ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 30 นักตกปลาผู้แปลกประหลาด
คนที่ลุงอวี๋แนะนำให้ผมไปหานั้นคือซ่งเต๋อไฉ และยังเป็นศิษย์พี่ของลุงอวี๋เอง ดังนั้นไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเขาต้องมีฝีมือจริง
แต่ทำไมคนขับรถถึงโดนปฏิเสธทุกครั้งกันล่ะ หรือว่าเงื่อนไขการขอความช่วยเหลือจากเขาจะสูงเกินไป
ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกกังวล จึงถามขึ้นว่า
“พี่เฉา ทำไมทุกครั้งที่พี่ไปถึงโดนปฏิเสธล่ะครับ หรือว่าปรมาจารย์คนนั้นมีเงื่อนไขสูงมาก”
เฉาเมิ่งถอนหายใจก่อนตอบ “ไม่ใช่ว่าเงื่อนไขสูงอะไรหรอก ก็แค่นิสัยของเขาแปลกสุดๆ แล้วก็ขี้โมโหมาก
“ครั้งแรกที่ผมไปหา เขาบอกว่าผมรบกวนเวลาตกปลา แล้วยังเหยียบเงาของเขาอีก บอกว่าคนกับผีเดินคนละเส้นทางเลยไม่ช่วยผม ถึงจะพูดจนปากแทบฉีกก็ไม่มีประโยชน์”
“ตกปลา? เงา?” ผมงงไปชั่วครู่
เฉาเมิ่งพยักหน้า “ใช่ เขาเป็นนักตกปลาที่ขึ้นชื่อเรื่องหมกมุ่นกับการตกปลา แต่ฝีมือแย่มาก ตกปลาไม่ได้ก็โทษนั่นโทษนี่”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ฝีมือเขาดีจริง แต่เป็นคนที่มีนิสัยประหลาดมาก ผมเองพยายามไปหาเขาหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนเริ่มพอจะจับทางได้บ้าง ถ้านายจะไปหาเขา อย่าไปตอนเขากำลังตกปลา หรือไม่ก็รอให้เขาตกปลาได้แล้วค่อยเข้าไป
“ยังไงก็เถอะ ถ้าเขากำลังตกปลา นายอย่าได้เข้าไปพูดคุยเด็ดขาด ถ้านายทำแบบนั้น เขาไม่มีทางช่วยนายแน่นอน”
ไม่แปลกใจเลยที่ก่อนจากมาลุงอวี๋เตือนผมเป็นพิเศษว่า ศิษย์พี่ของเขามีนิสัยประหลาด และผมมีโอกาสสูงที่จะโดนปฏิเสธ
ระหว่างที่ผมกำลังคิดอยู่ เฉาเมิ่งก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “น้องชาย ผมรู้จักเขาดี ท่าเรืออวี๋จุ่ยก็เป็นป้ายสุดท้ายของสายนี้พอดี ไหนๆ นายก็ช่วยผมแล้ว เดี๋ยวผมจะจอดรถและพาไปหาเขาเอง จะได้ชี้ให้ถูกตัว หวังว่าเขาจะช่วยนายได้นะ…”
มีคนพาไปย่อมดีกว่า เพราะผมเองก็ไม่รู้จักเขาอยู่แล้ว ผมจึงพยักหน้าตกลง
ระหว่างทาง เฉาเมิ่งไม่ได้ถามว่าผมเจอเรื่องอะไรมา เขาแค่คอยเตือนว่า ซ่งเต๋อไฉมีนิสัยประหลาดมาก เช่น ห้ามเหยียบเงาของเขา ห้ามทำปลาที่เขาตกหลุดจากเบ็ด และห้ามพูดคำต้องห้ามอย่าง ‘มือเปล่า’ หรือ ‘ปลาตาย’
ดูเหมือนจะมีข้อห้ามหลายอย่าง และหากทำผิดเพียงข้อเดียว ซ่งเต๋อไฉจะโกรธจัด และอาจถึงขั้นลงไม้ลงมือ
แต่ในเมื่อผมต้องการให้เขาช่วยชีวิต เรื่องพวกนี้ผมจึงจำไว้ทั้งหมด
หลังจากเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงป้ายปลายทาง ป้ายอวี๋จุ่ย
สถานที่นี้เป็นบริเวณที่แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน จึงเรียกว่าท่าเรืออวี๋จุ่ย (ปากปลา)
