ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 29 เผยอดีต เผชิญหน้าความสูญเสีย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 29 เผยอดีต เผชิญหน้าความสูญเสีย
น้ำเสียงของคนขับรถบัสเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
ผมไม่เคยคิดเลยว่า คนขับคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับรถบัสสายลึกลับคันนั้น
เมื่อรู้ว่าคำถามของผมไปสะกิดบาดแผลในใจเขา ผมจึงไม่กล้าถามอะไรอีกต่อไป และกล่าวขอโทษออกไปว่า “ขอโทษนะครับพี่”
คนขับกลับยิ้มบางๆ ก่อนพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก จะขอโทษไปทำไม เรื่องจริงมันก็เป็นแบบนี้”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นปนเศร้า “ผ่านมาแล้วตั้งสิบกว่าปี ผมก็ยังอยากเจอสักครั้ง รถบัสสาย ‘330’ ทะเบียน JK7231 ที่ใครๆ เขาว่ากันว่าเฮี้ยน ต่อให้ต้องตาย ผมก็คิดว่าคุ้มค่า อย่างน้อยครอบครัวเราสามคนจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
คำพูดของเขาทำให้ผมสะเทือนใจลึกๆ กับความเจ็บปวดที่เขาแบกรับมานานแสนนาน…
คนขับรถบัสยังคงยิ้มและพูดเหมือนไม่ใส่ใจอะไร แต่แววตาของเขาชัดเจนว่ามีแต่ความคิดถึงและความหวังที่จะได้พบภรรยากับลูกอีกครั้ง
แม้ผมจะไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเขา ทั้งความเจ็บปวดในใจและความคิดถึงต่อครอบครัว
ครั้งหนึ่งผมเคยอ่านเจอข้อความบนอินเทอร์เน็ตว่า ‘ผีที่น่ากลัวสำหรับเรา อาจเป็นคนที่ใครบางคนคิดถึงสุดหัวใจ’
ตอนแรกผมแค่ถามเรื่องรถบัสสาย ‘330’ ทะเบียน JK7231 แบบไม่ได้คิดอะไร เพียงแค่อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับมัน แต่กลับไปกระตุ้นความทรงจำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของเขา
ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงสิ่งที่เจอเมื่อคืน แต่ลังเลอยู่นาน สุดท้ายผมก็พูดออกไปว่า
“พี่ครับ จริงๆ แล้ว…ผมเคยขึ้นรถคันนั้นมาก่อน และน่าจะเคยเห็นภรรยากับลูกของพี่ด้วย”
ผมคิดว่าการให้ความหวังคนอื่น ย่อมดีกว่าการทำให้เขาสิ้นหวัง
เมื่อคนขับได้ยินสิ่งที่ผมพูด สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อทันที เขาเงยหน้ามองกระจกหลัง มองตรงมาที่ผม
ผมตกใจจนรีบพูดขึ้นว่า “ระวังรถ!”
คนขับรถเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว เขาหันมองไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและหักพวงมาลัยอย่างแรง
เสียงเบรกที่แหลมบาดหูดัง “เอี๊ยด!” ตัวรถส่ายไปมา เกือบจะเหวี่ยงผมหลุดจากที่นั่ง
ผู้โดยสารสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังก็ตกใจจนตะโกนด่าคนขับ
“ขับรถยังไงเนี่ย!”
