ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 35 นายเป็นคนเขียน สี่แยกส่งวิญญาณ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 35 นายเป็นคนเขียน สี่แยกส่งวิญญาณ
พอได้ยินอาจารย์ซ่งพูดแบบนั้น ผมก็ชะงักไปทันที ให้ผมเขียนงั้นเหรอ ผมหันไปมองเขาด้วยความไม่อยากเชื่อ “ผม…ผมต้องเขียนเองเหรอ”
อาจารย์ซ่งตอบแบบไม่ใส่ใจ “ก็ใช่น่ะสิ นายต้องการต่อชะตาตัวเอง นี่มันเรื่องของนาย ถ้าฉันเป็นคนเขียน งั้นพรก็ต้องตกเป็นของฉันน่ะสิ”
พอได้ยินแบบนี้ ผมก็รีบพยักหน้า ถึงจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เพื่อเอาตัวรอด ผมก็ต้องลองดูสักตั้ง “ได้ครับ!”
ผมหันไปถามจางเฉียงทันที “จางเฉียง บ้านนายอยู่ที่ไหน”
ระหว่างพูด ผมก็เปิดถุงผ้าสีเหลืองออก ภายในนั้นมีแผ่นกระดาษสีเหลือง พู่กัน แท่นฝนหมึก เชือกตีแนว และผงชาดอยู่ครบชุด
ผมหยิบแท่นฝนหมึกออกมา เทน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วเริ่มฝนหมึกตามที่อาจารย์ซ่งบอก จากนั้นเขาก็ให้ผมเติมผงชาดลงไปในหมึกด้วย เสร็จแล้ว ผมทำตามคำแนะนำ หยิบพู่กันจุ่มหมึกชาด แล้วเขียนวันเดือนปีเกิดและที่อยู่ของจางเฉียงลงบนกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่ง
เมื่อเขียนเสร็จ ผมยื่นให้อาจารย์ซ่งตรวจดู เขาไม่แตะกระดาษ แค่มองผ่านตาเดียวแล้วพยักหน้า “เขียนได้ไม่เลว เผากระดาษนี่แล้วจุดธูปซะ จางเฉียงก็จะกลับบ้านได้แล้ว”
พูดจบ เขาหันไปบอกจางเฉียงต่อว่า “พอกลับไปถึงบ้าน แกแค่รอให้พ่อแม่หลับก่อน จากนั้นยืนข้างๆ พวกเขา ผู้ชายยืนซ้าย ผู้หญิงยืนขวา กระซิบที่ข้างหูพวกเขาว่ากลับมาแล้ว แกก็จะเข้าฝันพวกเขาได้ชั่วครู่ บอกลาครอบครัวให้เรียบร้อยล่ะ โอกาสมีแค่ครั้งเดียว และเวลาไม่นานนัก ใช้มันให้ดีๆ”
จางเฉียงฟังแล้วน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้ง
จางเฉียงหันไปก้มหัวไหว้อาจารย์ซ่ง ขอบคุณไม่หยุด ผมหยิบธูปยาวออกมาจากถุงผ้าเหลือง จุดไฟแล้วปักลงไปในร่องหิน จางเฉียงโน้มตัวไปสูดควันธูปเข้าลึกๆ สีหน้าดูโล่งใจและสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นผมก็เผากระดาษสีเหลืองที่เขียนไว้ต่อหน้าจางเฉียง เปลวไฟที่ลุกขึ้นมามีสีเขียววาบ เผาไหม้จนหมดในชั่วพริบตา กลายเป็นเถ้าถ่านไปทันที
หลังจากกระดาษสีเหลืองมอดไหม้ จางเฉียงก็มองไปรอบๆ อย่างสับสน ก่อนจะชี้ไปทางหนึ่งด้วยความตื่นเต้น “ที่นี่…ที่นี่คือท่าเรืออวี๋จุ่ย บ้านผม…อยู่ทางนั้น ผมรู้แล้วว่ากลับยังไง ผมรู้แล้ว!”
