ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 222 กลับสู่ตัวเมืองกับผู้ร่วมเดินทาง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 222 กลับสู่ตัวเมืองกับผู้ร่วมเดินทาง
พวกเราสามคนฟังจบ เพียงแค่ยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ
ผมรู้สึกดีใจที่ความสามารถที่ฝึกฝนมานานไม่ได้สูญเปล่า
ยังไม่ทันที่เราจะได้ตอบอะไร นักพรตเต๋าชุดเหลืองก็พูดต่อทันที “จริงสิ ธรรมนามของฉันคือเจิ้งชี่ นามจริงจางเจิ้ง ฉันเป็นซินแสของหมู่บ้านอูเป่ยข่าน ละแวกนี้ ไม่ว่างานมงคลหรืองานอวมงคล ส่วนใหญ่ฉันเป็นคนจัดการ เหตุการณ์ประหลาดที่อูเป่ยข่าน ฉันก็เคยไปตรวจดูมาแล้ว น่าเสียดาย วิชาของฉันยังไม่แข็งแกร่งพอ รับมือกับมันไม่ได้
“วันนั้นฉันเร่งรีบนำโลงศพลงจากเขา เลยไม่มีโอกาสพูดคุยกับพวกคุณมากนัก ใครจะไปคิดว่า วันนี้ระหว่างขับรถเข้าเมืองจะบังเอิญพบพวกคุณที่นี่ ฉันจึงหยุดรถทักทาย
“คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าวิญญาณอาฆาตทั้งสามตนจะถูกพวกคุณกำจัด น่าทึ่งจริงๆ”
ขณะพูดเขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อก่อนจะหยิบนามบัตรออกมายื่นให้พวกเรา
ผมหยิบขึ้นมาดูแวบหนึ่ง
‘บริการจัดงานมงคลและงานอวมงคลครบวงจร สนใจติดต่อ จางเจิ้ง’
ดูจากนามบัตรแล้ว เขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำหน้าที่จัดงานมงคลและงานอวมงคล
คนแบบนี้มีอยู่แทบทุกหมู่บ้าน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีวิชาความรู้จริง เพียงแค่ทำตามธรรมเนียมแบบงูๆ ปลาๆ เท่านั้น หากเจอปัญหาหนักหนาสาหัส พวกเขาย่อมรับมือไม่ได้
แต่จางเจิ้งมองออกว่ามีวิญญาณอาฆาต และก่อนหน้านี้ก็เตือนพวกเรา เขาคงพอมีความสามารถอยู่บ้าง แต่คงไม่มากนัก
หลังจากเม่าจิ้งดูนามบัตรของเขาแล้วก็ไม่ได้ปิดบังที่มาของตัวเอง เขายกมือคารวะเล็กน้อยก่อนกล่าว “พวกผม ศิษย์พี่ศิษย์น้องล้วนเป็นศิษย์แห่งเขาชิงเฉิง ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ศาลฮวงจุ้ยเป่าซาน” พูดจบ เขาก็หยิบนามบัตรออกมายื่นให้จางเจิ้ง
การที่ผู้คนในสายอาชีพเดียวกันได้รู้จักและแลกเปลี่ยนกันนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่เดียวกัน อาจมีโอกาสแลกเปลี่ยนข่าวสารหรือช่วยเหลือกันในอนาคต
ผมกับเม่าจิ้งเองก็รู้จักกันเช่นนี้ เลยสนิทกันจนกลายเป็นเพื่อนเที่ยวด้วยกัน
เมื่อจางเจิ้งได้รับนามบัตร เขาก็ตื่นเต้น มองไปที่เม่าจิ้งและพานหลิงด้วยความประหลาดใจ
“เขาชิงเฉิง นั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋าเลยนะ! เมื่อสามปีก่อน ฉันยังเคยไปเที่ยวที่นั่นอยู่เลย กราบไหว้ภูเขา ดูฝายตูเจียง แต่เสียดายที่ฉันไปในฐานะนักท่องเที่ยว จึงไม่มีโอกาสได้สนทนาเต๋ากับเหล่านักพรตในอาราม น่าเสียดายจริงๆ”
เม่าจิ้งและพานหลิงเพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม
จากนั้นจางเจิ้งก็หันมามองผม
ผมไม่มีนามบัตร จึงเพียงยิ้มตอบก่อนพูดว่า “ผมไม่มีนามบัตร ชื่อเจียงหนิง ทำงานอยู่ที่ร้านอุปกรณ์ตกปลาดาวเด่น”
ใครจะคิดว่า พอผมพูดจบ สีหน้าของจางเจิ้งเปลี่ยนไปทันที เขาตกใจจนร้องออกมา “ร้าน…ร้านอุปกรณ์ตกปลาดาวเด่น?”
