ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 23 ซ่อนในห้องน้ำ พวกเราเอาอาหารมาให้
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 23 ซ่อนในห้องน้ำ พวกเราเอาอาหารมาให้
กลิ่นเหม็นคาวปลาอันแรงกล้านี้ไม่ต่างอะไรกับกลิ่นที่ติดตัวจางเฉียง ผีจมน้ำ
ผมรู้ทันทีว่า จางเฉียงตามมาถึงที่นี่แล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เขามาได้เร็วขนาดนี้
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากนอกประตูห้องน้ำ
“ตึก...ตึก...ตึก...” เสียงแผ่วเบาเหมือนกับมาจากอีกห้องหนึ่ง
ผมจ้องไปที่ประตูห้องน้ำด้วยความระแวงจนหัวใจเต้นรัว
แต่ไม่นานเสียงฝีเท้านั้นก็เดินผ่านประตูเราไป มุ่งหน้าไปทางห้องนั่งเล่น
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ บรรยากาศในห้องก็กลับมาสงบเงียบอีกครั้ง
ในห้องน้ำมีเพียงเสียงลมหายใจของผมกับลุงอวี๋เท่านั้น แต่กลิ่นเหม็นคาวปลาในอากาศยังคงชัดเจน
นั่นแปลว่า จางเฉียง ผีจมน้ำยังอยู่!
ผ่านไปประมาณสิบนาที เสียง “แกร๊กๆ” ดังขึ้นในความมืด จากนั้นก็มีเปลวไฟเล็กๆ ลุกวาบขึ้นในห้องน้ำที่มืดสนิท
ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าลุงอวี๋กำลังจุดบุหรี่
เปลวไฟสีแดงส่องให้เห็นใบหน้าของลุงอวี๋ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก
เขาพิงหลังกับประตูห้องน้ำ คิ้วขมวดแน่น
ลุงอวี๋สูบเข้าไปคำใหญ่ก่อนที่เปลวไฟจะดับลง
ในความมืดมิด การมีแสงสว่างเล็กๆ แบบนี้ช่วยลดความน่ากลัวลงได้เล็กน้อย
ลุงอวี๋พูดขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง “เสี่ยวเจียง เอาสักมวนไหม จะได้ใจเย็นขึ้นหน่อย”
ในสถานการณ์กดดันแบบนี้ ผมไม่ปฏิเสธ รีบพยักหน้าตอบรับ “เอาครับ”
ลุงอวี๋คลำหาบุหรี่ในความมืด แล้วยื่นส่งมาให้ผม
ผมจุดไฟแช็ก “แกร๊กๆ” และจุดบุหรี่ขึ้นก่อนจะสูบเข้าไปเฮือกใหญ่
ถึงแม้ผมไม่ใช่คนที่ชอบสูบบุหรี่ ปกติแค่สองมวนก็เริ่มเวียนหัวแล้ว แต่ในสถานการณ์กดดันนี้ ควันบุหรี่กลับทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ผมกับลุงอวี๋นั่งลงกับพื้นในความมืด สูบบุหรี่ท่ามกลางความเงียบงัน…
ด้วยแสงสลัวจากปลายบุหรี่ พวกเราสามารถมองเห็นเงาร่างของกันและกัน
ลุงอวี๋พ่นควันออกมาช้าๆ ก่อนพูดกับผมด้วยเสียงเบา “ไอ้เวรนั่น คงยืนเฝ้าพวกเราอยู่หน้าประตูแน่ๆ ตราบใดที่มันไม่เข้ามา พวกเราก็อย่าออกไป รอจนถึงเช้า ทุกอย่างจะปลอดภัยเอง”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู
เหลือเวลาอีกห้าชั่วโมงกว่าจะถึงเช้า
เขาใช้โทรศัพท์ส่องไปรอบๆ ห้องน้ำ
ภายในห้องน้ำค่อนข้างโล่ง นอกจากฝักบัว อ่างล้างหน้า กระจก ชั้นวางของ และโถส้วม ก็ไม่มีอะไรอีก
แต่สิ่งที่สะดุดตาคือ ประตูห้องน้ำที่เราเข้ามานั้นมีสัญลักษณ์ยันต์ที่ถูกวาดขึ้นด้วยเลือดสด
ผมเหลือบมองไปที่นิ้วมือของลุงอวี๋ที่ยังคงมีเลือดไหลซึมออกมา
น่าจะเป็นเขาที่กัดนิ้วตัวเองเพื่อใช้เลือดวาดยันต์นี้ไว้หลังจากที่เราเข้ามาในห้องน้ำ
ผมเห็นภาพนั้นอยู่ตรงหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป…
ผมพ่นควันออกมาเบาๆ แล้วตอบลุงอวี๋ด้วยเสียง “อืม”
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึก...ตึก...ตึก...”