“กลับไปซะ แล้วรีบกลับมาภายในสองชั่วยาม[1]“ อาจารย์ซ่งเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
จางเฉียงหันมาพยักหน้าขอบคุณอีกครั้ง “ขอบคุณอาจารย์ซ่ง ขอบคุณนะ เจียงหนิง ฉัน…ฉันกลับบ้านก่อนนะ”
“ไปเถอะ ฉันจะรอนายอยู่ตรงนี้”
ผมมองดูจางเฉียงวิ่งออกไป แม้ท่าทางของเขายังคงแปลกประหลาด เพราะยังยืนเขย่งปลายเท้า แต่เมื่อเข้าใจถึงสาเหตุของการกระทำทั้งหมด ผมก็ไม่ได้โกรธเขาอีกต่อไป
จางเฉียงเป็นวิญญาณที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ ความตายที่ไม่สมควรทำให้เขาถูกความอาฆาตและความไม่สงบกัดกินจนไร้ซึ่งสติ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไร เพียงแค่ทำตามความทรงจำสุดท้ายที่อาจารย์เฉินบอกเขาว่าให้ไปตามหาผม และเพราะความยึดติดนั้นเขาจึงตามรังควานผมอยู่หลายวัน
“นายดูธูปไว้ อย่าให้ดับ จนกว่าไอ้หมอนั่นจะกลับมา” อาจารย์ซ่งหันมาสั่งผมเสียงเรียบ ผมรีบตอบรับทันที “รับทราบครับอาจารย์ซ่ง”
พูดจบ อาจารย์ซ่งก็ไม่สนใจผมอีก เขาหยิบคันเบ็ดเดินไปนั่งที่ริมท่าเรือเหมือนเดิม แล้วเริ่มตกปลาอย่างใจเย็น ส่วนผมได้แต่นั่งเฝ้าธูปที่ปักไว้ในร่องหิน มองควันสีเทาที่ลอยขึ้นอย่างเงียบๆ
เมื่อผมได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ผมก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นพนักงานส่งอาหารที่สวมเสื้อสีเหลืองกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ด้วยท่าทางรีบร้อน พอเห็นเขา ผมก็รู้สึกใจหายวาบทันที
สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือภาพชายในชุดเหลืองที่เคยช่วยชีวิตผมไว้เมื่อคืน ไม่รู้ว่าเงาร่างสีเหลืองที่ผมเห็นแค่แวบเดียวพร้อมเสียงไก่ขันตอนนั้น เป็นฝีมือของเขาหรือเปล่า
ในใจผมกำลังคิดฟุ้งซ่าน แต่เมื่อมองใกล้ๆ ก็พบว่าพนักงานส่งอาหารคนนี้เป็นคนเป็นๆ ไม่ใช่ผี เขาถือถุงอาหารไว้ในมือ พอเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ถามเสียงดังว่า
“ใครคือ ซ่งเต๋อไฉ ครับ”
ผมหันไปมองอาจารย์ซ่งที่ยังนั่งตกปลาอยู่ เขายกมือขึ้นเรียกชายคนนั้นแบบไม่รีบร้อน พร้อมตอบสั้นๆ
“ทางนี้!”
อาจารย์ซ่งไม่หันกลับมามอง เพียงแค่ยกมือขึ้นและตอบรับเบาๆ
เด็กส่งอาหารถือถุงเดินไปข้างหน้าอย่างรีบร้อน ตอนที่ผ่านหน้าผม เขามองผมด้วยท่าทางแปลกใจ เมื่อเห็นผมนั่งเฝ้าก้านธูปยาวอยู่นิ่งๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร พอส่งอาหารให้อาจารย์ซ่งเสร็จ เขาก็รีบวิ่งออกไปทันที
อาจารย์ซ่งนั่งกินอาหารไปพลาง ตกปลาไปพลาง กลิ่นหอมจากอาหารลอยมาทำเอาผมรู้สึกหิวจนท้องร้องไม่หยุด
อาจารย์ซ่งกินไปได้สองสามคำ ก็หันมาพูดกับผมว่า “ยังมีข้าวอีกกล่องหนึ่ง เอาไปกินซะสิ!”