“ใช่! คุณรู้จักร้านของเราด้วยเหรอ” ผมเอ่ยถาม
จางเจิ้งถึงกับสูดลมหายใจลึกด้วยความตกใจ “ใช่…ใช่ร้านอุปกรณ์ตกปลาดาวเด่นที่ท่าเรืออวี๋จุ่ยหรือเปล่า”
ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักร้านจริงๆ ผมจึงพยักหน้าตอบ “ใช่แล้ว! อาจารย์ของผมคือซ่งเต๋อไฉ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อ อารมณ์ของจางเจิ้งก็เปลี่ยนไป เขาตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ “ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองซาน ซ่งเต๋อไฉ ธรรมนามซ่งซือโถว คุณเป็นศิษย์เอกของเขางั้นเหรอ”
จางเจิ้งตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ดูท่าว่าเขาจะเคยได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์ผมมาก่อน
ว่าไปแล้ว อาจารย์ของผมก็มีชื่อเสียงไม่น้อยในแวดวงนี้
ใครที่ทำงานเกี่ยวกับงานมงคลหรืองานอวมงคลในละแวกนี้ล้วนต้องเคยได้ยินชื่อของเขาไม่มากก็น้อย
ผมพยักหน้าตอบอีกครั้ง “ใช่แล้ว บางคนก็เรียกอาจารย์ของผมว่าซ่งซือโถว”
จางเจิ้งมองพวกเราด้วยความตื่นเต้น
“ไม่แปลกใจเลยที่พวกคุณอายุแค่นี้แต่กลับมากฝีมือ ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของซ่งซือโถว พวกคุณจะเข้าเมืองใช่ไหม ขึ้นรถมาสิ ฉันกำลังจะเข้าเมืองพอดี” จางเจิ้งตื่นเต้นจนชวนพวกเราขึ้นรถไปด้วยกัน
เรากำลังจะไปในเมืองอยู่แล้ว ถ้าเดินเท้าคงใช้เวลาสี่สิบนาทีเป็นอย่างน้อย (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“ตกลง งั้นต้องรบกวนคุณแล้ว”
“ไม่มีปัญหา เรื่องเล็กน้อย พวกเราเป็นคนในวงการเดียวกัน” จางเจิ้งรีบเชื้อเชิญพวกเราขึ้นรถ พวกเราจึงหยิบกระเป๋าอุปกรณ์ขึ้นมาแล้วก้าวขึ้นรถโดยไม่ลังเล
จางเจิ้งที่กำบังขับรถอยู่พูดขึ้นว่า “ปกติฉันดูฮวงจุ้ยอยู่ตามหมู่บ้านรอบๆ นี่แหละ บางครั้งก็ช่วยขับไล่วิญญาณเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ไม่ค่อยเข้าไปในตัวเมืองนัก แต่หลานชายฉันเรียนอยู่ในเมือง เวลาว่างๆ มักจะช่วยเพื่อนร่วมชั้นขับไล่สิ่งอัปมงคล ฝีมือเขาคงเทียบพวกคุณไม่ได้ แต่พวกคุณยังหนุ่มยังสาว วันหน้าฉันจะให้เขามาขอคำแนะนำจากพวกคุณบ้าง”
ผมกับเม่าจิ้งเพียงยิ้มรับ แต่ไม่ได้พูดอะไร
พานหลิงที่นั่งอยู่ด้านข้างกลับถามขึ้นด้วยความสงสัย “เขาเรียนที่ไหนเหรอ คนวัยเดียวกัน ทำอาชีพเดียวกัน อยู่ในที่เดียวกัน ทำความรู้จักกันไว้ก็ดีเหมือนกัน”
จางเจิ้งหัวเราะเบาๆ สองครั้ง ก่อนตอบ “หลานฉันชื่อจางอวี่เฉิน เรียนอาชีวศึกษาที่เขตเหนือ พอเขาได้รับประกาศนียบัตรแล้ว ฉันกะว่าจะให้เขากลับมาช่วยฉันจัดงานมงคลและงานอวมงคล เดี๋ยวฉันให้เขาแอดพวกคุณทางวีแชท จะได้เรียนรู้จากพวกคุณบ้าง”
