ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 37 บรรพจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ จักรพรรดิเฟิงตู
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 37 บรรพจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ จักรพรรดิเฟิงตู
ผมยอมรับแล้วว่ากำลังจะกลายเป็นคนเก็บศพจริงๆ เมื่อได้ยินอาจารย์ซ่งพูดเช่นนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่และหาเงินได้ การเก็บศพก็คือทางออกที่ยอมรับได้อย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็ยังดีกว่าตายแล้วไม่มีใครจัดงานศพให้ละนะ
อีกอย่าง อาจารย์ซ่งก็ไม่ได้บังคับให้ผมเลิกเรียน
ซ้ำเทอมนี้ก็ใกล้จะจบแล้ว และเทอมหน้าก็จะเริ่มฝึกงานพอดี…
อาจารย์ซ่งเก็บอุปกรณ์ตกปลา พร้อมบอกให้ผมช่วยถือกล่องและอุปกรณ์ไปด้วย
เขาเดินนำอย่างมั่นใจ ในมือถือปลาตัวใหญ่ราวกับพวกชอบอวด
พอเดินออกจากท่าเรือ เขาก็เดินไปตามร้านปิ้งย่างข้างทาง ดูเหมือนจะกลัวคนอื่นไม่เห็นปลาที่เขาได้มา
ระยะทางแค่สี่ถึงห้าร้อยเมตรจากท่าเรือ แต่เขากลับใช้เวลาเดินถึงสี่สิบนาทีเต็มๆ
สุดท้าย เราก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า ‘ถนนหยินหยาง’
เมื่อเดินเข้าไปในถนนสายนี้ ร้านที่สิบสามก็คือร้านของอาจารย์ซ่ง
ผมเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าสิ่งที่เห็นไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้เลย
ผมเคยคิดว่าร้านของอาจารย์ซ่งซึ่งเป็นคนเก็บศพน่าจะเป็นร้านที่เกี่ยวข้องกับงานศพ เช่น ร้านจัดงานศพครบวงจร หรือสถานที่ที่มีชื่อเกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ย แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นร้านขายอุปกรณ์ตกปลา
ชื่อร้านก็เรียบง่ายเสียจนแปลกใจ ‘ร้านอุปกรณ์ตกปลาดาวเด่น’
ร้านขายอุปกรณ์ตกปลานี้ใหญ่พอสมควร ใหญ่ขนาดสามห้องแถว ประดับตกแต่งหรูหราไม่น้อย
อาจารย์ซ่งยืนอยู่ที่หน้าร้าน ก่อนหันมาพูดกับผมว่า ”เสี่ยวเจียง นี่แหละร้านของฉัน ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”
“ดีมากเลยครับ!” ผมยิ้มพลางตอบกลับไป
อาจารย์ซ่งหัวเราะ “ฮ่าๆๆ นอกจากการเก็บศพ นี่แหละงานอดิเรกของฉัน…”
ระหว่างพูด เขาวางปลาตัวใหญ่ลง แล้วเปิดประตูกระจกของร้าน
ผมเดินตามอาจารย์ซ่งเข้าไปในร้าน
ภายในร้านกว้างขวางมาก และตกแต่งได้ดีจริงๆ นอกจากจะมีชั้นวางที่เต็มไปด้วยคันเบ็ดหลากหลายแบบ เหยื่อตกปลา และอุปกรณ์ตกปลาต่างๆ ยังมีตู้ปลาขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างงดงาม
ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนเก็บศพ แต่กลับเปิดร้านขายอุปกรณ์ตกปลาเสียอย่างนั้น
อาจารย์ซ่งไม่ได้อธิบายอะไรมาก เขาเพียงพูดกับผมว่า “ตามฉันขึ้นไปข้างบน เราจะไปไหว้บรรพจารย์กัน”
ผมตอบ “ครับ” แล้วเดินตามอาจารย์ซ่งไป
ร้านนี้มีสองชั้น ส่วนลึกสุดของชั้นขายอุปกรณ์ตกปลาเป็นครัวและห้องรับประทานอาหารเล็กๆ จากนั้นก็เป็นบันไดไม้ที่พาขึ้นไปยังชั้นสอง
