ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 221 ลงเขา ภารกิจที่อูเป่ยข่านลุล่วง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 221 ลงเขา ภารกิจที่อูเป่ยข่านลุล่วง
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเม่าจิ้ง ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้นกับเหลียงโหย่วชี
เพื่อปลอบใจอีกฝ่ายเขาเท่านั้นเอง
คนในครอบครัวทั้งหมดของเขาสูญสลายไปสิ้น เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับคนธรรมดาเช่นเขา คงเป็นภาระทางจิตใจที่หนักหนาไม่น้อย
เม่าจิ้งทำแบบนี้เพื่อให้เขามีความหวังและสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ แม้ภายนอกเม่าจิ้งจะดูเย็นชา แต่ภายในเขากลับเป็นคนจิตใจดีไม่น้อย
หลังจากฟังคำอธิบายของเม่าจิ้ง ผมพยักหน้ารับเบาๆ “อืม”
เรื่องความอาวรณ์จะมีอยู่จริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ และไม่มีผลอะไรเลย
ตราบใดที่เป็นวิญญาณอาฆาต หากส่งไปไม่ได้ก็ต้องกำจัดทิ้ง ไม่มีทางเลือกอื่น นี่คือหลักการและจุดยืนของผม
เหลียงโหย่วชียังไม่กลับลงมา ผมจึงหยิบโทรศัพท์ส่งข้อความหาอาจารย์ แจ้งให้เขาทราบว่างานที่นี่เสร็จเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะกลับ เพื่อให้เขาไม่ต้องกังวลมากนัก
แต่เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากส่งข้อความออกไป ก็ได้รับการตอบกลับทันที มีเพียงคำว่า [อืม] คำเดียว
ดึกป่านนี้แล้ว อาจารย์ยังไม่นอน มั่นใจแปดในสิบส่วนว่าเขาคงกำลังตกปลาอยู่แน่ๆ
ผมไม่ได้สนใจนัก แค่พูดคุยเล่นกับทุกคนในห้องเล็กน้อย
ไม่นานเหลียงโหย่วชีก็กลับมา ในมือของเขาถือซองจดหมายสามซอง
พอเข้ามาในห้องก็พูดกับพวกเราทั้งสามทันที “ขออภัยที่ให้รอนาน อาจารย์เม่า อาจารย์เจียง คุณหนูพาน นี่คือค่าตอบแทนสามหมื่นหยวน สองวันนี้พวกคุณลำบากกันมาก แถมยังโดนสัตว์พิษกัดอีก รับไว้เถอะ”
ขณะพูด เหลียงโหย่วชียื่นซองจดหมายสามซองหนาให้พวกเรา
เมื่อเป็นงาน ค่าตอบแทนต้องรับไว้
อาจารย์เคยบอกว่า ไม่ว่าค่าจ้างจะมากจะน้อย นายจ้างจะรวยหรือจน เราก็ต้องรับค่าจ้างเสมอ เพื่อเป็นการสะสางเรื่องหนี้กรรม
เหมือนกับตอนที่ลุงอวี๋ช่วยผมในครั้งแรก ต่อให้เป็นแค่คำพูด แต่เขาก็ให้ผมสัญญาว่าจะจ่ายเงินสองหมื่นหยวนให้เขา
ผมไม่ได้พูดอะไรออกไปในทันที เพราะไม่รู้ว่าค่าจ้างที่เม่าจิ้งกับพานหลิงตกลงไว้คือเท่าไร
เม่าจิ้งกับพานหลิงมองซองในมือของเหลียงโหย่วชี ก่อนชะงักไปครู่หนึ่งถึงพูดว่า “คุณเหลียง ไม่ใช่ว่าตกลงกันไว้ที่หนึ่งหมื่นหยวนหรือ”
เหลียงโหย่วชีส่ายหัว “พ่อและภรรยาของผมกลายเป็นแบบนั้นไปแล้ว ผมเองก็เพิ่งตาสว่าง พวกคุณทั้งสามคนเสี่ยงชีวิตช่วยผมและช่วยทั้งหมู่บ้าน หนึ่งหมื่นหยวนมันน้อยไป เงินจำนวนนี้พวกคุณต้องรับไว้ ไม่เช่นนั้นผมรู้สึกไม่สบายใจ และถ้าหากวันหน้าครอบครัวผมยังต้องการความช่วยเหลือจากพวกคุณอีก ก็ขอให้ทั้งสามคนช่วยเหลืออีกครั้งด้วยเถอะ!” ขณะพูด เขาก็ยื่นซองจดหมายสามซองไปให้เม่าจิ้ง
คราวนี้เม่าจิ้งไม่ได้ปฏิเสธ เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ตกลง งั้นผมจะรับไว้ ศิษย์น้อง อีกเดี๋ยวช่วยเขียนใบเสร็จให้คุณเหลียงด้วย”
“ได้เลย ศิษย์พี่!”
