ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 214 การต่อสู้ครั้งใหญ่ จะชนะหรือพ่ายแพ้
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 214 การต่อสู้ครั้งใหญ่ จะชนะหรือพ่ายแพ้
พานหลิงตะโกนลั่น
ผมหันกลับไปมองทันที สิ่งที่เห็นคือ บนกำแพงของอาคารเล็กด้านหลัง มีหญิงสาวสามตนกำลังเกาะอยู่
พวกเธอไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นภรรยาทั้งสามของเหลียงโหย่วชี
พวกเธอเกาะอยู่บนกำแพงราวกับจิ้งจก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตจ้องมองพวกเรา เส้นผมสีดำยาวของพวกเธอปลิวไหว ใบหน้าที่บิดเบี้ยวผสมกับดวงตาสีขาวซีดไร้ชีวิต ชวนให้ขนลุกไปทั้งตัว
“ตาย!”
“ตาย!”
“พวกแกต้องตาย!”
พวกเธอกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราด ก่อนจะกระโจนลงมาจากกำแพง พุ่งเข้าใส่ผมและเม่าจิ้งทันที
ทั้งสามเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ผมต้องสะบัดแส้กระดูกงูออกไป ขณะถอยหลังเพื่อป้องกันตัว
เม่าจิ้งเองก็ละทิ้งการโจมตี รีบยกกระบี่ขึ้นป้องกันตัวเอง
พานหลิงเห็นพวกเราอยู่ในอันตรายจึงรีบผสานมุทราร่ายอาคมทันที “เก้าดาราเคลื่อนขยับ ฟ้าดินขับแสง สุสานสว่าง วิญญาณไสว อาคมแสงวิญญาณ เร่งรัดดุจโองการสวรรค์ บัญชา!”
สิ้นเสียงของเธอ แสงสีขาวสว่างจ้าพุ่งวาบออกมา
ภรรยาทั้งสามถูกทำลายหลุมศพ และโกศอัฐิของพวกเธอก็ถูกนำไปนึ่ง พลังของพวกเธอจึงอ่อนลงไปมากแล้ว
เมื่อถูกอาคมแสงวิญญาณของพานหลิงส่องกระทบ พวกเธอก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน พร้อมเบือนหน้าไปด้านข้าง
กรงเล็บที่พุ่งเข้ามาหาพวกเราอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
‘ปังๆ!’
ผมและเม่าจิ้งป้องกันการโจมตีของพวกเธอได้สำเร็จ แม้จะถูกกระแทกจนถอยหลังไปหลายก้าวก็ตาม
แต่ก่อนที่พวกเราจะตั้งหลักได้ พวกวิญญาณชุดขาวรอบด้านก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน พวกมันอ้าปากกว้าง เตรียมจะกัดเข้าที่ตัวพวกเรา
ไม่มีเวลาให้ชักช้า ผมกระโดดเตะเข้าที่ลำคอของวิญญาณตัวหนึ่งจนมันล้มลงกับพื้น จากนั้นผมก็ปล่อยมือจากแส้กระดูกงู ก่อนดึงร่มปรภพจากด้านหลังออกมากางออกสุดแรง
เสียง “ปัง” ดังสนั่น
วิญญาณชุดขาวสามตนที่พุ่งเข้ามาหาผมถูกแรงสะท้อนของร่มปรภพกระแทกจนกระเด็นออกไป
ในเวลาเดียวกัน พานหลิงก็รีบพุ่งเข้าไปช่วยเม่าจิ้ง ทำให้เขาพ้นจากอันตราย
แต่เพียงชะงักงันไปชั่วขณะ เหลียงต้าซานก็ฉวยโอกาสพุ่งตัวไปถึงหม้อนึ่งแล้ว
มันพ่นไอสีดำลงไปที่ ‘หัว’ ในหม้อนึ่งทันที
ไอสีดำกลืนกินศีรษะเหล่านั้นไป พริบตาเดียว ศีรษะทั้งสี่ก็กลับคืนสู่สภาพเดิมของมัน โกศอัฐิสีดำสามใบและสีแดงหนึ่งใบ จากนั้นมันยกมือขึ้น เตรียมจะคว้าโกศอัฐิไป
เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด…มันใช้มายาลวงตาเพื่อลดความระแวดระวังของพวกเรา
เมื่อเห็นมันจะคว้าโกศ ผมย่อมไม่มีทางปล่อยให้มันทำสำเร็จแน่! ผมขว้างกระบี่กระดูกปลาออกไปทันที คมกระบี่พุ่งเสียบเข้าที่กลางหลังของเหลียงต้าซานอย่างจัง
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องดังลั่น ร่างของมันกระแทกลงกับพื้นทันที
กระบี่กระดูกปลาสลักไว้ด้วยอักขระถึงสิบแปดตัว
อักขระเหล่านั้นเรืองแสงออกมา ทำให้เหลียงต้าซานเจ็บปวดจนต้องนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นชั่วขณะ ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้
ทันใดนั้น วิญญาณหญิงสองตนก็พุ่งตรงเข้าหาผม พลังอาฆาตโหมกระหน่ำ รอบตัวพวกมันเต็มไปด้วยโทสะและความเคียดแค้น กรงเล็บของพวกมันฟาดลงมาด้วยพลังอันดุดัน
แต่ผมมีร่มปรภพอยู่ในมือจึงไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
ผมยกร่มขึ้นกันไว้ได้อย่างง่ายดาย แรงปะทะถูกสะท้อนกลับไปทำให้พวกเธอกระเด็นถอยหลัง
ผมไม่มีกระบี่กระดูกปลาอยู่ในมือ จึงหยิบยันต์สะกดวิญญาณออกมาแทน
ผมสะบัดมือขวาส่งยันต์สองแผ่นพุ่งตรงไปยังวิญญาณหญิงทั้งสองตน
พวกมันยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็ถูกยันต์สะกดวิญญาณกระแทกใส่เต็มๆ
“ตูมๆ!” เสียงระเบิดดังสนั่น วิญญาณหญิงทั้งสองกรีดร้องอย่างเจ็บปวด และถอยร่นออกไปอีก
ทางด้านเม่าจิ้งและพานหลิงที่กำลังยืนประจันหน้ากับวิญญาณหญิงอีกตน พวกเขาเพิ่งใช้ยันต์สะกดวิญญาณสู้กลับเช่นกัน เมื่อเห็นว่าผมสร้างโอกาสขึ้นมาได้ เม่าจิ้งก็รีบพุ่งเข้ามาทันที
เขาฟันกระบี่ไม้ท้อในมืออย่างรวดเร็ว
“ขจัดอาถรรพ์!”
กระบวนท่ากระบี่ของเขาดุดันและเฉียบคม!
คมกระบี่ของเม่าจิ้งแทงทะลุอกของวิญญาณหญิงทันที เสียงกรีดร้อง “ว้าก” ดังออกมาจากปากของมัน
ผมอาศัยจังหวะนี้แทงปลายร่มปรภพตรงไปยังหน้าผากของมัน
วิญญาณหญิงแสดงสีหน้าตื่นตระหนก พยายามยกกรงเล็บขึ้นปัดป้องโดยสัญชาตญาณ
แต่พลังของพวกมันอ่อนแอลงมากแล้ว ไม่มีทางป้องกันได้
ปลายร่มปรภพพุ่งทะลุศีรษะของเธออย่างแม่นยำ
‘ปัง!’ ศีรษะของเธอระเบิดออกในทันที ไม่มีแม้แต่โอกาสจะกรีดร้อง ก่อนที่ร่างจะสลายกลายเป็นควันดำและเปลวไฟสีเขียว
วิญญาณถูกทำลายสิ้น!
ปราณต้นกำเนิดสายหนึ่งถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของผมโดยไม่รู้ตัว ผมรู้สึกโล่งโปร่งอย่างบอกไม่ถูก พละกำลังเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย…
วิญญาณหญิงอีกสองตนเห็นดังนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความโกรธแค้น
“ว้าก!”
