ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 36 ดวงไม่ดี เกิดมาเพื่อกินข้าวคนตาย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 36 ดวงไม่ดี เกิดมาเพื่อกินข้าวคนตาย
ผมยืนอยู่ที่สี่แยก มองไปยังทิศทางที่จางเฉียงหายไป รู้สึกได้ถึงสายลมเย็นๆ ที่พัดผ่าน ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด แต่ก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาหน่อย
ผมไม่ได้ใส่ใจกับลมที่พัดผ่านมากนัก แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงคำพูดสุดท้ายที่จางเฉียงทิ้งไว้ก่อนจากไป
‘อาจารย์เฉินยังคงตามหา และอาจจะมาหาผมด้วยตัวเอง’
ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที แต่พอคิดถึงอาจารย์ซ่งที่อยู่ข้างหลังผม ซึ่งจัดการกับจางเฉียงได้อย่างง่ายดาย
ในเมื่อเขาจัดการกับผีจมน้ำอย่างจางเฉียงได้ ผมเชื่อว่าเขาน่าจะจัดการกับวิญญาณของอาจารย์เฉินที่จมน้ำตายในบ่อเก็บศพได้เหมือนกัน
ผมหันไปยังทิศที่จางเฉียงหายไป และพูดกับความว่างเปล่าเบาๆ ว่า “ฉันจะจำไว้ นายเดินทางปลอดภัยนะ”
หลังจากพูดจบ ผมก็ไม่รอช้า รีบเดินกลับไปยังริมท่าเรือ
อาจารย์ซ่งยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือถือคันเบ็ดราวกับโลกทั้งใบมีแค่เขาและปลาในน้ำเท่านั้น ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงหลงใหลการตกปลาได้ถึงขนาดนี้
จากกลางวันยันดึกดื่นป่านนี้ เขายังไม่ยอมลุกไปไหน
ผมก้าวเท้าเดินกลับไปยังด้านหลังของอาจารย์ซ่ง
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรออกไป อาจารย์ซ่งก็ถามขึ้นมาก่อนว่า “ส่งเขาไปแล้วใช่ไหม”
“ส่งไปเรียบร้อยแล้วครับ” ผมตอบกลับทันที
อาจารย์ซ่งยังคงไม่หันมา แค่ “อืม” หนึ่งคำ จากนั้นก็พูดต่อว่า “ตอนนี้ลองดูตัวนายเองสิ ว่ารอยศพมันจางลงไปบ้างหรือยัง”
ได้ยินแบบนั้น ผมก็เบิกตากว้าง รีบเปิดเสื้อขึ้นมาตรวจดูร่างกายตัวเองทันที
แสงไฟที่ท่าเรือแม้จะค่อนข้างสลัว แต่ก็ยังพอมองเห็นได้ชัดเจน รอยศพที่เคยเห็นเป็นปื้นดำคล้ำ ตอนนี้สีเริ่มจางลงไปมากแล้ว
“จางลงไปแล้วครับ อาจารย์ซ่ง! รอยศพบนตัวผมมันจางลงแล้ว แบบนี้ถือว่าผมได้กุศลแล้วใช่ไหมครับ” ผมถามด้วยความตื่นเต้น
อาจารย์ซ่งเหวี่ยงเบ็ดออกไปอีกครั้ง ก่อนจะหันหน้ากลับมาและตอบว่า “ไม่เลว ถือว่าทำได้ถูกต้องแล้ว การรับพรหรือการทำบุญกุศลมันก็แบบนี้แหละ
“แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมองไม่เห็นหรือสัมผัสไม่ได้ แต่ก็จะล้อมอยู่รอบตัวคนเราเสมอ นายส่งวิญญาณที่ตายอย่างไม่สงบไปได้หนึ่งตน นั่นก็เท่ากับนายได้ทำบุญสร้างกุศล ได้รับโชคและบารมีเพิ่มขึ้น
“เมื่อดวงชะตาของนายแข็งขึ้น พลังอัปมงคลจากสี่มหาเคราะห์ก็จะถูกกดทับเอาไว้ ต่อไปนี้พวกสิ่งสกปรกพวกนั้นก็จะไม่มายุ่งกับนายอีก วิญญาณเร่ร่อนก็จะไม่มารบกวนหรือเกาะติดนาย