‘มีใบเสร็จด้วยเหรอ’ ผมฟังแล้วรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าศาลฮวงจุ้ยเป่าซานของเม่าจิ้งจะทำงานกันอย่างเป็นระบบขนาดนี้
หลังจากนั้น พวกเราคุยกันเกี่ยวกับสิ่งที่เหลียงโหย่วชีต้องทำต่อไปหลังจากที่พวกเรากลับ
สิ่งสำคัญคือ ตอนนี้พลังหยางในร่างของเขาอ่อนแอมาก แม้จะไม่มีวิญญาณอาฆาตคอยหลอกหลอนแล้ว แต่ยังคงมีวิญญาณเร่ร่อนหรือสัมภเวสีที่อาจมาหาเขาได้
เราจึงเตือนเขาว่า ช่วงนี้ไม่ควรออกไปข้างนอกในเวลากลางคืน ควรตื่นแต่เช้า และออกไปข้างนอกในเวลากลางวันให้มากขึ้นเพื่อรับแสงแดดเยอะๆ นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมพลังชีวิต เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ
เรายังเตรียมเครื่องรางป้องกันภัยให้เขาหลายชิ้น พร้อมกำชับให้เขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณเร่ร่อนเข้าสิง
สุดท้าย เราได้เลือกสถานที่ฝังศพใหม่ให้ครอบครัวของเขา อยู่บริเวณหลังบ้านห่างออกไปประมาณสี่ร้อยเมตร
ที่จริง วิญญาณของพวกเขาไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว การฝังหรือไม่ฝังจึงไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่เมื่อเรารับเงินของเขามาแล้ว ก็ต้องช่วยสะสางเคราะห์กรรมของเขาให้ครบถ้วน
การสร้างหลุมศพให้พ่อและภรรยาของเขาถือเป็นการให้ที่พึ่งทางใจ เพื่อให้เขาสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีเป้าหมาย ไม่รู้สึกเหมือนเป็นเพียงซากศพเดินได้
เราทำงานกันตลอดทั้งคืน ขุดหลุมและฝังโกศทั้งสี่ลงไป เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาตีสี่กว่าแล้ว
เรากลับเข้าไปในบ้าน และนอนพักผ่อนเล็กน้อย
พอแปดโมงเช้า เราก็ตื่นขึ้นมา เร่งเดินทางกลับก่อนกำหนด เนื่องจากร่างกายของพวกเรายังมีพิษอาฆาตหลงเหลืออยู่ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
หลังจากกล่าวอำลาเหลียงโหย่วชี เขาก็เดินมาส่งเราตลอดทาง จนถึงเชิงเขาที่เขาเคยมารับพวกเราวันแรกถึงหยุดอยู่ตรงนั้น
พวกเราต่างสะพายกระเป๋าอุปกรณ์ของตัวเอง แล้วเดินลงจากภูเขา
ภารกิจที่อูเป่ยข่านสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้…
จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมได้เข้าใจถึงกฎแห่งกรรมที่ว่า บาปกรรมของบรรพบุรุษ ลูกหลานต้องรับผิดชอบชดใช้ต่อไป
หากในชีวิตหนึ่งก่อกรรมทำเข็ญมากเกินไป ตัวเองชดใช้ไม่หมด เคราะห์ร้ายก็อาจตกทอดไปสู่ลูกหลาน
ดังนั้น การกระทำความชั่วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเมื่อถึงเวลาที่กรรมสนอง ผลกรรมที่ได้รับย่อมทวีคูณเป็นเท่าตัว
ในขณะเดียวกัน ผมก็ได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทนจากเม่าจิ้งหนึ่งหมื่นหยวน ตอนนี้ทรัพย์สินของผมเพิ่มขึ้นเป็น หนึ่งแสนสองหมื่นเจ็ดพันหยวนแล้ว
งานที่ทะเลสาบหนานเทียนยังไม่ได้รับการชำระ อาจารย์บอกว่าจะเรียกเก็บพวกเขาสองล้านหยวน หากได้เงินจำนวนนั้นมา ผมก็น่าจะได้รับส่วนแบ่งไม่น้อย
จากคนที่เกือบตายกลายมาเป็นผู้ที่มีวิชาติดตัว และเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถหาเงินได้หลายแสนหยวน อัตราการหาเงินเช่นนี้เร็วกว่าการเป็นหมอเสียอีก