พวกมันปลดปล่อยพลังอาฆาตออกมาอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจม
พวกเราทั้งสามตั้งรับ ป้องกันการโจมตีแบบต่อเนื่องของพวกมัน
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มวิญญาณชุดขาวพยายามดึงกระบี่กระดูกปลาที่ปักอยู่กลางหลังของเหลียงต้าซานออก แต่พวกมันอ่อนแอเกินไป ทุกครั้งที่กรงเล็บสัมผัสกระบี่กระดูกปลา พวกมันจะถูกพลังสะท้อนกลับจนต้องปล่อยมือ
ขณะเดียวกัน วิญญาณชุดขาวอีกสองตนพยายามจะคว้าโกศอัฐิในหม้อนึ่ง แต่ไอร้อนของชาดที่กำลังเดือดยังคงพวยพุ่งออกมา ทุกครั้งที่พวกมันพยายามยื่นมือเข้าไปมักถูกไอร้อนลวกจนต้องชักมือกลับเสมอ
ห้ามให้พวกมันแย่งโกศอัฐิไปได้
ตราบใดที่โกศอัฐิยังอยู่กับพวกเราในหม้อนึ่ง พวกเราก็กุมจุดอ่อนของพวกมันเอาไว้ ซึ่งจะช่วยกดพลังของเหล่าวิญญาณอาฆาตไม่ให้ฟื้นตัวได้เต็มที่
หากพวกมันได้โกศอัฐิคืนไป แม้จะไม่สามารถกลับคืนสู่จุดสูงสุดได้ในทันที แต่พลังของพวกมันจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพวกเราเลย
ส่วนพวกวิญญาณชุดขาวที่เป็นอุปสรรคนั้นก็ต้องกวาดล้างโดยเร็วเช่นกัน
ผมกำร่มปรภพแน่น พลางร่วมมือกับเม่าจิ้งเพื่อต่อกรกับวิญญาณหญิงอีกสองตน
ผมออกคำสั่ง
“พานหลิง เธอไปจัดการพวกวิญญาณชุดขาว อย่าให้พวกมันแย่งโกศอัฐิไปได้ ผีสาวสองตนนี้ ให้ฉันกับเม่าจิ้งจัดการเอง”
พานหลิงพยักหน้าโดยไม่มีความลังเล “ได้! พวกนายระวังตัวด้วย”
พูดจบ เธอปรี่ไปยังหม้อนึ่งทันที
จุดแข็งที่สุดของพานหลิงคือวิชาอาคมและการใช้ยันต์ เธอมีพรสวรรค์ในการร่ายอาคมด้วยความเร็วงยิ่งยวด และสามารถสะบัดยันต์ได้อย่างฉับไว
แม้ยังวิ่งไปไม่ถึงหม้อนึ่ง แต่เธอกลับขว้างยันต์สีเหลืองไปหลายแผ่นแล้ว
ต่อมาเธอตวาดเสียงก้อง “ยันต์สะกดวิญญาณ! เร่งรัดดุจโองการสวรรค์ บัญชา!”
“ตูมๆๆ!” ยันต์หลายแผ่นระเบิดออก แรงสั่นสะเทือนกระแทกพวกวิญญาณชุดขาวจนกระเด็นไป
วิญญาณชุดขาวสามตนที่อยู่ใกล้สุดถูกแรงระเบิดทำลายไปหนึ่งตน ส่วนอีกสองตนล้มลงกับพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นได้
ส่วนเหลียงต้าซานยังคงถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยกระบี่กระดูกปลา ไม่สามารถขยับตัวได้
พานหลิงไม่สนใจวิญญาณที่ล้มอยู่ เธอพุ่งเข้าไปพร้อมง้างกระบี่ฟันลงไปยังเหลียงต้าซานที่กำลังสิ้นฤทธิ์
เหลียงต้าซานตื่นตระหนกสุดขีด กรีดร้องออกมา
“ไม่…!”
