ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 213 มายาลวงตา เหล่าวิญญาณบุก
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 213 มายาลวงตา เหล่าวิญญาณบุก
ในวินาทีที่ผมเปิดฝาหม้อนึ่งออก ผมเห็นโกศอัฐิทั้งสี่ใบกลับกลายเป็นศีรษะมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันถูกไอน้ำร้อนๆ ลวกจนเน่าเละไปหมด
หัวใจของผมกระตุกวูบ สีหน้าตื่นตะลึงเต็มไปด้วยความตกใจ
ศีรษะทั้งสี่นี้ไม่ใช่ใครอื่น เป็นพ่อของเหลียงโหย่วชีและภรรยาทั้งสามของเขา…
“หัว…หัวคน…” ผมเผลอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
เม่าจิ้ง พานหลิง และเหลียงโหย่วชีที่ยืนอยู่ตรงประตูหันมามองพร้อมกัน
เมื่อพวกเขาเห็นศีรษะทั้งสี่ก็ถึงกับตัวแข็ง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
เหลียงโหย่วชีถึงกับขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ ราวกับคิดว่ากำลังเห็นภาพลวงตา
เหลียงต้าซานที่นอนแนบพื้นตรงประตูยกมือเหี่ยวแห้งของเขาขึ้น พร้อมตะโกนออกมา “คืนให้ฉัน…เอาหัวของฉันคืนมา…!” ขณะพูด ดวงตาสีขาวซีดของเขาก็เรืองแสงเย็นยะเยือกออกมา
ทั่วทั้งลานบ้านพลันถูกปกคลุมไปด้วยไอหยิน หมอกดำแผ่กระจายเข้ามาโอบล้อมพวกเราอย่างรวดเร็ว
“พ่อ…ทำไมหัวของพ่อกับภรรยาผมถึงอยู่ในหม้อนึ่ง!” เหลียงโหย่วชีอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก
เม่าจิ้งขมวดคิ้วแน่น “มันกลายเป็นหัวคนไปได้ยังไง!”
พูดจบ เขาใช้กระบี่ไม้ท้อจิ้มไปที่ใบหน้าของเหลียงต้าซาน ผลคือ ผิวหนังของมันหลุดออกมาเป็นแผ่น
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังขึ้นจากปากของเหลียงต้าซาน “อ๊ากกก! หน้าฉัน!”
เขายกมือขึ้นกุมใบหน้า เลือดสีดำแดงไหลซึมออกมาจากบาดแผล เมื่อตกกระทบพื้นก็กลายเป็นควันดำ
เมื่อเขาค่อยๆ ลดมือลง ใบหน้าของเขาก็เผยให้เห็นรอยฉีกขาดคล้ายกับศีรษะในหม้อนึ่ง ภาพที่เห็นนั้นชวนขนลุกถึงที่สุด…
เหลียงต้าซานดูเจ็บปวดสุดขีด เขายื่นมือพลางร้องไห้คร่ำครวญต่อเหลียงโหย่วชีที่ยืนตัวแข็งอยู่ข้างหลังพวกเรา
“โหย่วชี…ลูกพ่อ…คืนหัวให้พ่อ…คืนมาเถอะ…!”
เหลียงโหย่วชีตื่นตระหนกสุดขีด ก้าวออกไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัว
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้! เมื่อกี้มันยังเป็นโกศอัฐิอยู่แท้ๆ ทำไมถึงกลายเป็นหัวคนไปได้! หยุดนึ่งเถอะ หยุดเดี๋ยวนี้ผมทนเห็นพ่อถูกทรมานแบบนี้ไม่ได้!” เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ พลางพึมพำประโยคเดิมซ้ำๆ อย่างหวาดกลัว
พานหลิงขมวดคิ้วแน่น แม้แต่ดวงตาหยินหยางของเธอก็ไม่สามารถมองทะลุความผิดปกตินี้
แม้ผมเองจะตกใจไม่น้อย แต่ยังคงจำเรื่องที่อาจารย์เคยสอนเกี่ยวกับ ‘การสร้างสัตว์ของภาคเหนือ’ ได้ดี
เรื่องใดที่ผิดแผกจากปกติย่อมมีปีศาจ…
โกศอัฐิทั้งสี่ใบนี้ พวกเราขุดขึ้นมากับมือ และเป็นคนวางลงในหม้อนึ่งด้วยตัวเอง ทั้งยังเฝ้าดูตลอดเวลา มันไม่มีทางเป็นหัวคน และไม่มีวันเปลี่ยนเป็นหัวคนได้!
ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพียงมายาลวงตาที่พวกวิญญาณอาฆาตสร้างขึ้นมาเท่านั้น จุดประสงค์ของมันมีเพียงอย่างเดียว…แย่งโกศอัฐิคืน
เมื่อเข้าใจแบบนี้ ผมได้สติทันที ไม่ว่าตอนนี้สายตาของผมจะมองเห็นอะไรอยู่ นั่นก็เป็นเพียงมายาลวงตา
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามให้พวกมันได้โกศอัฐิกลับไปเด็ดขาด!
เหลียงโหย่วชีที่กำลังจะคว้า ‘หัวคน’ ออกจากหม้อนึ่ง ถูกผมยื่นมือมาขวางไว้ทันที
“อย่าขยับ! ศพของครอบครัวคุณถูกเผาจนเป็นเถ้าธุลีไปนานแล้ว จะไปมีหัวอยู่ได้ยังไง! พ่อของคุณกำลังแสร้งทำตัวน่าสงสารเพื่อหลอกล่อคุณอยู่!”
เหลียงโหย่วชีที่ถูกขวางเบิกตากว้างด้วยความสับสน เขาชี้ไปที่หม้อนึ่งที่เต็มไปด้วย ‘หัวคน’ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “แต่ว่า…แต่มันเป็นหัวคนจริงๆ!? ดูสิ นี่มันผิวหนังของพ่อผม! จะเผาทิ้งก็เผาได้ แต่นี่เป็นหัวของพ่อ ผมปล่อยให้พ่อโดนทรมานแบบนี้ไม่ได้!”
ดวงตาของเหลียงโหย่วชีแดงก่ำ เส้นเลือดฝอยตรงใบหน้าและขอบตาปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อารมณ์ของเขากำลังปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาขัดขืนผม พยายามจะกระโจนไปหยิบ ‘หัว’ จากหม้อนึ่ง
สภาพของเขาไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัด ต้องเป็นเพราะวิญญาณอาฆาตตัวนั้นเล่นงานจิตใจของเขาแน่!
ไม่มีประโยชน์จะพูดอะไรอีกแล้ว
ผมยกสันมือฟาดไปที่ต้นคอของเขาอย่างแม่นยำ
เหลียงโหย่วชีเบิกตากว้าง ก่อนที่สติจะดับวูบดับไปในทันที
แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายอีก…
ผมไม่สนใจจะมองเขาต่อ เพียงจ้องเขม็งไปที่ร่างของเหลียงต้าซานที่อยู่ตรงประตูด้วยสายตาเย็นชา
“ไม่ว่าแกจะใช้มายาลวงตาแบบไหน ถ้าอยากได้โกศอัฐิในหม้อนึ่งก็เข้ามาเอาเอง นอนร้องโหยหวนอยู่ที่ประตูมีประโยชน์อะไร!”
เมื่อเห็นว่าผมไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน เสียงเย็นชาและสายตาแน่วแน่
แสงเย็นยะเยือกที่เรืองอยู่ในดวงตาสีขาวซีดของเหลียงต้าซานก็ค่อยๆ จางลง มันหยุดโอดครวญ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากพื้น
“น่ารังเกียจจริงๆ…”
สิ้นเสียงของมัน ลมอาฆาตเย็นเฉียบพัดกระหน่ำ ต้นไม้รอบลานบ้านสั่นไหว เสียงใบไม้แห้ง “กรอบแกรบ” ดังก้องทั่วบริเวณ ใบไม้แห้งบนพื้นถูกแรงลมหมุนวนขึ้นมาลอยค้างกลางอากาศ
ในพายุลมเย็นยะเยือกนั้น เสียงครวญต่ำ ‘ฮือๆ…’ ดังขึ้นจากนอกลานบ้าน เงาร่างในชุดขาวเริ่มปรากฏขึ้นทีละตนจากทุกทิศทาง
ร่างเหล่านั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา
บางตนปีนขึ้นไปบนกำแพงบ้าน โผล่เพียงศีรษะขึ้นมาจ้องมอง บางตนก้าวออกมาจากด้านหลังของเหลียงต้าซาน เดินตรงเข้ามาภายในลานน... พวกมันทั้งหมดล้วนมีดวงตาสีดำสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่ไออาฆาตออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
ที่น่ากังวลคือ จำนวนของพวกมันไม่น้อยกว่าสิบห้าหรือสิบหกตน!
“ทุกคนระวังตัวให้ดี!” เม่าจิ้งกล่าวเสียงเข้ม
พานหลิงขมวดคิ้วมุ่น “ทำไมพวกมันถึงมากันเยอะขนาดนี้…!”
ยังไม่ทันที่พานหลิงจะพูดจบ เสียงคำรามต่ำก็ดังขึ้นจากปากของเหลียงต้าซานที่ยืนอยู่หน้าประตู
“ขย้ำพวกมันซะ!”