ผมกับเม่าจิ้งไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก
มีเพียงพานหลิงที่นั่งเบาะข้างคนขับซึ่งยังคงมีพลังล้นเหลือ พูดคุยกับจางเจิ้งไปเรื่อยๆ ไม่หยุด
การได้พบกับเขาวันนี้ถือเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ เพราะว่าเส้นทางบนเขาสายนี้แทบไม่มีรถให้โบกเลยด้วยซ้ำ
เขามาปรากฏตัวบนถนนเส้นนี้ก็เพราะกำลังจะเข้าเมืองไปซื้อธูป เทียน และกระดาษเงินกระดาษทอง
ศพที่ถูกหามลงเขาเมื่อสองวันก่อนต้องทำพิธีกรรมเจ็ดวัน ตอนนี้เพิ่งผ่านมาได้สองวัน ช่วงเช้าเขาเลยแวะเข้าเมืองไปซื้อของ แต่ตอนขับรถผ่านหมู่บ้านอู่เป่ยข่าน เขาสังเกตเห็นว่าพลังอาฆาตหายไปแล้ว
เขานึกถึงตอนที่เจอพวกเราก่อนหน้านี้ ก็คาดเดาว่าสิ่งอัปมงคลที่นี่คงถูกกำจัดไปแล้ว และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะไม่นานหลังจากนั้น จางเจิ้งก็พบพวกเราที่กำลังเดินเท้าอยู่บนถนน
นี่ถือเป็นการพบกันโดยบังเอิญจริงๆ
ส่วนเรื่องหลานชายของเขา ผมกับเม่าจิ้งไม่ได้ใส่ใจนัก
ผ่านไปสักพัก พวกเราก็มาถึงตัวเมือง
ด้วยความเร่งรีบ จึงไม่ได้แวะกินอะไร เตรียมหารถเดินทางต่อทันที
จางเจิ้งเองก็ไม่ได้รีบไปไหน หลังจากจอดรถเสร็จ เขามาช่วยพวกเราหารถโดยสารทางไกล รถประจำทางจะออกตอนสิบโมงครึ่ง แต่พวกเราต้องรีบเดินทางจึงไม่สามารถรอได้
เขาเลยพาพวกเราไปขึ้นรถรับจ้างเถื่อน และยังช่วยต่อราคาให้ด้วย
ในฐานะที่จางเจิ้งเป็นซินแสที่มีชื่อเสียงในละแวกนี้ คนขับรถรับจ้างก็ให้เกียรติพอสมควร
ปกติเหมารถยกคันราคาประมาณเก้าร้อยหยวนรวมค่าผ่านทาง แต่เพราะจางเจิ้งช่วยต่อรองให้ พวกเราจึงจ่ายเพียงแปดร้อยหยวน ถือว่าคุ้มค่าพอสมควร
หลังจากขึ้นรถ เรากล่าวลาจางเจิ้ง แล้วออกเดินทางออกจากอูเป่ยข่าน
ถือว่าการพบเจอจางเจิ้งเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ระหว่างทาง
เมื่อคืนพวกเรานอนหลับกันน้อยมาก หลังจากขึ้นรถก็ค่อยๆ หลับไป
การเดินทางครั้งนี้กินเวลาราวสี่ชั่วโมงครึ่ง ช่วงแรกเป็นถนนคดเคี้ยวบนภูเขา แต่หลังจากขึ้นทางด่วนแล้ว การเดินทางก็ราบรื่นขึ้นมาก
เมื่อตื่นขึ้นมา รถก็ลงจากทางด่วนแล้ว
ผมดูเวลา พบว่าตอนนี้บ่ายนิดๆ บริเวณที่โดนตั๊กแตนกัดเริ่มบวมแดงและร้อนขึ้นอีกครั้ง คาดว่าดินกวนอิมคงหมดฤทธิ์แล้ว
ผมส่งข้อความหาอาจารย์ ถามว่าเขาอยู่ที่ไหน
อาจารย์บอกว่ากำลังเดินทางมา น่าจะถึงประมาณบ่ายสาม
เมื่อรู้ว่าอาจารย์จะกลับมาถึงในอีกไม่นาน ผมก็โล่งใจขึ้นมาก
ผ่านไปสิบกว่านาที พวกเราก็ถึงที่หมาย…