คมกระบี่ฟาดฉับลงมาอย่างฉับไว ดับสิ้นเสียงกรีดร้องสุดท้ายของเหลียงต้าซาน เหลือไว้เพียงเปลวไฟวิญญาณที่ลุกไหม้อยู่บนพื้น ก่อนจะมอดดับไป
ตอนนี้ ในลานบ้านยังเหลือวิญญาณชุดขาวธรรมดาอีกเจ็ดถึงแปดตน แต่มีพานหลิงคอยคุมหม้อนึ่งอยู่ พวกมันไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไรได้ ทำให้ผมและเม่าจิ้งใช้พื้นที่เพื่อรับมือกับวิญญาณหญิงทั้งสองตนตรงหน้าได้มากขึ้น
ทันใดนั้น เม่าจิ้งยกมือขึ้นมากัดปลายนิ้ว ก่อนจะใช้เลือดลูบไปตามคมกระบี่ไม้ท้อ
“ปลุกกระบี่!”
พริบตาเดียว กระบี่ไม้ท้อในมือเม่าจิ้งปรากฏลวดลายเจ็ดดาราขึ้นทันที กระบี่ไม้ท้อเล่มนี้ไม่ใช่ของธรรมดา มันเป็นกระบี่ขับไล่วิญญาณชั้นเลิศ
เมื่อปลุกกระบี่แล้ว พลังของมันเพิ่มขึ้นมหาศาล
เม่าจิ้งฟันวิญญาณหญิงตนหนึ่งอย่างรุนแรง บีบบังคับให้มันต้องถอยร่นไปหลายก้าว
ส่วนวิญญาณหญิงอีกตนพุ่งเข้ามาโจมตีผม แต่กลับถูกร่มปรภพสกัดเอาไว้ ไม่เพียงแต่มันจะไม่สามารถทำอันตรายผมได้ ซ้ำยังถูกแรงสะท้อนจากร่มปรภพผลักให้กระเด็นออกไปอีก
มีอาวุธเวทเหล่านี้อยู่ในมือ พวกเราแทบจะอยู่ในสถานะไร้พ่าย
ผมใช้คุณสมบัติ ‘สะท้อนกลับ’ ของร่มปรภพ ต้อนวิญญาณหญิงทั้งสองไปยังมุมของลานบ้าน
เม่าจิ้งเป็นฝ่ายพุ่งเข้าประชิดก่อน เขามีเพียงกระบี่ไม้ท้อ แต่สามารถปะมือกับวิญญาณหญิงทั้งสองได้อย่างยอดเยี่ยม!
ผมอาศัยจังหวะนี้ปล่อยมือจากร่มปรภพ ก่อนจะเริ่มร่ายอาคมสายฟ้า
“ปังๆๆ” เสียงปะทะดังก้อง ประกายไฟสว่างวาบไปทั่วบริเวณ พลังอาฆาตคลุ้งกระจาย
วิญญาณหญิงทั้งสองกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง กรงเล็บของพวกเธอฟาดเข้าใส่เม่าจิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกการโจมตีของพวกเธอรุนแรงราวกับคมมีดห้าเล่มฟาดลงมาในคราวเดียว หากพลั้งพลาด เม่าจิ้งได้ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แน่นอน
แม้เม่าจิ้งจะมีพลังบำเพ็ญสูงกว่าผม และมีวิชากระบี่ที่เหนือกว่า แต่การต่อสู้แบบสองต่อหนึ่งทำให้เขาทำได้เพียงตั้งรับอย่างยากลำบาก
แต่ผมต้องการเวลาเพียงสองวินาทีครึ่งเท่านั้น!
ตราบใดที่เม่าจิ้งสามารถถ่วงเวลาให้ผมได้ เมื่ออาคมสายฟ้าเสร็จสมบูรณ์ ผมมั่นใจว่าจะบดขยี้วิญญาณหญิงตนหนึ่งได้ในฝ่ามือเดียว
และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเราจะพลิกกลับมาได้เปรียบทันที!