ผมถึงกับประหลาดใจ ไม่คิดว่าอาจารย์ซ่งจะสั่งอาหารไว้ให้ผมด้วย คนแก่ที่ดูนิสัยแปลกๆ นี่จริงๆ แล้วก็ยังมีน้ำใจอยู่เหมือนกัน
ผมทั้งหิวทั้งเหนื่อย ได้ยินแบบนี้ก็ไม่รอช้า รีบตอบกลับไปว่า “ขอบคุณครับ อาจารย์ซ่ง!”
ผมก้าวไปข้างหน้าสองก้าว หยิบกล่องอาหารขึ้นมา เป็นข้าวหน้าหมูตุ๋น ผมตักเข้าปากคำแล้วคำเล่า กินจนหมดอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังรู้สึกแค่อิ่มท้องไปครึ่งเดียว
พอกินเสร็จ ก็รู้สึกได้ถึงลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง พร้อมกับธูปตรงหน้าที่จู่ๆ ก็สว่างวูบไหวผิดปกติ
ยังไม่ทันได้ตอบสนองอะไร เสียงของจางเฉียงก็ดังมาจากด้านหลัง “เจียงหนิง ฉันกลับมาแล้ว…”
ได้ยินเสียงจางเฉียง ผมถึงได้โล่งใจ พอหันกลับไป ก็เห็นเขายังคงเดินด้วยท่าทางแปลกๆ เหมือนเดิม ค่อยๆ ย่องมาทางนี้ทีละนิด
“จางเฉียง!” ผมลุกขึ้นเรียกเขาเสียงดัง
จางเฉียงเดินมาหยุดตรงหน้าผม ก่อนจะหันไปโค้งคำนับให้อาจารย์ซ่งด้วยท่าทางเคารพ แล้วพูดขึ้นว่า “ขอบคุณอาจารย์ซ่งครับ ผมกลับไปที่บ้านมาแล้ว และก็ได้เจอพ่อแม่ในความฝัน บอกลาพวกเขาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมสามารถไปอย่างสบายใจได้แล้วครับ”
อาจารย์ซ่งยังคงนั่งหันหลังให้พวกเรา ตกปลาอยู่ตามเดิม เขาไม่ได้ตอบกลับโดยตรง แต่พูดขึ้นเบาๆ ว่า…”เสี่ยวเจียง นายเอาธูปนั่นไปปักที่สี่แยก แล้วท่องว่า ‘ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน ผู้ล่วงลับเดินทางสู่ปรภพ’ จากนั้นเอ่ยชื่อเขา จบด้วย ‘จงไปสู่สัมปรายภพ’ แล้วบอกให้เขาเดินไปทางทิศตะวันตก เพียงเท่านี้เขาก็ไปได้แล้ว…”
ผมจดจำคำพูดของอาจารย์ซ่งไว้อย่างขึ้นใจ ก่อนจะหยิบธูปที่เผาไปได้เพียงหนึ่งส่วนสามขึ้นมาจากพื้น แล้วตอบกลับไปว่า “เข้าใจแล้วครับ ผมจะไปส่งจางเฉียงเดี๋ยวนี้”
จางเฉียงก้มโค้งคำนับให้อาจารย์ซ่งอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามผมออกไป ผมพาจางเฉียงมุ่งหน้าไปยังสี่แยกที่อยู่ด้านนอกของท่าเรือ ตรงนั้นเหมาะจะส่งเขาไปพอดี
ระหว่างทางเราสองคนต่างก็เงียบสนิท ไม่มีใครพูดอะไร แต่พอเดินไปได้ครึ่งทาง จางเฉียงกลับเอ่ยขึ้นมาว่า “ขอโทษนะ เจียงหนิง”
เขาหยุดเดินแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด “ตอนกลับไป ฉันก็จำอะไรได้มากขึ้น…จำได้ว่าฉันเกือบจะทำร้ายนาย แล้วก็ทำให้ลุงคนนั้นเดือดร้อนด้วย นายช่วยไปขอโทษลุงเขาแทนฉันด้วยนะ ตอนนั้นฉันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ …”