ขณะเดินขึ้นบันได ไม้ใต้เท้าก็ดัง “เอี๊ยดๆ”
ชั้นสองมีสามห้อง หนึ่งในนั้นล็อกอยู่ ด้านนอกเป็นห้องนั่งเล่นที่มีโทรทัศน์เครื่องใหญ่
บริเวณใกล้บันไดเป็นห้องนั่งเล่นที่มีแท่นบูชาตั้งอยู่ แต่แท่นบูชานั้นถูกคลุมด้วยผ้าสีแดง จึงไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้
เห็นเพียงกระถางธูปทองเหลืองใบเล็กที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า
อาจารย์ซ่งเดินตรงไปที่แท่นบูชา หยิบธูปสามดอกออกมา จุดไฟ แล้วถวายคำนับต่อแท่นบูชาที่คลุมด้วยผ้าสีแดง
“บรรพจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ศิษย์ซ่งเต๋อไฉมีวาสนาได้พบกับเด็กหนุ่มเจียงหนิงผู้นี้ จึงตั้งใจรับเขาเป็นศิษย์ และถ่ายทอดวิชาคาถา หวังว่าบรรพจารย์จะเป็นพยานและประทานพรให้พบแต่ความเป็นสิริมงคล”
เมื่อกล่าวจบ อาจารย์ซ่งก็ถวายคำนับอีกสามครั้งด้วยความเคารพ ก่อนปักธูปสามดอกลงในกระถาง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เลิกผ้าสีแดงที่คลุมแท่นบูชาออก
คราวนี้ผมจึงเห็นสิ่งที่อยู่ภายในแท่นบูชาเป็นครั้งแรก
แท่นบูชาสีดำสนิท ด้านในมีป้ายสีแดงตั้งอยู่ บนป้ายนั้นมีอักษรสีทองเขียนว่า ‘บัลลังก์จักรพรรดิเฟิงตู’
เฟิงตู เป็นชื่อที่ผมเคยได้ยินมาก่อน หมายถึงเมืองแห่งวิญญาณในยมโลกนั่นเอง ส่วนจักรพรรดิเฟิงตู แม้ผมจะไม่รู้จัก แต่แค่ได้ยินชื่อก็บ่งบอกได้เลยว่าท่านผู้นี้ต้องยิ่งใหญ่มาก
ขณะที่ผมมองป้ายบูชานั้น อาจารย์ซ่งก็พูดขึ้นว่า “เจียงหนิง วันนี้ฉันจะขอรับนายเป็นศิษย์ต่อหน้าบรรพจารย์ หวังว่านายจะประพฤติตัวให้ดี ตั้งใจเรียนรู้ และเพียรฝึกฝน อย่าคิดว่าทำชั่วเล็กน้อยไม่เป็นไร ทำดีนิดหน่อยไม่ควรลงแรง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผมก็ไม่มีความลังเลใดๆ อีกต่อไป
ผมหยิบถ้วยชาจากข้างแท่นบูชา รินน้ำชาเย็นชืดเต็มถ้วย จากนั้นผมก็คุกเข่าลงกับพื้นและคำนับอาจารย์ซ่งสามครั้ง ก่อนจะยื่นถ้วยชาให้เขา
“อาจารย์ ศิษย์จะจดจำคำสอนของท่านไว้เสมอ ขอเชิญดื่มชา”
แรกเริ่ม อาจารย์ซ่งไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพียงเห็นว่าดวงชะตาของผมเหมาะสมและมีวาสนาต่อกัน เขาจึงตั้งใจรับผมเป็นศิษย์
แต่เมื่อเห็นท่าทีเคารพนอบน้อมของผม เขาก็ยิ้มออกมาและกล่าวว่า “ดี ดีมาก!”
เมื่อกล่าวจบ อาจารย์ซ่งรับถ้วยน้ำชาที่ผมยื่นให้ แล้วจิบเล็กน้อย
เขาดื่มชาเสร็จก็วางถ้วยกลับลงที่เดิม ก่อนเอ่ยขึ้นอีกว่า “เสี่ยวเจียง! ในเมื่อวันนี้ฉันรับนายเป็นศิษย์ งั้นฉันจะตั้งธรรมนามให้นาย
“การมีธรรมนามจะทำให้นายสัมผัสพลังแห่งพรได้ชัดเจนขึ้น และบรรพจารย์ที่อยู่ด้านล่างก็จะรับรู้ว่ามีศิษย์เช่นนายอยู่ แล้วนายก็จะได้รับการคุ้มครอง”
ผมมองอาจารย์ซ่ง แม้จะยังไม่เข้าใจที่เขาพูดทั้งหมด แต่ก็พยักหน้ารับฟังด้วยความตั้งใจ
อาจารย์ซ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อว่า “ดวงชะตาของนายอ่อนเกินไป ชีวิตจึงเปราะบาง
“ในเมื่อชีวิตนายมีแต่เคราะห์ร้าย งั้นก็ขอตั้งธรรมนามว่า ‘ตู้เอ้อ’ (ผู้ข้ามผ่านเคราะห์ภัย) แล้วกัน!”