แต่แน่นอนว่าอันตรายก็มากตามไปด้วย ตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาหลายครั้ง เงินทุกแดงที่ได้มาล้วนต้องแลกมาด้วยชีวิต
หากต้องการเดินบนเส้นทางนี้ให้นานขึ้น และก้าวไปได้ไกลขึ้น ผมจำเป็นต้องพัฒนาตัวเอง เพิ่มพลังปราณ ฝึกบำเพ็ญเพียร และเรียนรู้วิชาอาคมให้มากขึ้น…
พวกเราใช้เวลาเดินลงจากเนินเขาราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงถนนใหญ่
ที่นี่ค่อนข้างห่างไกลจนแม้แต่บริการรถโดยสารก็เรียกไม่ได้ เมื่อมาถึงถนน เราทำได้เพียงเดินไปตามทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองด้านล่าง
“ปี๊นๆ” เดินมาได้สักพัก ด้านหลังพลันมีเสียงแตรรถดังขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว พวกเราทั้งสามรีบเบี่ยงตัวไปยืนข้างทาง แล้วหันกลับไปมอง
เห็นรถยนต์สัญชาติจีนคันหนึ่งขับเข้ามา ก่อนจะชะลอความเร็วแล้วหยุดตรงหน้าพวกเรา
จากนั้นกระจกรถถูกเลื่อนลง เผยให้เห็นชายวัยกลางคนผมสั้นเกรียน
เมื่อเห็นเขา ผมรู้สึกคุ้นหน้าขึ้นมาทันที แต่กลับนึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร จึงได้แต่ยืนมองเขาอยู่ข้างทาง
เม่าจิ้งที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับจำเขาได้ในทันที “นักพรตเต๋าชุดเหลือง!”
เมื่อได้ยินชื่อ ผมก็นึกออกในทันทีว่าเขาเป็นหัวหน้าขบวนแห่ศพที่เราเห็นเมื่อสองวันก่อน
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงดูคุ้นหน้า
นักพรตเต๋าชุดเหลืองที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับรีบเปิดประตูรถแล้วก้าวลงมา จากนั้นประสานมือทำสัญลักษณ์ กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน “ขอให้มีสุขอันไพบูลย์!”
พวกเราสามคนเห็นดังนั้นก็ประสานมือทำสัญลักษณ์ตอบ “ขอให้มีสุขอันไพบูลย์!”
นักพรตเต๋าชุดเหลืองกล่าวขึ้นอีกครั้ง “พวกเราพบกันอีกแล้ว พวกคุณเพิ่งลงมาจากภูเขาใช่ไหม”
พวกเราพยักหน้ารับ
นักพรตเต๋าชุดเหลืองฟังแล้ว สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนถามต่อ “เมื่อครู่ตอนขับรถผ่านมา ฉันเห็นทิวทัศน์บนภูเขาแจ่มชัด ปราศจากหมอกควัน นกป่าขับขาน เมื่อสองวันก่อนพวกคุณขึ้นเขาไปจัดการกับสามวิญญาณอาฆาตงั้นเหรอ พวกมันถูกกำจัดไปแล้วใช่ไหม”
นักพรตเต๋าชุดเหลืองเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพราะมันคือความจริง
ผมจึงตอบกลับไปสั้นๆ “ใช่ พวกเราขึ้นเขาไปเพราะเรื่องนี้ พวกมันถูกกำจัดหมดแล้ว”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เม่าจิ้งและพานหลิงก็พยักหน้าเล็กน้อย
แต่เมื่อนักพรตเต๋าชุดเหลืองได้ยินกลับสูดลมหายใจลึก สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“พระเจ้าช่วย! พวกคุณกำจัดพวกมันได้จริงๆ ขอสอบถามว่าพวกคุณเป็นศิษย์สำนักไหน อายุน้อยขนาดนี้ แต่มีฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนัก” นักพรตเต๋าชุดเหลืองมองพวกเราด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยถามถึงที่มาของเรา