“ตกใจหมดเลย มองถนนหน่อยได้ไหม”
คนขับพยายามควบคุมรถให้กลับมาอยู่ในเส้นทาง ก่อนจะรีบหันไปขอโทษผู้โดยสารสองคนนั้นหลายครั้ง
จากนั้นเขาหันกลับมามองผมด้วยดวงตาเบิกกว้าง และถามด้วยความตื่นเต้นปนตกใจ “น้อง…น้องชาย นายเคยขึ้นรถบัสสาย ‘330’ เลขทะเบียน JK7231 จริงเหรอ”
ผมพยักหน้าช้าๆ “ใช่ครับ ผมขึ้นที่ถนนไท่หาง แล้วลงตรงประตูหลังของโรงพยาบาลเขตสาม”
ทันทีที่พูดจบ คนขับก็ถามต่อด้วยความกระวนกระวายว่า “แล้ว…แล้วนายเห็นผู้หญิงที่อุ้มเด็กไหม พวกเขานั่งอยู่แถวไหน ใส่เสื้อผ้าสีอะไร”
ผมรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นในน้ำเสียงของเขา
ผมนึกย้อนไปถึงตอนนั้น ผู้หญิงคนนั้นกำลังป้อนนมลูก และมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดนี้เอง ภาพนั้นยังชัดเจนในความทรงจำของผม
“นั่งใกล้กับที่นั่งคนขับครับ แถวที่สอง ตอนนั้นในรถมีผู้หญิงอุ้มเด็กอยู่คนเดียว เธอใส่ชุดกระโปรงสีขาว และขวดนมที่ใช้ป้อนลูกเป็นสีเหลือง”
ทันทีที่ผมพูดจบ คนขับก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อีกต่อไป น้ำตาไหลออกมาจนหยุดไม่ได้
รถจอดที่ป้ายหนึ่งพอดี หลังจากรถจอดสนิท ผู้โดยสารอีกสองคนลงไป ไม่มีใครขึ้นมาใหม่
ตอนนี้บนรถเหลือเพียงผมกับคนขับเท่านั้น
เขาฟุบหน้าลงบนพวงมาลัย ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “ฮือ…ฮือ…ใช่เธอจริงๆ ใช่พวกเธอจริงๆ วันนั้นผมเป็นคนไปส่งพวกเธอสองแม่ลูกขึ้นรถเอง ขวดนมนั่นก็เป็นผมที่ซื้อให้ลูกสาว”
เสียงสะอื้นและคำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความคิดถึง…
คนขับรถร้องไห้สะอึกสะอื้นสักพัก จากนั้นเขาก็หยิบกล่องกระดาษออกมาจากกล่องเก็บของข้างๆ
ท่าทางของเขาดูลุกลี้ลุกลน ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร จึงได้แต่นั่งมองอยู่ใกล้ๆ
แม้ว่าผมจะไม่เคยเป็นพ่อหรือสามี แต่ผมรับรู้ได้ถึงความคิดถึงอันลึกซึ้งของเขาที่มีต่อภรรยาและลูก
ผ่านไปสักพัก เขาก็ควานหาของบางอย่างในกล่องกระดาษอย่างรีบร้อน ก่อนจะหยิบขวดนมสีเหลืองออกมา
ขวดนั้นดูเก่ามาก มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด แต่ลักษณะและรูปร่างของมันเหมือนกับที่ผมเห็นบนรถบัสสายลึกลับไม่มีผิด
ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ใช่เลย ใช่ขวดแบบนี้แหละครับ!”
คนขับรถจับขวดนมไว้ในมือ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความเจ็บปวดว่า “นี่แหละ ขวดนมที่ผมเก็บกลับมาจากอ่างเก็บน้ำหลังเกิดเหตุ”
เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “หลายปีมานี้ผมพกมันติดตัวตลอด หวังว่าสักวันจะได้เจอพวกเขาอีก ถ้าเป็นอย่างนั้น ต่อให้ผมต้องตาย ก็ยอมอย่างเต็มใจ
“แต่มันผ่านมากว่าสิบปีแล้ว ผมได้ยินแต่คนพูดว่ารถบัสคันนั้นเคยปรากฏ แต่ไม่เคยเห็นเองเลย…น้องชาย ผม…ผมขอร้อง ช่วยผมหน่อยได้ไหม”
คนขับรถเบิกตากว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ช่วยเหรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัย ใจหนึ่งก็คิดว่าตัวเองยังเอาตัวไม่รอด แล้วจะไปช่วยอะไรเขาได้
คนขับรถพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจัง “ใช่ ผมเคยได้ยินมาว่า คนที่เคยขึ้นรถคันนั้น ไม่นานก็อาจจะได้เจออีก น้องชาย นายช่วยเอาขวดนมใบนี้ติดตัวไว้ ถ้าวันหนึ่ง นายมีโอกาสได้ขึ้นรถคันนั้นอีก นายช่วยบอกพวกเธอที ว่าผม…เฉาเมิ่ง…คิดถึงพวกเธอมาก…คิดถึงมากจริงๆ”
คำพูดไม่กี่คำของเขา แต่กลับติดขัดเหมือนจะพูดไม่ออกหลายครั้ง
จริงๆ แล้วผมไม่อยากรับ แต่เมื่อเห็นเขาเศร้าเสียใจขนาดนี้ และขวดนมใบนี้ก็เหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ยึดโยงชีวิตเขาไว้ เป็นทั้งความหวังและความฝังใจของเขา
สุดท้ายผมก็พยักหน้ารับปาก...