“และที่สำคัญ นายจะมองไม่เห็นพวกมันอีกต่อไปด้วย”
อาจารย์ซ่งพูดออกมาด้วยท่าทางสบายๆ แต่ผมกลับรู้สึกขนลุกวาบขึ้นมา เพราะคำพูดของเขายืนยันชัดเจนแล้วว่า ถ้าผมยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมก็ต้องทำเหมือนกับเขา กินข้าวของคนตาย ทำงานเกี่ยวกับคนตาย ส่งวิญญาณ และเก็บศพ
ไม่เช่นนั้น ผมก็จะควบคุมเคราะห์ร้ายทั้งสี่ที่อยู่ในดวงชะตาของตัวเองไม่ได้ สุดท้ายก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ร่างกายเต็มไปด้วยรอยศพ ถูกวิญญาณร้ายตามหลอกหลอน จนกระทั่งตายอย่างไร้ทางหนี
ผมรู้สึกหดหู่มาก ในใจได้แต่คิดว่า ผมไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน ถึงต้องมาชดใช้กรรมในชาตินี้แบบนี้
เหมือนอาจารย์ซ่งจะอ่านความคิดผมออก เขาหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “เจ้าหนุ่ม ถ้ามองในมุมทั่วๆ ไป ดวงชะตาของนายมันแย่มาก โดนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาตั้งแต่เกิด ชีวิตสั้น โชคน้อย โดนสิ่งอัปมงคลตามหลอกหลอน นี่น่ะเป็นดวงที่อยู่ไม่ยืดหรอก
“แต่สำหรับคนในสายงานอย่างพวกฉัน ดวงชะตาที่มีสี่มหาเคราะห์แบบนี้…กลับถือว่าเป็น ‘ดวงดี’ อย่างมากเลยละ”
ผมได้ยินแบบนั้นถึงกับชะงัก แล้วตกใจจนเกือบหลุดสบถ ผมนี่มันดวงกุดจะตายอยู่แล้วนะ นี่เรียกว่าดวงดีได้ยังไงกัน!
“ทำไมล่ะครับ อาจารย์ซ่ง” ผมถามออกไปด้วยสีหน้างุนงงเต็มที่
อาจารย์ซ่งค่อยๆ จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ ระหว่างที่ควันบุหรี่ลอยออกมา เขาเอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“สี่มหาเคราะห์ ประกอบด้วย ฆาต คม ภัย และร้าย
“ ‘ฆาต’ เป็นตัวแทนของเพียนกวน[1] มีมากไป จะขาดคุณธรรมและความรู้สึกผิดชอบ
“ ‘คม’ เป็นตัวแทนของหยางเริ่น[2] มีมากไป จะแข็งกร้าวและหัวแข็ง
“ ‘ภัย’ เป็นตัวแทนของซ่างกวน[3] มีมากไป จะไร้ระเบียบไม่ฟังใคร
“ ‘ร้าย’ เป็นตัวแทนของเพียนอิ้น[4] มีมากไป จะเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว แม้จะไม่เข้าใจว่า ‘เพียนกวน’ หรือ ‘หยางเริ่น’ หมายถึงอะไร แต่สิ่งที่ตามมาอย่าง ‘ขาดคุณธรรม’ ‘ไร้ระเบียบ’ และ ‘เห็นแก่ตัว’ ฟังดูไม่น่าพิสมัยเลย
แต่ผมไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแค่ตั้งใจฟังต่อไป
อาจารย์ซ่งหยุดพักเล็กน้อย พ่นควันออกมาอีกครั้ง ก่อนเอ่ยต่อ “เมื่อมีสี่เทพแห่งเภทภัยนี้ในดวงชะตา ความเสียหายจะรุนแรงมาก เจ้าของดวงชะตาไม่เพียงแค่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ยังส่งผลร้ายต่อพ่อแม่และมิตรสหาย…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาจ้องผมด้วยสายตาที่แฝงความหมายลึกซึ้ง และผมก็อดคิดถึงต้นกำเนิดและสถานการณ์ของตัวเองไม่ได้