และครั้งนี้ เสียงนั้นกำลังใกล้เข้ามาหาเรา
เสียงเบาราวกับกระดาษที่ร่วงลงพื้น หากไม่ใช่เพราะเราอยู่ในห้องที่เงียบสงัดและปิดมิดชิด คงแทบไม่ได้ยินเลย
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทั้งผมและลุงอวี๋ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที
ลุงอวี๋รีบปิดไฟจากโทรศัพท์ และหันไปมองที่ประตูห้องน้ำ
เสียงฝีเท้าหยุดลงหลังจากเดินมาได้ไม่กี่ก้าว เหมือนหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ
ผมรู้สึกได้ถึงกระแสลมเย็นที่พัดเข้ามาจากรอยแยกของประตู ความเย็นนั้นเหมือนจะแทงทะลุเข้าไปถึงกระดูก
ทันใดนั้น เสียงไอเบาๆ สองครั้งดังขึ้น
“แค็ก…แค็ก…”
เสียงนั้นไม่ดัง แต่ชัดเจนมาก และมาจากหน้าประตูโดยตรง
เห็นได้ชัดว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
ทั้งผมและลุงอวี๋ต่างจ้องไปที่ประตูห้องน้ำด้วยความระแวดระวัง เรากลั้นหายใจ ไม่กล้าพูดหรือขยับตัว
หลังจากความเงียบที่กดดันอยู่ไม่กี่วินาที เสียงนั้นก็ถูกทำลายลง
เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นจากหน้าประตูอย่างไม่ทันตั้งตัวว่า
“บ้านฉันไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่!”
ได้ยินประโยคนั้น ผมกับลุงอวี๋ต่างก้มลงมองบุหรี่ในมือพร้อมกัน
ลุงอวี๋รีบโบกมือให้ผม ส่งสายตาให้รีบดับบุหรี่
ผมไม่รอช้า จัดการดับบุหรี่ทันที
หลังจากที่บุหรี่ดับลง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึก...ตึก...ตึก...”
แต่ไม่นานนักเสียงนั้นก็เงียบหายไป
ห้องกลับมาสงัดอีกครั้ง
ลุงอวี๋เอาหูแนบประตูฟังอยู่สักพัก ก่อนจะพูดกับผมว่า “เสี่ยวเจียง ไม่มีอะไรแล้ว นายงีบสักหน่อยเถอะ”
ผมยิ้มขมๆ พลางตอบด้วยเสียงเบา “ลุงอวี๋ ผมนอนไม่หลับหรอกครับ”
ในสภาพที่ตึงเครียดแบบนี้ ไหนจะอยู่ในห้องอาถรรพ์ที่มืดสนิทและปิดทึบ จะให้หลับลงได้ยังไง
ลุงอวี๋ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดว่า “ก็ได้ งั้นพวกเราก็อดทนจนถึงเช้ากันเถอะ”
ลุงอวี๋ตอบกลับมาเพียงคำเดียว จากนั้นก็เงียบไป ไม่ได้พูดอะไรกับผมอีก
เราสองคนนั่งพิงกำแพงอยู่บนพื้น สูดกลิ่นเหม็นคาวที่รุนแรงจนชวนเวียนหัว
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าและอึดอัด
ผมนึกว่าเราจะสามารถผ่านคืนนี้ไปได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่แล้วเวลาประมาณตีสาม เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึก...ตึก...ตึก...”
เสียงนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหยุดลงที่หน้าประตูห้องน้ำ
จากนั้นเสียงแหบพร่าของหญิงชราก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า “เข้าห้องน้ำนานจริงนะ ข้างนอกยังมีคนรอพวกเธออยู่!”