วิญญาณที่แฝงตัวอยู่รอบกำแพงบ้านได้รับคำสั่ง พวกมันลืมตาโพลง ส่งเสียงขู่คำรามพร้อมแยกเขี้ยวกรูเข้าหาพวกเรา
เมื่อเห็นฝูงวิญญาณพุ่งเข้ามา ผมยกแส้กระดูกงูขึ้น ก่อนจะหวดออกไปเต็มแรง
‘เพียะ!’
แส้ฟาดลงไปอย่างรุนแรง วิญญาณตนหนึ่งถูกซัดกระเด็นลงไปกองกับพื้น
มันร้องครวญคราง “ฮือๆ” ด้วยความเจ็บปวด
เม่าจิ้งกระโจนขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะฟันกระบี่ลงไปอย่างไร้ปรานี วิญญาณตนหนึ่งถูกแทงทะลุและสลายไปทันที
พานหลิงเองก็ไม่ยอมแพ้ เธอสะบัดมือขวา ขว้างยันต์ออกไปพร้อมเปล่งเสียง “เร่งรัดดุจโองการสวรรค์ บัญชา!”
ทันใดนั้น วิญญาณอีกตนกรีดร้องโหยหวน ก่อนร่างจะล้มลงแน่นิ่ง
แต่ถึงพวกมันจะถูกจัดการไปแล้วบางส่วน กลุ่มวิญญาณชุดขาวก็ยังคงไม่ยอมล่าถอย พวกมันพุ่งเข้าหาเราอย่างไม่ลดละราวกับต้องการจะแย่ง ‘หัว’ ในหม้อนึ่งที่อยู่ข้างหลังเรา
พวกเราทั้งสามตั้งแนวป้องกัน ยืนขนาบกันไว้ พร้อมโต้กลับด้วยวิธีของตัวเอง
เม่าจิ้งใช้เพลงกระบี่ได้อย่างดุดัน แม่นยำและไร้ความปรานี พานหลิงเน้นการใช้วิชาอาคม สะบัดมือร่ายยันต์ได้อย่างรวดเร็วและทรงพลัง
ส่วนผมยืนประจำอยู่ตรงกลาง มือซ้ายถือแส้กระดูกงู มือขวาถือกระบี่กระดูกปลา
หากเป็นศัตรูที่อยู่ไกล ผมจะใช้แส้หวดใส่ หากเป็นพวกที่เข้ามาประชิดตัว ผมก็จะฟันด้วยกระบี่กระดูกปลา
ไม่สนใจว่าพวกมันมาจากไหน หรือเป็นใคร
ตอนนี้มีแค่กฎข้อเดียว
ใครเข้าใกล้ ตาย!
ฝูงวิญญาณชุดขาวสิบกว่าตนพุ่งเข้าใส่พวกเรา พยายามล้อมกรอบไว้ นอกจากกรงเล็บแหลมคมและเขี้ยวที่ดูน่าสะพรึงกลัว บางตนยังแลบลิ้นยาวออกมาเพื่อโจมตี
หลังจากการปะทะระลอกแรก พวกเราจัดการไปได้ห้าตัว
แต่การต่อสู้ยังไม่จบ
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดุเดือด วิญญาณตนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มฉวยโอกาสโจมตีเม่าจิ้งจากด้านข้าง มันยกกรงเล็บขึ้น กดลงไปหมายจะฉีกหัวของเขาเป็นชิ้นๆ
“ตายซะ!” เสียงแหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับกรงเล็บที่ฟาดลงมาอย่างรวดเร็ว
ผมเห็นภาพนั้นเข้าพอดีจึงฟาดแส้กระดูกงูออกไปเต็มแรง
‘เพียะ!’ แส้ฟาดเข้าที่ร่างของมันอย่างจัง ส่งผลให้มันกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้น
เม่าจิ้งมองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นระรัว แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขายกกระบี่ขึ้น ก่อนจะฟันลงไปพร้อมเปล่งเสียง “สลาย!”
วิญญาณพยายามหลบหนีด้วยความตื่นตระหนก แต่มันช้าไปก้าวหนึ่ง ทำให้ถูกฟันเข้าที่ต้นขา
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้น เลือดสีดำแดงของมันสาดกระจายไปทั่ว ก่อนจะกลายเป็นควันดำจางหายไป…
เม่าจิ้งเห็นว่ายังไม่สามารถสังหารมันได้ในกระบี่เดียวจึงเตรียมโจมตีอีกครั้ง ส่วนผมยืนข้างๆ คอยระวังไม่ให้วิญญาณชุดขาวเข้ามาเล่นงานเขา
แต่ในขณะนั้นเอง ผมรู้สึกได้ถึงพลังอาฆาตที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะพร้อมเสียงคำรามต่ำ
ก่อนที่ผมจะทันได้หันไปมอง พานหลิงก็ส่งเสียงร้องเตือนขึ้นมาก่อน “ระวังข้างบน!”