลียงโหย่วชีเองก็ทำหน้าเข้าใจขึ้นมาทันที
“อ้อ! อาสามของตอนยังมีชีวิตเป็นคนดี เป็นคนใจบุญของหมู่บ้าน ชอบช่วยเหลือคนอื่น แบบนี้แสดงว่าอายุขัยวิญญาณของเธอคงยาวนานมากแน่ๆ”
พูดจบ เขาหันไปมองลานหินอีกครั้ง ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
ในตอนนั้นเอง พานหลิงจัดเตรียมดินกวนอิมเสร็จเรียบร้อย
“เรียบร้อยแล้ว ทุกคนรีบเอามาทากันเถอะ ต้องรีบระงับพิษอาฆาตก่อน”
พูดจบ พานหลิงตักดินกวนอิมขึ้นมา แล้วทาลงบนใบหน้าตัวเองทันที
ผมเองก็ไม่คิดมากเกี่ยวกับเรื่องอายุขัยของวิญญาณอีก สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือจัดการกับอาการบวมแดงก่อน
พวกเราสามคนใช้ดินกวนอิมทาลงบนแผล เหมือนทายาแก้พิษ ตอนแรกไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ผ่านไปไม่กี่นาทีก็สัมผัสได้ว่า บริเวณที่บวมแดงไม่ร้อนผ่าวเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว อาการทุเลาลงมาก ดินกวนอิมมีประสิทธิภาพดีจริงๆ
หลังจากทาดินเสร็จ พวกเราหันไปเพิ่มฟืนในเตาไฟ ไอร้อนสีเหลืองอ่อนพวยพุ่งออกมาจากหม้อนึ่ง กลิ่นเหม็นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
สิ่งที่ต้องทำต่อไปมีเพียงรอเท่านั้น รอให้วิญญาณพวกนั้นปรากฏตัวขึ้นเอง ยิ่งพวกมันมาช้าเท่าไร พลังของพวกมันก็ยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น
พวกเราไม่ได้รีบร้อนอะไร เพียงแค่แขวนกระดิ่งทองแดงที่ทาชาดไว้ที่หน้าประตูบ้าน
กระดิ่งทองแดงถูกแขวนไว้โดยเม่าจิ้ง เขาบอกว่า ถ้ามีวิญญาณอาฆาตเข้าใกล้ กระดิ่งจะส่งเสียงดังขึ้นมาเอง แบบนี้พวกเราก็ไม่ต้องคอยระแวงตลอดเวลา
พวกเรานั่งรออยู่ในลานบ้านของเหลียงโหย่วชี เผาไฟไปพลาง รอเวลาที่พวกมันจะมาถึง จนกระทั่งสี่ทุ่ม ทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น
พวกเรากำลังเติมน้ำลงหม้อนึ่งและเพิ่มฟืนในเตา ทันใดนั้น กระดิ่งทองแดงที่แขวนไว้หน้าประตูดัง “กริ๊งๆๆ” ขึ้นมา เสียงใสกังวานในยามค่ำคืนเช่นนี้กลับฟังดูแสบแก้วหูและน่าขนลุก
พวกเราทั้งสามรีบลุกขึ้นด้วยความตื่นตัวทันที
เหลียงโหย่วชีถึงกับรีบหลบไปอยู่ด้านหลังพวกเรา
สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังนอกลานบ้าน
“วูม!” ลมเย็นยะเยือกพัดกระโชก ต้นไม้รอบๆ สั่นไหวดัง “ซู่ซ่า” ม่านหมอกสีดำจากนอกลานบ้านค่อยๆ เริ่มแผ่กระจายเข้ามาด้านใน
“เพล้ง!” กระดิ่งทองแดงที่แขวนอยู่หน้าประตูระเบิดแตกกระจายลงสู่พื้น หมอกดำพุ่งเข้ามาปกคลุมเตาไฟอย่างรวดเร็ว
เปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ในเตาสั่นไหวเพียงครู่เดียว ก่อนจะดับลงโดยไม่เหลือแม้แต่สะเก็ดไฟ
พวกเราทั้งสามยืนมองเตาไฟที่ดับลงโดยไม่มีใครเอ่ยอะไร ทุกคนเพียงแต่ชักอาวุธของตัวเองออกมา เตรียมพร้อมรับมือ
สายตาของพวกเราทุกคู่จับจ้องไปยังด้านนอกลานบ้าน
พวกมันมาแล้ว แต่ยังไม่เผยตัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ทุกอย่างดำเนินไปเช่นนี้ราวสามถึงสี่นาที ก่อนที่เสียงแปลกประหลาด “กึกกัก” จะดังขึ้นจากนอกลาน เหมือนกับมีบางอย่างกำลังไต่ขึ้นมาตามกำแพง
พวกเราต่างเบิกตากว้าง มองไปยังประตู ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีก็มีมือหนึ่งโผล่พ้นขอบประตูเข้ามา มือข้างนั้นเหลืองซีดและดูเหี่ยวย่นราวกับมือของคนแก่ที่แห้งจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก นิ้วทั้งห้ากดแนบลงกับพื้น ก่อนจะค่อยๆ ดึงร่างเข้ามา
ไม่นานนัก ใบหน้าของชายชราแห้งเหี่ยวซีดเซียวก็ค่อยๆ โผล่เข้ามาในลานบ้าน
ทันทีที่หัวของมันโผล่เข้ามาก็เงยหน้าขึ้น
มันใช้ดวงตาสีขาวซีดจ้องมองพวกเราภายในลานบ้าน ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบต่ำ
“คืนอัฐิ…ให้ฉัน!” พูดจบ มันยกมือที่เหี่ยวแห้งขึ้นมา พยายามจะคว้าหม้อนึ่งที่ยังมีไอร้อนพวยพุ่ง
ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น เป็นพ่อของเหลียงโหย่วชีนั่นเอง จากการกระทำโง่เขลาทำให้เกิดสามวิญญาณอาฆาตขึ้นมา สุดท้ายยังทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นแบบนี้อีก
ผมหรี่ตาเล็กน้อย แต่ยังไม่คิดจะโจมตีก่อน เพราะวิญญาณหญิงสามตนยังไม่ปรากฏตัว
ใครจะรู้ว่าพวกมันอาจจะแฝงตัวอยู่ที่ประตูเพื่อดักซุ่มอยู่ก็ได้
ดังนั้น ผมจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อยากได้? ก็เข้ามาเอาเองสิ!”
พูดจบ ผมเปิดฝาหม้อนึ่งออก ไอน้ำสีเหลืองอ่อนลอยพวยพุ่งขึ้นมา
โกศอัฐิที่เดิมทีมีอยู่สี่ใบ หนึ่งใบสีแดง สามใบสีดำ ตอนนี้กลับกลายเป็นศีรษะของศพสี่หัว ดวงตาของพวกมันเบิกโพลง กรามอ้ากว้าง เผยให้เห็นฟันที่แหลมคม ผิวหน้าที่เคยแนบสนิทกับกะโหลก ตอนนี้ถูกไอน้ำร้อนๆ ลวกจนหลุดล่อน...