คำพูดที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาผมกับลุงอวี๋ตื่นตัวจนเส้นประสาทตึงไปทั้งร่าง
ผมไม่กล้าพูดอะไร แต่ลุงอวี๋กลับตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “คุณป้าครับ วันนี้ท้องเสีย นั่งนานหน่อย”
หลังจากลุงอวี๋พูดจบ ทุกอย่างด้านนอกก็กลับมาเงียบอีกครั้ง
ผ่านไปประมาณสิบกว่าวินาที เสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ เดินห่างออกไป
ในขณะเดียวกันเสียงหญิงชราเอ่ยพึมพำดังแผ่วๆ ตามมาว่า “ผู้ชายตั้งสองคน เข้าไปเข้าห้องน้ำด้วยกันแล้วยังอยู่นานขนาดนี้ ไม่อายกันบ้างหรือไง”
เสียงเบามากจนผมฟังได้ไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าพวกเราจะรอดไปได้ในครั้งนี้
แต่เพียงหนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงฝีเท้า “ตึก…ตึก…ตึก” ก็กลับมาอีกครั้ง…
จากนั้นเสียงหญิงชราแหบพร่าก็ดังขึ้นอีกครั้งจากหน้าห้องน้ำ พูดกับเราว่า “คนส่งอาหาร ฉันถามหน่อย อาหารฉันอยู่ไหน”
อาหาร? ผมกับลุงอวี๋ไม่มีอะไรที่เรียกว่าอาหารติดตัวมาเลย
การมาที่นี่ก็เพื่อหลบภัย ใช้ห้องอาถรรพ์นี้หลบหนีจากการตามติดของจางเฉียง
ลุงอวี๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ “คุณป้าครับ รอให้ผมเสร็จธุระในห้องน้ำก่อน เดี๋ยวจะเอาให้ครับ”
หญิงชราตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “อ้อ” ก่อนจะเดินห่างออกไป
เห็นได้ชัดว่าลุงอวี๋แค่โกหกเพื่อให้หญิงชราข้างนอกสงบลง
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เราไม่มีทางเลือกอื่น เพราะหากโดนไล่ออกไป ผมกับลุงอวี๋ก็คงไม่มีที่ให้ซ่อนอีก
พวกเรานั่งอดทนอยู่ในห้องน้ำต่อไปอย่างอึดอัด เวลาผ่านไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าบ้าน
“ก๊อก…ก๊อกๆๆ…ตึง…ตึงๆๆๆ…”
เสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง และมันดังขึ้นถึงสี่รอบ...
นึกย้อนไปถึงสิ่งที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยบอกไว้
การเคาะประตูมีความหมายแฝงอยู่เสมอ ‘คนเคาะสามครั้ง ผีเคาะสี่ครั้ง’
เสียงเคาะนี้ ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่คนเป็น และมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นจางเฉียง ผีจมน้ำ ที่ทนรอไม่ไหวและต้องการเข้ามาเอง
ผมคิดในใจแบบนั้น
จู่ๆ เสียงฝีเท้าของหญิงชราดังขึ้นอีกครั้ง และหยุดอยู่หน้าประตูห้องน้ำ
จากนั้นเสียงแหบพร่าของเธอก็ดังขึ้นว่า “เพื่อนของพวกเธอเกือบพังประตูฉันอยู่แล้ว ออกไปซะ ฉันไม่ต้องการอาหารของพวกเธออีกแล้ว”
แต่เราจะกล้าออกไปได้อย่างไร
ผมกัดฟันไม่พูดอะไร ขณะที่ลุงอวี๋ตอบกลับไปว่า “ไม่รู้จักครับ คุณป้า พวกเราท้องเสีย ขออยู่อีกสักพัก ออกไปเดี๋ยวจะเอาอาหารให้”
ลุงอวี๋ยังคงพยายามหาข้อแก้ตัวเพื่อยืดเวลาไปเรื่อยๆ กระนั้นก็ดูเหมือนว่าแม้แต่ผีก็ยังหลงเชื่อ
แต่ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึง…ตึงๆๆๆ…”
เสียงนี้ไม่ได้ทำให้แค่หญิงชรารำคาญ แม้แต่ผมกับลุงอวี๋ในห้องน้ำก็รู้สึกกดดันและหัวเสีย
หญิงชราแค่นเสียงในลำคอเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด ก่อนพูดขึ้นว่า “เคาะๆๆ น่ารำคาญ! คนส่งอาหาร โยนผ้าขาวมาให้ฉันผ่านช่องว่างใต้ประตู ฉันจะออกไปจัดการมันเอง!”