ตู้เอ้อ...ชื่อนี้ฟังดูใช้ได้อยู่เหมือนกัน แถมยังมีความหมายเป็นมงคล
ผมไม่ได้ติดใจอะไร ไม่ว่าจะเรียกอะไร ขอแค่ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยก็พอ
เมื่ออาจารย์ซ่งเห็นว่าผมไม่ได้คัดค้านอะไร เขาหยิบพู่กันข้างตัวขึ้นมาเขียนวันเดือนปีเกิดของผมพร้อมธรรมนาม ‘ตู้เอ้อ’ ลงบนกระดาษเหลืองอย่างรวดเร็ว
พอเขียนเสร็จ อาจารย์ก็เผากระดาษเหลืองนั้นต่อหน้าผมที่แท่นบูชาบรรพจารย์ พร้อมกับบอกให้ผมก้มกราบบรรพจารย์
เขาเน้นย้ำว่า ให้กราบจนกว่าเขาจะบอกให้หยุด
ผมไม่เคยทำพิธีอะไรแบบนี้มาก่อน จึงคิดว่านี่คงเป็นธรรมเนียมสำหรับการเริ่มต้นเป็นศิษย์
ผมจึงก้มกราบต่อหน้าบรรพจารย์ทันที
หนึ่งกราบ สองกราบ สามกราบ…
อาจารย์ซ่งจับจ้องกระดาษเหลืองในกระถางไฟ
จนกระทั่งผมก้มกราบครบสิบแปดครั้ง กระดาษเหลืองในกระถางไฟก็ถูกเผาไหม้จนหมด
อาจารย์ซ่งจึงอนุญาตให้ผมหยุด
ผมรู้สึกเหมือนหัวหมุนเล็กน้อยจากการก้มกราบหลายครั้ง
แต่แล้วอาจารย์ซ่งกลับมองผมด้วยความประหลาดใจ พลางพูดว่า “เสี่ยวเจียง นายไม่ธรรมดาเลยนะ! ตอนฉันกับอวี๋หลงเข้าสำนัก เรากราบแค่สามครั้งก็จบ แต่นายกราบบรรพจารย์ถึงสิบแปดครั้ง หนึ่งกราบต่อหนึ่งพร บรรพจารย์ประทานพรให้ถึงสิบแปดครั้ง ดูเหมือนท่านจะพอใจในตัวนายมากทีเดียว!”
ขณะพูด เขาตบไหล่ผมเบาๆ และส่งสัญญาณให้ผมลุกขึ้น
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความยินดี
ผมได้แต่ยิ้มแหยๆ ด้วยความเขินอาย
กราบไปตั้งสิบแปดครั้ง จะได้พรหรือไม่ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก
ผมยังคิดเล่นๆ ว่ากระดาษอาจจะชื้นเกินไปเลยเผาไหม้ช้าก็ได้
พิธีรับศิษย์ของผมไม่มีอะไรซับซ้อนเลย
รับธรรมนามว่า ‘ตู้เอ้อ’ เผากระดาษ และกราบบรรพจารย์ไม่กี่ครั้ง ก็ถือว่าสำเร็จ
อาจารย์ซ่งไม่ได้สอนอะไรผมทันที เขาเพียงชี้ไปยังห้องหนึ่ง บอกว่าคืนนี้ให้ผมนอนที่นั่น
พอพักผ่อนเต็มที่แล้ว พรุ่งนี้เขาจะพาผมไปมหา’ลัยเพื่อดูสถานการณ์
เขาจะจัดการเรื่องของผมให้เสร็จก่อน
ถ้ามีสิ่งไม่ดีแฝงตัวอยู่ก็จะถือโอกาสเอาพรจากมันเพื่อทำให้สี่มหาเคราะห์ในตัวผมสงบลง สุดท้ายค่อยพาผมไปรับพรที่บรรพจารย์ประทานให้
เมื่อได้ยินดังนั้น ผมถึงกับนิ่งไป
ส่วนแรกพอเข้าใจ แต่การไปรับพรจากบรรพจารย์?
พรแบบนี้มีอยู่จริงหรือ
ผมจึงถามด้วยความสงสัยว่า “อาจารย์ พรนี้มีอยู่จริงหรือครับ แล้วยังไปรับได้อีกด้วย?”
คำตอบของอาจารย์ซ่งมาพร้อมกับรอยยิ้ม “พูดอะไรของนาย! เรื่องอื่นฉันไม่รู้
“แต่สายวิชาของเราน่ะมีพรแน่นอน ไม่อย่างนั้นจะให้กราบตั้งหลายครั้งไปทำไมล่ะ”