ตั้งแต่เด็กจนโต ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคไม่เคยเข้าข้าง ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก
ไร้พ่อไร้แม่ ชีวิตต่ำต้อยยิ่งกว่าหญ้า
ไม่มีเพื่อนสักคน หากมีก็ต้องจากกันไปเพราะเหตุผลต่างๆ
เรียนมหาวิทยาลัยได้สามปี ในที่สุดก็หาแฟนได้ แต่สุดท้ายกลับพบว่าเธอเป็นผี
มีเพื่อนร่วมห้องชื่อจางเฉียง ซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว แต่ไม่กี่วันก่อนเขากลับจมน้ำเสียชีวิตในทะเลสาบ เพิ่งจะจัดการส่งเขาไปเมื่อกี้…
เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับผมตลอดเวลา
ความรู้สึกเศร้าหมองถาโถมเข้าใส่จนใจผมห่อเหี่ยว
อาจารย์ซ่งมองดูผมที่เต็มไปด้วยความทุกข์ แล้วเอ่ยต่อ
“แต่หากสี่เทพเภทภัยนี้ถูกควบคุมและเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังของดวงชะตาได้ ก็จะมีคุณประโยชน์อย่างมหาศาล
“ถึงขั้นช่วยเจ้าของดวงได้มากยิ่งกว่าสี่เทพแห่งโชคลาภอย่าง กวน[5] อิ้น[6] สือ[7] ไฉ[8] เสียอีก
“ดวงชะตาอย่างนายไม่เหมาะจะเป็นหมอหรือเดินบนเส้นทางแบบปุถุชน เพราะเส้นทางนั้นนายไม่สามารถเดินไปได้ สวรรค์ไม่อนุญาต”
อาจารย์ซ่งมองดูผมด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“นายเกิดมาเพื่อกินข้าวของคนตาย ทำงานของคนตายโดยแท้ ‘สี่มหาเคราะห์’ สำหรับมนุษย์กลับกลายเป็นอาวุธร้ายแรงสำหรับภูตผี เพราะงานของพวกเราเกี่ยวข้องกับสิ่งสกปรก ดังนั้นการไร้คุณธรรม ความแข็งกร้าว ความไร้ระเบียบ และความเห็นแก่ตัวล้วนเป็นกฎแห่งการอยู่รอดในสายงานของเรา นายเกิดมาเพื่อเดินบนเส้นทางนี้โดยแท้…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมก็เบิกตากว้างอย่างห้ามไม่ได้
ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ซ่งถึงดูตื่นเต้นเมื่อเห็นวันเดือนปีเกิดของผม และทำไมเขาถึงเสนอจะรับผมเป็นศิษย์อย่างง่ายดาย
ที่แท้ แม้ดวงชะตาของผมจะอ่อนแอ แต่กลับทรงพลังในสายงานนี้
ดวงชะตาของผมนั้นเหมาะสมกับการทำงานเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับอย่างยิ่ง
ผมสูดลมหายใจลึก พลางย้อนคิดถึงความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ดูเหมือนผมคงต้องละทิ้งความฝันในการเป็นหมอ แล้วหันมาเป็นคนเก็บศพผู้ใช้ชีวิตท่ามกลางศพและภูตผีเสียแล้ว
แม้ในใจผมจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในเมื่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้ก็ต้องยอมรับมันให้เป็น
ผมสงบใจลง ก่อนถามอาจารย์ซ่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อาจารย์ซ่ง การเป็นคนเก็บศพหาเงินได้ไหม”
อาจารย์ซ่งที่ดูเหมือนกำลังสังเกตปฏิกิริยาของผมอยู่ก็ถึงกับสำลักควันบุหรี่ทันทีเมื่อได้ยินคำถามของผม