ป้ายอวี๋จุ่ยห่างจากท่าเรืออวี๋จุ่ยเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ไม่ไกลมากนัก
หลังจากจอดรถเสร็จ เฉาเมิ่งก็รีบพาผมเดินไปยังท่าเรือ
บริเวณนี้ค่อนข้างเปลี่ยว แทบจะอยู่ชานเมือง ถนนหนทางจึงไม่มีคนเดินพลุกพล่านหรือรถสัญจรมากนัก
ไม่นานเราก็เดินมาถึงท่าเรือ
ท่าเรือแห่งนี้ไม่ใช่ท่าเรือสินค้าขนาดใหญ่ แต่เป็นท่าเรือเก่า มีเรือข้ามฟากลำหนึ่งจอดอยู่ริมฝั่ง
บริเวณริมท่าเรือมีคนตกปลาอยู่กระจัดกระจายประมาณยี่สิบถึงสามสิบคน ส่วนใหญ่กางร่มกันแดดไว้ข้างตัว
มีทั้งคนที่ตกปลาด้วยเบ็ดเพียงคันเดียว และบางคนใช้เบ็ดหลายคันพร้อมกัน
เรายืนอยู่บริเวณสูงเหนือท่าเรือ มองลงไปด้านล่าง
แม้จะอยู่ไกลพอสมควร แต่เฉาเมิ่งกลับชี้ไปยังชายชราที่เรียงเบ็ดตกปลาถึงเจ็ดแปดคัน พร้อมพูดว่า
“นั่น คนผอมดำตรงนั้นที่ด้านหน้ามีเบ็ดเจ็ดแปดคัน กำลังทะเลาะกับชายอ้วนข้างๆ นั่นแหละ ซ่งเต๋อไฉ”
ผมหรี่ตามองไปตามที่เฉาเมิ่งบอก เห็นชายชราผอมดำคนหนึ่งจริงๆ เขากำลังทะเลาะกับชายร่างท้วมข้างๆ อย่างดุเดือด
เสียงทะเลาะกันนั้นฟังไม่ชัดนักว่าพูดถึงเรื่องอะไร แต่คำด่าที่เป็นเหมือน ‘ศิลปะประจำชาติ’ กลับได้ยินชัดเจนหลายประโยค
คำด่าที่หลุดออกมาแต่ละคำเรียกได้ว่า ‘จัดจ้าน’ ทีเดียว
นี่แหละศิษย์พี่ของลุงอวี๋ ผู้เก็บศพ ซ่งเต๋อไฉ ปรมาจารย์ตัวจริง
เพียงแต่ไม่คิดเลยว่าการเจอเขาครั้งแรก จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศ ‘สุดเผ็ดร้อน’ เช่นนี้
เฉาเมิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วน “อย่าดูถูกเขาไป ถึงจะเป็นแบบนี้ แต่เขามีฝีมือจริงๆ ศพที่ไม่มีใครเก็บได้ เขาจัดการได้หมด ชื่อเสียงของเขาดังมาก คนแถวนี้เรียกเขาว่า ‘ซ่งซือโถว’ หมายถึง ‘หัวหน้าศพ’ นั่นแหละ แต่เขาเป็นคนที่นิสัยประหลาดและอารมณ์ร้อนหน่อย”
ผมพยักหน้ารับและจดจำหน้าตาของเขาไว้
เฉาเมิ่งพูดต่อ “งั้นผมไม่เดินไปกับนายแล้ว ถ้าเขาเห็นว่าผมมากับนาย เขาคงไม่ช่วยนายแน่ จำที่ผมบอกไว้ อย่าเข้าไปคุยกับเขาตอนเขากำลังตกปลา และอย่าเหยียบเงาของเขา”
“รับทราบครับพี่เฉา ขอบคุณมาก” ผมตอบอย่างนอบน้อมแล้วเตรียมตัวเดินเข้าไปหาซ่งเต๋อไฉด้วยตัวเอง…
เฉาเมิ่งพยักหน้ารับก่อนหันหลังเดินจากไป
หลังจากเฉาเมิ่งจากไป ผมก็นั่งรออยู่ที่ท่าเรือ
ผมไม่กล้าเดินเข้าไป เพราะตามที่เฉาเมิ่งบอก ซ่งเต๋อไฉเกลียดการถูกขัดจังหวะเวลาตกปลา ดังนั้นผมจึงไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
เห็นว่ายังเช้าอยู่ ผมเลยหามุมร่มๆ ที่ท่าเรือเพื่อนั่งรอ ระหว่างนั้นผมสังเกตว่า ซ่งซือโถวหรือหัวหน้าศพคนนี้ ท่าทางจะไม่กลัวแดดเลย อากาศร้อนขนาดนี้ คนอื่นล้วนกางร่มกันแดด มีเพียงเขาคนเดียวที่นั่งตากแดดตกปลา
เขาตกปลาตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย พอหิวก็แค่หยิบหมั่นโถวสองลูกขึ้นมากิน