ช่วงนี้ผมโชคร้ายมาตลอด ออกจากบ้านก็เจอแต่ผีอยู่เรื่อย คิดไปคิดมาถ้าวันหนึ่งผมได้เจอรถบัสคันนั้นอีก บางทีอาจช่วยทำตามความปรารถนาของคนขับรถคนนี้ได้ และถือว่าเป็นการสร้างบุญกุศลให้ตัวเองด้วย
จู่ๆ ก็มีเสียงบีบแตรดังมาจากด้านหลัง เป็นรถบัสคันอื่นที่กำลังจะเข้าป้าย
รถคันที่เรานั่งจอดอยู่นานพอสมควรแล้ว คนขับจึงรีบสตาร์ตรถและขับออกจากป้าย
ในขณะที่เขาขับรถไป เขาหันมาถามผมว่าจะไปที่ไหน และบอกว่าผมเคยขึ้นรถบัสสาย ‘330’ มาก่อน นั่นอาจหมายความว่าช่วงนี้โชคของผมคงไม่ดีนัก เขาเตือนให้ผมระวังตัว และอย่าไปในที่อันตราย
เขาพูดถูกทีเดียว ช่วงนี้ผมโชคไม่ดีจริงๆ เจอแต่เรื่องเหนือธรรมชาติ
คิดไปก็ได้แต่ยิ้ม แล้วตอบกลับเขาว่า ผมแค่โชคไม่ดีนัก มีสิ่งไม่สะอาดตามติด และตอนนี้กำลังไปหาคนช่วยจัดการ
เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น ก็ถามทันทีว่าผมกำลังจะไปท่าเรืออวี๋จุ่ยเพื่อหาคนเก็บศพที่ชื่อซ่งเต๋อไฉหรือเปล่า
ผมตาโตทันทีด้วยความสนใจ “พี่รู้จักเขาเหรอครับ”
คนขับพยักหน้าและตอบว่า “รู้จักสิ เมื่อครั้งที่ภรรยากับลูกของผมเสียชีวิต ไม่มีใครสามารถเก็บศพขึ้นจากน้ำได้เลย นักประดาน้ำลงไปถึงสี่ห้าคน แต่ก็ต้องลอยขึ้นมาเพราะเจอเหตุการณ์แปลกๆ กันหมด แม้แต่จะใช้รถเครนยกตัวรถขึ้นมาก็ยังไม่ได้”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า “ศพของพวกเขาถูกแช่อยู่ในน้ำถึงสามวันสามคืน…
“ครอบครัวของผู้เสียชีวิตกว่าสิบครอบครัวเฝ้าอยู่ที่อ่างเก็บน้ำ ร้องไห้กันสามวันสามคืน เช้าเย็นก็เผากระดาษไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ เพื่ออ้อนวอนให้ช่วยพวกเขากลับมา มีคนพูดกันว่าเทพเจ้าที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำถูกทำให้โกรธ จึงได้กักขังพวกเขาไว้
“ท้ายที่สุด เรื่องราวก็ลุกลามใหญ่โตจนต้องเชิญซ่งเต๋อไฉ คนเก็บศพไปช่วย ตอนแรกเห็นเขาดูผอมดำ ไม่เหมือนปรมาจารย์อะไรเลย แต่หลังจากเขาเดินวนรอบอ่างเก็บน้ำสองรอบ ศพของผู้เสียชีวิตก็ลอยขึ้นมาทีละศพ ทุกศพล้วนลอยขึ้นมาด้วยท่าคว่ำหน้า
“ซ่งเต๋อไฉกระโดดลงน้ำไป ใช้มือเปล่าลากศพขึ้นฝั่งทีละร่าง จนสุดท้ายรถบัสก็ถูกดึงขึ้นมาด้วยเครนได้สำเร็จ
“หลายปีมานี้ ผมพยายามไปหาซ่งเต๋อไฉหลายครั้ง อยากจะขอให้เขาช่วยให้ผมได้พบภรรยาและลูกอีกครั้ง แต่เขาแปลกมาก ทุกครั้งที่ผมไปหา ก็ถูกปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง…”