“แค็กๆๆ นาย…เจ้าหนูนี่จริงๆ เลย…แต่ขอบอกไว้เลยนะ รายได้ในสายงานนี้ไม่ได้ต่ำกว่าอาชีพหมอเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมก็เบาใจขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นหมออย่างที่ฝันไว้ แต่หากสามารถหาเงินได้ ก็พอจะช่วยดูแลคุณปู่ในยามแก่เฒ่าได้
แต่เมื่อผมนึกถึงคำพูดของจางเฉียงก่อนเขาจากไป ผมจึงหันไปพูดกับอาจารย์ซ่งว่า
“อาจารย์ซ่ง ตอนที่ผมส่งจางเฉียงไปเมื่อครู่ เขาบอกผมว่าก่อนเขากลับมา อาจารย์วิชากายวิภาคที่จมน้ำตายของพวกเราเป็นคนบอกให้เขาพาผมกลับไปด้วย เขาจึงบอกให้ผมระวังตัว ไม่แน่ว่าอาจารย์อาจมาหาผมด้วยตนเอง”
เมื่ออาจารย์ซ่งได้ฟัง เขากลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องเล็กน้อย ถ้าเขามาจริงๆ ก็ดี จะได้ถือโอกาสเอาพรจากเขามาล้างสี่มหาเคราะห์ของนาย พรุ่งนี้ฉันจะไปมหา’ลัยกับนาย จะดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และถือโอกาสช่วยดูเรื่องแฟนเก่าของนายด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของผมก็เปล่งประกายขึ้นมาด้วยความดีใจ แม้ผมจะไม่ได้สนใจเรื่องครูที่จมน้ำตายนัก แต่กลับตื่นเต้นที่จะได้รู้ข่าวของแฟนเก่าของผม ไป๋เสี่ยวอวี่
แม้เธอจะเป็นผี แต่เธอก็ไม่เคยทำร้ายผม มิหนำซ้ำตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เธอยังช่วยผมสั่งสมพรและต่อชีวิตให้ผมอยู่เสมอ
วิญญาณชายชราที่ศาลากลางสวนบอกว่า เธอเองก็มีปัญหาและไม่อาจช่วยตัวเองได้
ผมอยากรู้ว่าเธอกำลังเผชิญกับอะไร และถ้าทำได้ ผมอยากให้อาจารย์ซ่งช่วยเธอด้วย เพื่อเป็นการตอบแทนเธอที่คอยช่วยเหลือผมมาตลอดหนึ่งปี
ผมตั้งใจไว้ว่าถ้าได้พบเธอ ผมอยากจะพูด ‘ขอบคุณ’ กับเธอด้วยตัวเองสักครั้ง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมก็พยักหน้าพลางตอบ “อืม” เบาๆ
อาจารย์ซ่งที่ดูเหมือนจะเหนื่อยล้าจากการตกปลาก็ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนพูดว่า
“เอาละ วันนี้พอแค่นี้ก่อน นายไปที่ร้านกับฉัน ฉันจะพานายกลับไปทำพิธีกราบบรรพจารย์…”
[1]เพียนกวน/ชีชา คือ 1 ใน 10 เทพเจ้าตามหลักการทำนายแปดอักษร สื่อถึงความมุ่งมั่นและบารมี
[2]หยางเริ่น คือ พลังเสริมอิทธิพลของเพียนกวน/ชีชา สื่อถึงความแข็งแกร่งดุดัน
[3]ซ่างกวน คือ 1 ใน 10 เทพเจ้าตามหลักการทำนายแปดอักษร สื่อถึงความฉลาด ความกระตือรือร้น และการเอาชนะ
[4]เพียนอิ้น คือ 1 ใน 10 เทพเจ้าตามหลักการทำนายแปดอักษร สื่อถึงไหวพริบปฏิภาณ
[5]กวน คือ เทพเจ้าแห่งอำนาจและกฎเกณฑ์
[6]อิ้น คือ เทพเจ้าแห่งปัญญาและการคุ้มครอง
[7]สือ คือ เทพเจ้าแห่งความคิดสร้างสรรค์และโชคลาภ
[8]ไฉ คือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภและความมั่นคงทางการเงิน