ผมไม่เห็นเขาลุกออกจากจุดที่ตกปลาเลยสักครั้ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้ผอมและดำแบบนี้
ที่สำคัญ ถ้าใครทำเสียงดังแถวๆ นั้น เขาจะหันไปตะโกนด่าคนนั้นทันที นักตกปลารอบๆ เลยพากันอยู่ห่างจากเขา
คนอื่นๆ อย่างน้อยก็ยังมีปลาติดเบ็ดกันบ้าง ทว่าซ่งซือโถวที่มีเบ็ดตั้งเจ็ดแปดคันกลับไม่มีวี่แววว่าจะได้ปลาเลย
ผมเองก็ได้แต่นั่งอยู่ท่าเรือ รอโอกาสที่จะเข้าไปหา คิดว่าคงต้องรอให้เขาตกปลาเสร็จ หรือรอให้เขาตกปลาได้เสียก่อนถึงจะเข้าไปได้ ผมนั่งรอแล้วรอเล่า ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น แม้จะง่วงแค่ไหน ผมก็ไม่กล้าหลับ…
ผมคอยสังเกตเขาตลอดเวลา เพราะถ้าจะเอาชีวิตรอด ผมต้องหาจังหวะที่เหมาะสมให้ได้ ถ้าเผลอหลับแล้วพลาดโอกาสไป คืนนี้ผมคงไม่รอดแน่ แม้จะทั้งเหนื่อยทั้งง่วง แต่ผมก็เดินออกไปไม่ได้
พอเห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเก็บของกลับบ้าน ผมก็เริ่มอยู่ไม่สุข
ผมเดินวนเวียนอยู่ไม่ไกลด้านหลังเขา พร้อมทั้งอธิษฐานในใจให้เขาโชคดีตกปลาได้ หรืออย่างน้อยก็เก็บเบ็ดกลับบ้าน
แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียง “ซ่า!”
ชายชราคนนั้นดึงคันเบ็ดขึ้นมาทันที พร้อมตะโกนด้วยความตื่นเต้น “ฮ่าๆ! ในที่สุดก็ติดเบ็ด! ติดเบ็ดแล้ว!”
เขาดูดีใจมาก
นักตกปลารอบๆ พากันชะโงกหน้ามาดู
แต่เพียงเสี้ยววินาที ก็มีเสียง “ผึง!”
สายเบ็ดขาด
เสียงหัวเราะ “หึๆๆ” ดังขึ้นจากนักตกปลาคนอื่นๆ
ชายชราหันไปมองพวกเขาด้วยแววตาโกรธจัด ก่อนจะตะโกนด่าเสียงดัง “พวกแกหัวเราะอะไรกัน! เสนียดซะจริง!”
นักตกปลาคนอื่นดูเหมือนจะรู้ว่าเขาเป็นคนขี้โมโห เลยพากันเบือนหน้าหนีไม่อยากยุ่ง
ชายชรายังคงบ่นอุบพลางใส่เหยื่อใหม่ในเบ็ด “ซวยชะมัด กว่าจะติดเบ็ดที ยังมาเสียไปอีก!”
แต่จู่ๆ ผมสังเกตเห็นว่าคันเบ็ดอีกคันของเขากำลังขยับ แต่ซ่งซือโถวที่กำลังนั่งยองๆ มัดเบ็ดอยู่นั้นกลับไม่เห็น
ผมรีบร้องเตือน “คุณลุงครับ! ปลา…ปลาติดเบ็ดแล้ว!”
ซ่งซือโถวเงยหน้าขึ้นมามองผมทันที เมื่อเขาสบตากับผม กลับดูนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้รีบไปหยิบคันเบ็ดที่ติดปลา กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนหรี่ตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสีหน้าแปลกใจ
ผมเห็นว่าเขายังไม่ขยับตัว จึงพูดซ้ำ “คุณลุงครับ ปลาติดเบ็ดแล้ว!”
เมื่อได้ยินผมพูดอีกครั้ง เขาก็เหมือนเพิ่งได้สติ ก่อนจะหันกลับไปจับคันเบ็ดที่ติดปลา
ในขณะที่กำลังดึงเบ็ด เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ โดยไม่หันมามองผม “เด็กหนุ่ม โชคดีไม่เลวเลยนะ ถ้าอยากรอดชีวิต คืนนี้นายต้องอยู่ตกปลากับฉัน แต่ถ้าอยากตาย ก็ไปซะเถอะ!”