เห็นจางเฉียงที่ฟื้นคืนสติและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ผมก็ยิ้มออกมาเบาๆ เพราะสุดท้ายแล้วเราอยู่หอเดียวกันมาตั้งสามปี แต่ตอนนี้กลับต้องพรากจากกันด้วยความเป็นกับความตาย
สิ่งที่เขาทำก่อนหน้านี้ ก็ไม่ใช่ความตั้งใจของเขาเอง แต่เป็นเพราะความอาฆาตที่มาพร้อมกับการตายอย่างไม่สงบจนทำให้เขาขาดสติไป
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าคิดอะไรมากเลย เดี๋ยวฉันจะบอกลุงให้”
จางเฉียงพยักหน้าให้ผมอย่างขอบคุณ พวกเราคุยกันไปเรื่อยๆ ระหว่างทางแบบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ธูปใกล้จะดับแล้ว เราก็ไม่อาจเสียเวลาไปมากกว่านี้ได้
เมื่อมาถึงสี่แยก ผมก็ทำตามที่อาจารย์ซ่งบอก ปักธูปลงที่พื้นให้เรียบร้อย
จางเฉียงหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับเอ่ยคำลาว่า “เจียงหนิง ฉันไปละนะ จะรอนายอยู่ข้างล่าง”
คำพูดนั้นเล่นเอาผมแทบจะหลุดด่าออกมา ไอ้หมอนี่ กำลังแช่งให้ผมตายหรือไง
จางเฉียงเห็นผมกลอกตาใส่ ก็รีบหัวเราะแก้เก้อ ก่อนพูดว่า “ล้อเล่นน่ะ นายลงมาช้าหน่อยก็ได้ ฉันไปละ”
พวกเราชนหมัดกันเบาๆ ก่อนที่จางเฉียงจะเดินไปทางทิศตะวันตก ผมยืนมองเขาและเอ่ยตามที่อาจารย์ซ่งบอกไว้
“ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน ผู้ล่วงลับเดินทางสู่ปรภพ จางเฉียง จงไปสู่สัมปรายภพ”
สิ้นคำพูด ลมเย็นยะเยือกก็พัดมาที่สี่แยกนั้น ลมพัดจากทิศตะวันตกราวกับจะพาจางเฉียงจากไป
แต่ก่อนที่เขาจะลับตาไป จางเฉียงกลับหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมตะโกนบอกว่า
“เจียงหนิง ตอนที่ฉันกลับมา ฉันได้ยินเสียงอาจารย์เฉินแว่วๆ อีกครั้ง เขายังบอกให้ฉันรีบพานายกลับไปที่ห้องชันสูตร นายต้องระวังให้ดีนะ! เขาอาจจะมาหานายก็ได้ จำไว้ให้ดีล่ะ…”
พูดจบ ลมก็ยิ่งพัดแรงขึ้น ร่างของจางเฉียงค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับเสียงของเขาที่ค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ แม้เขาจะเดินไปแค่ไม่กี่ก้าว แต่กลับรู้สึกเหมือนห่างไกลออกไปจนสุดลูกหูลูกตา เสียงของเขาเบาจนผมแทบไม่ได้ยินอีกต่อไป…
[1] ชั่วยาม เป็นหน่วยนับเวลาแบบจีนโบราณ หนึ่งชั่วยามเทียบเท่าสองชั่วโมงในปัจจุบัน